หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 1

1. ชื่อโครงการ :
โครงการขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 2,500 วันแรกของชีวิต เพื่อส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตคุณภาพเขตเมือง ปี 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
1) อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน
2) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัย

4. cluster :
สตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 12 ) 2.4 สร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ปัจจุบันการส่งเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก ต้องมีการดูแลแบบเป็นองค์รวมตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ ตั้งครรภ์ คลอด หลังคลอด และเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี โดยสิ่งที่สำคัญคือ การจัดบริการในสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ ให้มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามมาตรฐาน เข้าถึงง่ายเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการของหญิงตั้งครรภ์ และครอบครัวในการดูแลอย่างต่อเนื่องและเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด เตรียมความพร้อมเพื่อการส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่มีศักยภาพเพื่อให้ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัยเด็กเติบโตพัฒนาการสมวัย ลดอัตราส่วนการตายของมารดาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า อัตราส่วนการตายของมารดาไทย 3 ปีย้อนหลังภาพรวมทั้งประเทศในปี 25๖2 เท่ากับ 22.5 (สถิติสาธารณสุข กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข) ปี 2563 เท่ากับ 23.1 และในปี 2564 เท่ากับ 27.6 ต่อแสนการเกิดมีชีพ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 17 ต่อแสนการเกิดมีชีพ (สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย 9 ส.ค. 2564) อัตราส่วนการตายของมารดาไทย 3 ปีย้อนหลัง กรุงเทพมหานคร ในปี 25๖0,25๖1 และ 25๖2 เท่ากับ 12.1, 17.7 และ 24.1 ต่อการเกิดมีชีพแสนคน (สถิติสาธารณสุข กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข) จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าอัตราส่วนการตายมารดาไทยในกรุงเทพมหานคร มีแนวโน้มสูงขึ้น เกินค่าเป้าหมายตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ และจากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 19) ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด 6 สัปดาห์ และทารกแรกเกิด ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – วันที่ 24 สิงหาคม 2564 พบว่า ในประเทศไทยมีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อจำนวน 1,801 ราย ซึ่งเป็นคนไทย จำนวน 1,173 ราย คนต่างด้าว จำนวน 628 ราย ทารกที่ติดเชื้อจากมารดา 110 ราย และมีทารกที่เสียชีวิต 20 ราย นอกจากนี้การติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 19) ที่รุนแรงส่งผลให้มารดาเสียชีวิตสูงถึง 31 ราย ซึ่งในเขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่มียอดติดเชื้อโควิดสูงสุดเป็นอันดับ 1 พบว่า มีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ จำนวน 438 ราย มารดาเสียชีวิต จำนวน 12 ราย (ร้อยละ 2.74) (สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย, ข้อมูล ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2564) ดังนั้นการจัดบริการอนามัยแม่และเด็กที่มีมาตรฐาน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดอัตราการตายมารดาไทย และในปี 25๖2, 25๖3 และ 25๖4 พบว่า หญิงตั้งครรภ์มาฝากครรภ์คุณภาพครบ 5 ครั้ง ตามเกณฑ์ร้อยละ 70.24, 75.78 และ 75.50 ตามลำดับ หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์ครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 12 สัปดาห์ ร้อยละ 80.57, 82.92, และ 82.22 (HDC 30 ส.ค. 2564) หญิงตั้งครรภ์มีภาวะโลหิตจาง คิดเป็นร้อยละ 14.6 หญิงตั้งครรภ์ได้รับยาเสริมไอโอดีนคิดเป็นร้อยละ 80.6 หญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก ร้อยละ 56.1 และได้รับการตรวจและขัดทำความสะอาดฟัน ร้อยละ 15.8 ในส่วนของรายงานการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2562 (MICs6) กับพบว่าอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาไทยอย่างเดียว 6 เดือน (EBF rate) เท่ากับร้อยละ 14 และมีเด็กที่กินนมแม่ติดต่อกันจนถึง 1 ปี ร้อยละ 24.6 และต่อเนื่องจนถึง 2 ปี ร้อยละ 15 จากสถานการพัฒนาการเด็กไทย 3 ปีย้อนหลังในปี 25๖2, 2563 และ 2564 พบว่า เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยช่วงอายุ 9, 18, 30, 42 และ 60 เดือน ร้อยละ 87.12, 88.10 และ 71.71 ตามลำดับ (HDC.specialpp 30 ส.ค. 2564) ด้านการดำเนินงานเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กปฐมวัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2564 พบเด็กที่ได้รับการคัดกรองมีพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 92.30 พบพัฒนาการสงสัยล่าช้าร้อยละ 13.56 ติดตามส่งเสริมกระตุ้นและประเมินซ้ำ ร้อยละ 64.96 (สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 25 มิ.ย. 2564) ด้านภาวะการเจริญเติบโตพบเด็ก 0 – 5 ปี สูงดี สมส่วน ร้อยละ 58.77, 58.81 และ 61.40 ตามลำดับ ปัญหาส่วนใหญ่คือเด็กเตี้ย ร้อยละ 11.09 รองลงมาคือเด็กอ้วน ภาวะเริ่มอ้วนและภาวะอ้วน ร้อยละ 8.98 และเด็กผอม ร้อยละ 5.20 (HDC 30 ส.ค. 2564) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องตระหนักในการเฝ้าระวัง และให้การช่วยเหลือดูแลส่งเสริมให้เด็กมีการพัฒนาไปตามวัยอย่างถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก หากไม่มีกระบวนการดูแลช่วยเหลือที่ชัดเจน เด็กจะเสียโอกาสในการพัฒนาตามวัย รวมทั้งอาจเกิดปัญหาพัฒนาการที่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นภาระต่อครอบครัว สังคมและประเทศชาติ ดังนั้น จึงมีแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงาน 5 ประเด็นหลัก คือ สร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ สร้างกลไกการขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 2,500 วันของชีวิตส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตเด็กปฐมวัย โดยการสร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่าย 4 กระทรวงหลักภาคีเครือข่ายกรุงเทพมหานครและภาคเอกชน เพิ่มอัตราความครอบคลุมการคัดกรองพัฒนาการเด็กโดยเชื่อมรอยต่อพัฒนาศักยภาพพยาบาลหลังคลอดสร้างความรอบรู้ในการใช้คู่มือ DSPM ในกลุ่มพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ให้สามารถใช้ในการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ที่บ้านได้ด้วยตนเอง สนับสนุนภาคีเครือข่ายศูนย์เด็กภาครัฐและเอกชนเขตเมือง ยกระดับคุณภาพมาตรฐานโดยใช้มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กแห่งชาติ ขับเคลื่อน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก 2560 ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพด้านอนามัยแม่และเด็กเพื่อส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตคุณภาพ ในปี 2565 ได้ดำเนินการบูรณาการงานขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 2,500 วันแรกของชีวิตต่อเนื่องและขยายการพัฒนาหลักสูตรสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ HLO/HLC เพื่อยกระดับมาตรฐานและพัฒนาคุณภาพครบทุกมิติ ส่งมอบเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพสู่เด็กวัยเรียนคุณภาพ ตามช่วงวัยจึงได้จัดทำโครงการฯดังกล่าวนี้ขึ้นเพื่อให้เกิดการส่งเสริมการเกิด การเจริญเติบโตและพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ โดยประสานความร่วมมือกับกรมวิชาการและเขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร และสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะ กลไกการดำเนินงาน เพื่อให้เด็กปฐมวัยเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายทุกระดับให้เกิดความร่วมมืออย่างบูรณาการ มุ่งสู่มาตรฐานและบริการที่มีคุณภาพด้านส่งเสริมสุขภาวะมารดาและเด็กปฐมวัย 2. ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยการใช้มาตรการทางกฎหมาย ขับเคลื่อน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริม การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก 2560 3. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายมหัศจรรย์ 2500 วันแรกของชีวิต ส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตเด็กปฐมวัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร ความรู้ ทักษะ สื่อสาร สร้างความรอบรู้และตระหนักในการส่งเสริมสุขภาพในการพัฒนาอนามัยแม่และเด็กโดยใช้เทคโนโลยีดิจิตัลเข้ามาช่วยพัฒนางาน 5. ขยายเครือข่ายส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ Healthy City By HL & Good Governance(จังหวัดปทุมธานี)

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.สร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการ ส่งเสริมการเกิด อย่างมีคุณภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 19) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 รูปแบบ
2.ขับเคลื่อน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 6 แห่ง
3.ขับเคลื่อนมหัศจรรย์ 2500 วันแรกของชีวิต ส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตเด็กปฐมวัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 6 แห่ง
4.พัฒนาหลักสูตรออนไลน์สร้างความรอบรู้ด้านอนามัยแม่และเด็ก 1 เรื่อง
5.ขยายเครือข่ายส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ Healthy City By HL & Good Governance (จังหวัดปทุมธานี) 1 จังหวัด
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : สร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการ ส่งเสริมการเกิด อย่างมีคุณภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 19) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 รูปแบบ
2.เชิงปริมาณ : พัฒนาหลักสูตรออนไลน์สร้างความรอบรู้ด้านอนามัยแม่และเด็ก 1 เรื่อง
3.เชิงปริมาณ : ขับเคลื่อน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 6 แห่ง
4.เชิงปริมาณ : ขยายเครือข่ายส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ Healthy City By HL & Good Governance(จังหวัดปทุมธานี) 1 จังหวัด
5.เชิงปริมาณ : ขับเคลื่อนมหัศจรรย์ 2500 วันแรกของชีวิต ส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตเด็กปฐมวัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 6 แห่ง
6.เชิงคุณภาพ : ภาคีเครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการบูรณาการความร่วมมือเพื่อส่งเสริม การเกิดอย่างมีคุณภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 19) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 รูปแบบ
7.เชิงคุณภาพ : พัฒนารูปแบบ แผนการสอนหลักสูตรสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยแม่และเด็กเป็นหลักสูตรออนไลน์ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการอนามัยแม่และเด็ก เป็นองค์กรสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ นำสู่การสร้าง HLสู่ประชาชน 1 เรื่อง
8.เชิงคุณภาพ : ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมขับเคลื่อนพ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ.2560 ครอบคลุมพื้นที่ กทม. 6 แห่ง
9.เชิงคุณภาพ : ภาคีเครือข่ายเขตเมือง (เทศบาลเมืองปทุมธานี) นำแนวคิด Health City By HL & Good Governance เข้าบูรณาการแผนเขตเมืองสู่การสร้าง HL ประชาชน 1 จังหวัด
10.เชิงคุณภาพ : เด็กปฐมวัยในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 13 เข้าถึงบริการการการส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ 6 แห่ง
11.เชิงเวลา : ดำเนินงานตามระยะเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. สร้างเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 19) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร - ประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริม การเกิดอย่างมีคุณภาพ - พัฒนาสื่อออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความรอบรู้ ด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมสุขภาพสตรีและเด็กปฐมวัยในสถานการณ์โควิด 19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร - ประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมการดูแลและลดการตายมารดาและทารก ในสถานการณ์โควิด 19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร - ศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา –2019 ของหญิงตั้งครรภ์พื้นที่กรุงเทพมหานคร 2. ขับเคลื่อน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร - ประชุมปรึกษาหารือขับเคลื่อน พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกฯ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานการณ์โควิด 19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ - ผลิตสื่อผลิตสื่อออนไลน์ประชาสัมพันธ์การสร้างความเข้าใจ พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกฯสำหรับประชาชน - ติดตามผลการขับเคลื่อนพ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกฯ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานการณ์โควิด 19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ 3. ขับเคลื่อนมหัศจรรย์ 2500 วันแรกของชีวิต ส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตเด็กปฐมวัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร - พัฒนากลไกการดำเนินงานขับเคลื่อนมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและการมีส่วน ร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ กทม.ทุกสังกัด - พัฒนาศักยภาพสร้างความรอบรู้ครูผู้ดูแลเด็ก ยกระดับคุณภาพมาตรฐานสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัย แห่งชาติด้านเด็กปฐมวัยสร้างความรอบรู้ ด้วยหลัก 4D - พัฒนาสื่อออนไลน์สร้างความรอบรู้ครูผู้ดูแลเด็ก ยกระดับคุณภาพมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติด้านเด็กปฐมวัยสร้างความรอบรู้ ด้วยหลัก 4D - สำรวจข้อมูลการดำเนินงานสัปดาห์ณรงค์คัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้วยคู่มือ DSPM ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)โดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และครูผู้ดูแลเด็ก 4. พัฒนาหลักสูตรออนไลน์สร้างความรอบรู้ด้านอนามัยแม่และเด็ก - พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการการออกแบบสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบมัลติมีเดีย (Multimedia Courseware Design) พัฒนาหลักสูตรออนไลน์สร้างความรอบรู้สร้างด้านอนามัยแม่และเด็ก - พัฒนาหลักสูตรสร้างความรอบรู้สร้างด้านอนามัยแม่และเด็กเป็นหลักสูตรเรียนออนไลน์ - พัฒนาต้นแบบโรงเรียนรอบรู้สุขภาพ บูรณาการส่งเสริมสุขภาพ 3 กลุ่มวัย (โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 75 เฉลิมพระเกียรติ) - ประชุมเชิงปฏิบัติการบูรณาการแผนสร้างเพื่อส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพโดยการมีส่วนร่วมของ อปท.และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ขยายเครือข่ายส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ Smart City - เยี่ยมเสริมพลังเครือข่ายส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ Healthy City By HL & Good Governance (จังหวัดปทุมธานี)

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1 สร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 9,100.00
2 กิจกรรมที่ 3 ขับเคลื่อน พ.ร.บ. ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,800.00
3 กิจกรรมที่ 2 ขับเคลื่อนมหัศจรรย์ 2500 วันแรกของชีวิต ส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตเด็กปฐมวัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 161,835.00
4 กิจกรรมที่ 4 พัฒนาหลักสูตรสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยแม่และเด็ก 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 64,905.00
5 กิจกรรมที่ 5 ขยายเครือข่ายส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ Healthy City By HL & Good Governance 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 79,930.00
รวมเป็นเงิน 319,570.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
319,570.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
1. สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2. ชุมชนร่มเกล้า 3. เขตลาดกระบัง 4. พื้นที่ตั้งสถานบริการและศูนย์เด็กเล็ก HLO/HLC ต้นแบบนำร่องในเขตกทม. เขตสุขภาพที่ 13 5. เครือข่ายส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ Healthy City By HL & Good Governance (จังหวัดปทุมธานี)

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. ภาคีเครือข่ายสถานพยาบาลทุกระดับและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานตามมาตรฐานงานส่งเสริมสุขภาวะมารดาและเด็กปฐมวัย 2. สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และประชาชนในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 13 3. ภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนร่วม ขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริม การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กพ.ศ.2560 พื้นที่กรุงเทพมหานคร 4. บุคลากรสาธารณสุข/สถานประกอบการและศูนย์เด็กก่อนวันเรียน กรุงเทพมหานคร 5. โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 75 เฉลิมพระเกียรติ 6. เครือข่ายส่งเสริมการเกิดและเติบโตคุณภาพ Healthy City By HL & Good Governance (จังหวัดปทุมธานี)

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
- บุคลากรสาธารณสุขคลินิกชุมชนอบอุ่น - ครูพี่เลี้ยงศูนย์เด็กเล็กพื้นที่เป้าหมาย - ประชาชนกลุ่มวัยแม่และเด็ก - ภาคีเครือข่ายร่วมบูรณาการงานกลุ่มวัยแม่และเด็กเขตสุขภาพที่ 13 กทม. - สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และประชาชนในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 13

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางศิริพรรณ บุตรศรี นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางดวงประทีป ไตรสุรัตน์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. ร.ต.อ. หญิงไปรมา นาคนิยม นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 4. นางสาวกรรณิการ์ เจริญจิตร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 5. นางสาวกนกวรรณ แสงสัมฤทธิ์ผล พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 6. นางสาวราตรี ชายทอง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 7. นางสาวปาริชาต ชรากาหมุด พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางศิริพรรณ บุตรศรี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 2

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่นเข้มแข็ง แข็งแรง และฉลาดตามแนววิถีใหม่ ในยุคดิจิตัล

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
6) ร้อยละของเด็กอายุ 6-14 ปี สูงดีสมส่วน
9) อัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 15-19 ปี ต่อประชากรหญิง อายุ 15-19 ปี พันคน

4. cluster :
วัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 22 ) 6.2 ยกระดับคุณภาพมาตรฐานงานส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียน ในยุคดิจิตัล
5.2 โครงการสำคัญ โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL)

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก เข้าสู่ระดับ Pandemic ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นการระบาดใหญ่ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ณ วันที่ 5 กันยายน 2564 มีรายงานผู้ป่วยยืนยันทั่วโลก จำนวน 221,110,991 ราย เสียชีวิต 4,575,333 ราย ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 นั้น ในปัจจุบันได้เกิดการระบาดระลอกใหม่ขึ้น โดยสถานการณ์ภายในประเทศไทยพบจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ปี 2563 (ข้อมูลสรุปสถานการณ์ ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ณ วันที่ 5 กันยายน 2564) จำนวนรวม 1,280,534 ราย รักษาหายแล้ว 1,115,574 ราย และเสียชีวิต 12,855 ราย การระบาดระลอกใหม่นี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น มีรายงานผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น พบผู้ป่วยในหลายพื้นที่ ตลอดจนมีรายงานการติดต่อระหว่างคนสู่คนภายในประเทศ แม้ภาครัฐมีมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาด รวมทั้งการปรับตัวของผู้คนเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิต (New normal) กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถกระทำได้ในช่วงการระบาด โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใกล้ชิดกัน รวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก เพราะเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มากที่สุด มาตรการการป้องกันตนเองจึงยังเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากาก ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่าง ลดการรวมกลุ่ม ยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันการติดต่อได้ดีอยู่ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันสถานการณ์ด้านสุขภาพเด็กวัยเรียน วัยรุ่นประเทศไทย มีภาวะสูงดีสมส่วน มีแนวโน้มลดลงในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2561 – 2563 เด็กวัยเรียนวัยรุ่น อายุ 6 – 14 ปี สูงดีสมส่วน คิดเป็นร้อยละ 65.5, 65.81 และ 56.1 ตามลำดับ มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 11.8, 12.75 และ11.8 ตามลำดับ (จากข้อมูล HDC กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 16 กรกฎาคม 2564) และเมื่อพิจารณาภาวะโภชนาการของเด็กวัยเรียนวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร พบว่า ในปี พ.ศ. 2561 – 2563 พบว่า เด็กวัยเรียนวัยรุ่น อายุ 6 – 14 ปี สูงดีสมส่วน คิดเป็นร้อยละ 65.49, 66.28 และ 65.71 มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 9.14, 15.8 และ 16.81 ตามลำดับ (ข้อมูลภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร) และเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ และการศึกษา สถานศึกษาทั่วประเทศปรับรูปแบบการเรียนการสอน โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นพื้นที่มีการระบาดของโรคเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทำให้เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นมีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากในอดีต เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบวิถีใหม่ (New normal) เช่น การใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น การเรียนออนไลน์ การใช้สายตาอยู่กับคอมพิวเตอร์ หรือในสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ๆ มีการใช้ชีวิตในบ้านมากกว่าการออกไปเล่นหรือใช้ชีวิตนอกบ้านในที่กลางแจ้ง เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลต่อสมอง การเรียนรู้ และสายตา ความไม่สมดุลระหว่างปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ และปริมาณแคลอรี่ที่ใช้ไปสำหรับการเจริญเติบโต กระบวนการเผาผลาญอาหารที่เกิดขึ้นในร่างกายและการเคลื่อนไหวออกแรง จึงส่งผลให้เกิดปัญหาด้านภาวะโภชนาการ เกิดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และขาดการใช้ทักษะชีวิตที่พึงประสงค์ในเด็กวัยเรียนวัยรุ่นได้ การส่งเสริมสุขภาพในเด็กวัยเรียนวัยรุ่นจึงจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) การสร้างสิ่งแวดล้อม หรือพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก การมีผู้นำทางความคิด สื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพ จะช่วยให้เด็กมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิด ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับตัวเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูผู้สอนยังมีความจำเป็นจะสนับสนุนให้เกิดขึ้นจนถึงขั้นการเกิดเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในช่วงวัยของเด็ก เพื่อเป็นการส่งต่อเด็กนักเรียนที่มีคุณภาพให้เป็นวัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปด้วยนอกจากนี้เด็กที่มีภาวะอ้วนในอายุช่วง 6 ปี ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน ร้อยละ 25 และเด็กที่มีภาวะอ้วนในช่วงอายุ 12 ปี จะกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วน มากกว่าร้อยละ 75 และเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาวะเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน (WHO, 2014) จากผลการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2564 กลุ่มงานพัฒนาสุขภาวะวัยเรียนวัยรุ่น และสถานศึกษาให้ความสำคัญกับการพัฒนาสุขภาวะวัยเรียนวัยรุ่นโดยการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นสถานศึกษารอบรู้ด้านสุขภาพที่มีความยั่งยืน สามารถต่อยอดและแก้ปัญหาตามบริบท และความต้องการของตนเอง สำหรับในกลุ่มวัยรุ่น ได้มีการยกระดับคุณภาพบริการที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่น และเยาวชน (YFHS) โดยให้หน่วยบริการที่มีความพร้อม และสนใจเข้าร่วมการเรียนรู้ YFHS Application เพื่อยกระดับคุณภาพให้มีมาตรฐานสูงขึ้นในปี พ.ศ. 2565 กลุ่มงานพัฒนาสุขภาวะวัยเรียน วัยรุ่นและสถานศึกษาตระหนักถึงการพัฒนาและส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนวัยรุ่นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดีดำรงชีวิตตามแนววิถีใหม่ (New normal) อย่างมีศักยภาพในบริบทของสังคมเขตเมือง จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่นเข้มแข็ง แข็งแรง และฉลาดตามแนววิถีใหม่ในยุคดิจิตัล โดยมีเป้าหมายให้เด็กวัยเรียนวัยรุ่นมีความเข้มแข็ง แข็งแรง มีทักษะชีวิต และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อสนับสนุนภาคีเครือข่ายให้มีระบบและกลไกการส่งเสริมสุขภาพและทักษะชีวิตของเด็กวัยเรียนวัยรุ่นผ่านกระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2. เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนให้เกิดการขยายต้นแบบโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ 3. เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 4. เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อน Model เขตเมือง (Smart City by HL)

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ประชุมบูรณาการแผนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนวัยรุ่นร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์ และ Onsite อย่างน้อย 1 ครั้ง
2.สนับสนุนงบประมาณในการจัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร อย่างน้อย 1 ครั้ง
3.ยกระดับ YFHS ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับดี และดีเยี่ยม 6 แห่ง
4.เยี่ยมเสริมพลัง/ติดตามการดำเนินงานโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Onsite 7 แห่ง
5.พัฒนาหลักสูตร HLS ในรูปแบบออนไลน์ 1 รูปแบบ
6.พัฒนาระบบและกลไกการเข้าถึงบริการสุขภาพเด็กพิเศษแบบองค์รวมอย่างมีคุณภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 3 แห่ง
7.ส่งเสริมการเฝ้าระวังสุขภาพนักเรียนด้วยตนเอง (จัดทำสมุดบันทึกการตรวจสุขภาพด้วยตนเองของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5–6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) 1 ครั้ง
8.รณรงค์สื่อสารประชาสัมพันธ์การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านทักษะการใช้ชีวิตและพฤติกรรมอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสม และช่องทางการเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ผ่านระบบออนไลน์ อย่างน้อย 1 ครั้ง
9.วิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ที่มีผลต่อนักเรียนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ระยะที่ 2) 1 เรื่อง
10.ขับเคลื่อน Model เขตเมือง (Smart City by HL) 1 แห่ง
11.มีพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Onsite 1 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : จำนวนของโรงเรียนเด็กพิเศษที่ได้รับการพัฒนาระบบและกลไกการเข้าถึงบริการสุขภาพเด็กพิเศษแบบองค์รวมอย่างมีคุณภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 3 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : จำนวนครั้งประชุมบูรณาการแผนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนวัยรุ่นร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์ และ Onsite อย่างน้อย 1 ครั้ง
3.เชิงปริมาณ : จำนวนงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ที่มีผลต่อนักเรียนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ระยะที่ 2) 1 เรื่อง
4.เชิงปริมาณ : จำนวนสถานศึกษาที่ได้รับการเยี่ยมเสริมพลัง/ติดตามการดำเนินงานโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Onsite 7 แห่ง
5.เชิงปริมาณ : ส่งเสริมการเฝ้าระวังสุขภาพนักเรียนด้วยตนเอง (จัดทำสมุดบันทึกการตรวจสุขภาพด้วยตนเองของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5–6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) 1 ครั้ง
6.เชิงปริมาณ : จำนวนครั้งของการสนับสนุนงบประมาณในการจัดประชุม คณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร อย่างน้อย 1 ครั้ง
7.เชิงปริมาณ : จำนวนของพื้นที่เขตเมืองที่ได้รับการขับเคลื่อน Model เขตเมือง (Smart City by HL) 1 แห่ง
8.เชิงปริมาณ : จำนวนหลักสูตร HLS ในรูปแบบออนไลน์ 1 รูปแบบ
9.เชิงปริมาณ : จำนวนครั้งของการรณรงค์สื่อสารประชาสัมพันธ์การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านทักษะการใช้ชีวิตและพฤติกรรมอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสม และช่องทางการเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ผ่านระบบออนไลน์ อย่างน้อย 1 ครั้ง
10.เชิงปริมาณ : จำนวนคลินิกวัยรุ่นที่ได้รับการยกระดับ YFHS ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับดี และดีเยี่ยม 6 แห่ง
11.เชิงคุณภาพ : ผลงานที่เกิดจากการเข้าถึงพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น 1 เรื่อง
12.เชิงคุณภาพ : สื่อความรอบรู้ด้านทักษะการใช้ชีวิตและอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมของวัยรุ่น 7 เรื่อง
13.เชิงคุณภาพ : งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ที่มีผลต่อนักเรียนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ระยะที่ 2) 1 เรื่อง
14.เชิงคุณภาพ : หลักสูตร HLS ในรูปแบบออนไลน์ 1 รูปแบบ
15.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมบูรณาการแผนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนวัยรุ่นร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร คือ สำนักการศึกษา สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ศูนย์การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และภาคเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 2. ดำเนินงานการขับเคลื่อนพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 2.1 สนับสนุนงบประมาณในการจัดประชุม คณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกรุงเทพมหานคร 2.2 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับ YFHS ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับดี และดีเยี่ยมภายใต้ สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) 2.3 พัฒนาต้นแบบสถานศึกษาป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นด้วยกระบวนการรอบรู้ด้านสุขภาพ ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 2.4 จัดประชุมคณะกรรมการตัดสินการจัดประกวดสื่อประชาสัมพันธ์เสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์ 2.5 เยี่ยมเสริมพลัง/ติดตามการดำเนินงานโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพภายใต้สถานการณ์การระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 3. จัดกิจกรรมพัฒนาหลักสูตร HLS ผ่านระบบออนไลน์ 4. พัฒนาระบบและกลไกการเข้าถึงบริการสุขภาพเด็กพิเศษแบบองค์รวมอย่างมีคุณภาพภายใต้สถานการณ์ การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 4.1 ศึกษาบริบทพื้นที่ และสถานการณ์สุขภาพเด็กพิเศษในสถานศึกษาในการขับเคลื่อน HLS ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 4.2 ประชุมวางแผนออกแบบการดำเนินงานเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในกลุ่มเด็กพิเศษภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์ และ Onsite 4.3 จัดประชุมติดตามการดำเนินงานเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในกลุ่มเด็กพิเศษภายใต้ สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 5. ส่งเสริมการเฝ้าระวังสุขภาพนักเรียนด้วยตนเอง (จัดทำสมุดบันทึกการตรวจสุขภาพด้วยตนเองของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5–6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) 6. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative space) ในประเด็นการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านทักษะการใช้ชีวิตและพฤติกรรมอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสม และช่องทางการเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ผ่านระบบ ออนไลน์ 7. ดำเนินงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ที่มีผลต่อนักเรียนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ระยะที่ 2) 8. ขับเคลื่อน Model เขตเมือง (Smart City by HL) ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 9. สรุปและประเมินผลการดำเนินกิจกรรมในโครงการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1 ประชุมบูรณาการแผนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนวัยรุ่นร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 10,465.00
2 กิจกรรมที่ 3 พัฒนาหลักสูตร HLS ผ่านระบบออนไลน์ 1 รูปแบบ 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 90,000.00
3 กิจกรรมที่ 5 เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative space) ในประเด็นการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านทักษะการใช้ชีวิตและพฤติกรรมอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสม และช่องทางการเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ผ่านระบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 14,400.00
4 กิจกรรมที่ 7 ขับเคลื่อน Model เขตเมือง (Smart City by HL) ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 2,000.00
5 กิจกรรมที่ 4 พัฒนาระบบและกลไกการเข้าถึงบริการสุขภาพเด็กพิเศษแบบองค์รวมอย่างมีคุณภาพภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 7,230.00
6 กิจกรรมที่ 6 วิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ที่มีผลต่อนักเรียนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ระยะที่ 2) 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 27,565.00
7 กิจกรรมที่ 2 การขับเคลื่อนพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ผ่านระบบออนไลน์และ Onsite 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 106,785.00
รวมเป็นเงิน 258,445.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
258,445.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
จังหวัดกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. บุคลากรด้านสาธารณสุข เช่น กรมสุขภาพจิต , สำนักอนามัย (กองสร้างเสริมสุขภาพ, งานโภชนาการ), ศูนย์บริการสาธารณสุข, สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2. ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน สามเณร ที่เป็นเครือข่ายในสถานศึกษา สังกัดกทม., สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ ในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) 3. มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health foundation) 4. สำนักงานเขตกทม., กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 5. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเขตพื้นที่เขตเมือง และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง (ศบส., สำนักอนามัย, สำนักงานเขต, สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเขตพื้นที่เขตเมือง 2. ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ที่เป็นเครือข่ายในสถานศึกษา ตัวแทนฝ่ายการศึกษา กทม., สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สำนักอนามัย กทม., ศูนย์บริการสาธารณสุข), โรงเรียนในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในโรงเรียนเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, โรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ ในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) จังหวัดกรุงเทพมหานคร และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางศรีสุดา สว่างสาลี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางจันทิรา นันทมงคลชัย ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 3. นางดวงหทัย เกตุทอง ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นางสาววีรฉัตร จรัสฉิมพลีกุล ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 5. นางสาวจุไรรัตน์ ทนเสถียร ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 6. นางสาวสุกัญญา เขตอนันต์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 7. นางสาวรชยา สุวรรณพรหม ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 8. นางสาวจุฬาลักษณ์ สาและ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุข 10. นางวิไล รัตนพงษ์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางวิไล รัตนพงษ์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 3

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) พื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
6) ร้อยละของเด็กอายุ 6-14 ปี สูงดีสมส่วน

4. cluster :
คทง.โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 2 ) 1.2 ส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.)
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโครงการพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
การส่งเสริมโภชนาการและอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ในเขตกรุงเทพฯ เป็นโครงการในสำนักโครงการสมเด็จพระเทพรัตนฯ ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ซึ่งในพ.ศ. 2552 ทรงโปรดเกล้าให้รับโรงเรียนจำนวนหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งสังกัดกรุงเทพมหานครและสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าเป็นโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริด้วยทรงเห็นว่า แม้จะเป็นพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีความทุรกันดาร แต่เด็กหรือเยาวชนส่วนนั้นก็ยังประสบปัญหา โดยเฉพาะปัญหาโภชนาการที่มีทั้งภาวะโภชนาการขาดและภาวะโภชนาการเกิน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่สมวัย ตั้งแต่ที่บ้านจนถึงโรงเรียนและยังส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในโรงเรียนมีสุขภาวะที่ดี มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันเป็นปัญหาของประเทศ โครงการส่งเสริมโภชนาการและอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ในเขตกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 31 แห่ง แบ่งออกเป็น 2 สังกัด ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 29 แห่ง และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 2 แห่ง โดยโรงเรียนได้เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ปัญหาสุขภาพของเด็กวัยเรียนส่วนใหญ่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม จากรายงานสถานการณ์ปัญหาเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ของประเทศไทยปี 2563 สูงดีสมส่วน ร้อยละ 65.8 มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 12.4 ผอม ร้อยละ 4.3 เตี้ย ร้อยละ 9.4 (ภาคเรียนที่ 1 ปี 2563, HDC ณ วันที่ 24 กันยายน 2563 ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) สถานการณ์เด็กวัยเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีภาวะสูงดีสมส่วน ร้อยละ 65.7 ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 16.8 ผอม ร้อยละ 4.2 เตี้ย ร้อยละ 2.5 (ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 สำนักอนามัย กรุงเทพฯ) นอกจากนี้โรงเรียนพระปริยัติธรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ มีทั้งหมด 11 แห่ง ซึ่งจากสถานการณ์ด้านสุขภาพของพระสงฆ์และสามเณรทั่วประเทศจำนวน 122,680 ราย ในปี 2559 พบการป่วยมากที่สุดคือโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน และข้อมูลจากการตรวจคัดกรองสามเณร เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 6,375 รายของโรงพยาบาลสงฆ์ในปี 2559 เปรียบเทียบกับปี 2549 พบว่าพระสงฆ์และสามเณรมีสุขภาพดีลดลงจากร้อยละ 60.3 เป็นร้อยละ 28.5 ดังนั้นการสร้างความตระหนักรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการนำสู่มิติสุขภาพสำหรับสามเณรและพระสงฆ์ (ข่าวในรั้ว สธ.) ปี 2561-2563 สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง (สสม.) ได้ดำเนินการเยี่ยมเสริมพลัง/ติดตามการดำเนินงานของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าการเจริญเติบโตของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 1-3 นักเรียนมีรูปร่างสูงดีสมส่วน คิดเป็นร้อยละ 66.5, 65.4 (เฉพาะปี 2562 และ 2563) ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน คิดเป็นร้อยละ 10.9, 10.3 และ 10.6 ผอม คิดเป็นร้อยละ 6.4, 8.1 และ 6.7 เตี้ย คิดเป็นร้อยละ 5.5, 5.3 และ 4.1 (ปี 2561 -2563) ซึ่งพบว่าภาวะสูงดีสมส่วนมีแนวโน้มลดลงซึ่งอาจมีผลมาจากภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มขึ้น ในส่วนของของภาวะผอมลดลง เตี้ย มีแนวโน้มลดลง (ข้อมูล : สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ปี 2561 -2563) ภาวะการเจริญเติบโตของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีรูปร่างสูงดีสมส่วน คิดเป็นร้อยละ 66.1, 65.3 (เฉพาะปี 2562 และ 2563) ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน คิดเป็นร้อยละ 14.6, 16.0 และ 25.7 ผอม คิดเป็นร้อยละ 4.5, 4.5 และ 6.1 เตี้ย คิดเป็นร้อยละ 3.2, 3.9 และ 4.7 (ข้อมูล : สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ปี 2561 -2563) พบว่าภาวะสูงดีสมส่วนมีแนวโน้มลดลงซึ่งอาจมีผลมาจากภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ผอม เตี้ยเพิ่มขึ้น สถานการณ์ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาในกรุงเทพมหานคร จำนวน 11 แห่ง จากการสำรวจสถานการณ์สุขภาพของสามเณร ในปี พ.ศ.2561 พบว่า สามเณรสูงดีสมส่วน ร้อยละ 55.4 เริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 23.8 ค่อนข้างผอมและผอม ร้อยละ 5.9 และค่อนข้างเตี้ยและเตี้ย ร้อยละ 7.7 การสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในเด็กไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พ.ศ.2559 (กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข) พบว่าปัจจัยที่มี ผลต่อ IQ ปัจจัยหนึ่งคือ ภาวะเตี้ยและแคระแกร็น จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยจากการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 พบข้อมูลในเด็กอายุ 6-14 ปี ดังนี้ เด็กที่มีภาวะเตี้ย จำนวน 219 คน พบว่าระดับเชาว์ปัญญาค่าเฉลี่ย 88.5 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 15.5 เด็กที่มีภาวะส่วนสูงตามเกณฑ์ จำนวน 4,930 คน พบว่าระดับเชาว์ปัญญาค่าเฉลี่ย 91.5 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 15.2 และเด็กที่มีภาวะส่วนสูงกว่าเกณฑ์ จำนวน 218 คน พบว่าระดับเชาว์ปัญญาค่าเฉลี่ย 93.2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 16.3 ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการมีภาวะเตี้ยแคระแกร็นจะลดโอกาสในการได้เข้าเรียน รวมถึงลดโอกาสถูกจ้างงานเมื่ออายุ 20-22 ปี จึงอาจสรุปได้ว่าเด็กที่มีรูปร่างสูงดีสมส่วนน่าจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดี การสำรวจน้ำบริโภคในโรงเรียน กพด. จำนวน 27 แห่ง ปี 2561 พบว่า แหล่งน้ำดื่มหลักของโรงเรียนมาจากน้ำผ่านน้ำกรอง (ร้อยละ 94.1) รองลงมาคือ น้ำดื่มบรรจุขวด (ร้อยละ 23.5) ความพอเพียงของน้ำบริโภค ร้อยละ 100 ความถี่ ในการทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำ เดือนละ 1 ครั้ง ร้อยละ 41.2 , ใช้แก้วน้ำดื่มส่วนตัว ร้อยละ 94.1 และน้ำบริโภคในโรงเรียน กพด. ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 81.25 ไม่ผ่านเกณฑ์ทางด้านแบคทีเรีย ร้อยละ 18.75 ในปี 2562 มีการเฝ้าระวังน้ำบริโภคโดยการส่งน้ำตรวจห้องปฏิบัติการกรมอนามัย จำนวน 6 แห่ง พบว่า ผ่านทั้งหมด และปี 2563 มีการเฝ้าระวังน้ำบริโภคโดยการส่งน้ำตรวจห้องปฏิบัติการกรมอนามัย จำนวน 5 แห่ง พบว่า ผ่านทั้งหมด ปี 2564 เฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคในโรงเรียน โรงเรียนเก็บน้ำ ทั้งหมด 10 แห่ง ได้รับผลแล้ว 7 แห่ง โดยแต่ละแห่ง เก็บตัวอย่างน้ำแห่งละ 2 ตัวอย่าง ซึ่งผ่าน 3 แห่ง (ผ่านทั้งสองตัวอย่าง) และมีไม่ผ่าน 4 แห่ง (โดยมี 3 แห่ง ผ่าน 1 ตัวอย่าง ไม่ผ่าน 1 ตัวอย่าง ส่วนอีก 1 แห่ง ไม่ผ่านทั้ง 2 ตั้งอย่าง) (กลุ่มงานอนามัยสิ่งแวดล้อม สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย) เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19) ทำให้การเรียนการสอนของนักเรียนมีการปรับรูปแบบการเรียนเป็นแบบออนไลน์ การดำเนินการด้านสุขภาพแบบใหม่ (New normal) ต้องปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดฯ ทั้งในเรื่องการคัดกรอง วัดไข้ สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ (มีเจลล้างมือและสบู่เหลวตามจุดต่างๆ อย่างเพียงพอ) มีการให้นักเรียนเรียนออนไลน์ที่บ้าน โดยแทรกความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การออกกำลังกาย โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19) ครูนำคลิปความรู้จากแหล่งต่างๆ เช่น สสส. มาใช้สอนนักเรียน ยังให้ความสำคัญเรื่องการสื่อสารระหว่างครู นักเรียน ผู้ปกครอง ด้วย Link line ในเรื่องความรู้สุขภาพ การดูแลตนเอง ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 (ข้อมูลจากการเยี่ยมติดตามการดำเนินงานโรงเรียนกพด.ของกลุ่มงานพัฒนาสุขภาวะวัยเรียน วัยรุ่น และสถานศึกษา สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง (สสม.) ปี 2560-2563) กลุ่มงานพัฒนาสุขภาวะวัยเรียน วัยรุ่น และสถานศึกษา สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง (สสม.) จึงจัดทำโครงการส่งเสริมโภชนาการและอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ประจำปีงบประมาณ 2565 ขึ้น เพื่อสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและติดตามการดำเนินงานด้านสุขภาพอนามัย โภชนาการและอนามัยสิ่งแวดล้อมของเด็กนักเรียนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร รวมถึงนักเรียนสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนสังกัด สพฐ.(มัธยม) ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับสถานศึกษา โดยต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) เพื่อให้มีความปลอดภัย จึงจำเป็นในการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพให้เด็กวัยเรียนวัยรุ่นเพื่อให้มีสุขภาวะที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจ มีความรอบรู้และมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเพิ่มประสิทธิผลด้านการเรียนต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อให้เด็กวัยเรียนเจริญเติบโตเต็มศักยภาพและมีทักษะด้านสุขภาพ 2. เพื่อให้วัยรุ่นมีทักษะชีวิตและพฤติกรรมอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสม 3. เพื่อยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.1. พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับครูและนักเรียนแกนนำในการดำเนินงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารนำร่อง (onsite หรือ ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Google form) 5 แห่ง
2.เยี่ยมติดตามการดำเนินงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนแบบบูรณาการ 6 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : 1. จำนวนสถานศึกษาที่ได้รับการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับครูและนักเรียนแกนนำในการดำเนินงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารนำร่อง (onsite หรือ ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Google form) 5 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : จำนวนสถานศึกษาที่ได้รับการเยี่ยมติดตามการดำเนินงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนแบบบูรณาการ 6 แห่ง
3.เชิงคุณภาพ : สถานศึกษาได้รับการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับครูและนักเรียนแกนนำในการดำเนินงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารนำร่อง (onsite หรือ ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Google form) 5 แห่ง
4.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมคณะทำงานเพื่อวางแผนการดำเนินงาน 2. พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับครูและนักเรียนแกนนำในการดำเนินงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารนำร่อง (onsite หรือ ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Google form) 3. เยี่ยมติดตามการดำเนินงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนแบบบูรณาการ 4. สรุปและประเมินผลการดำเนินกิจกรรมในโครงการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับครูและนักเรียนแกนนำในการดำเนินงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารนำร่อง (onsite หรือ ผ่านระบบออนไลน์ หรือ Google form) 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 50,000.00
2 กิจกรรมที่ 2 เยี่ยมติดตามการดำเนินงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนแบบบูรณาการ 6 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,000.00
รวมเป็นเงิน 53,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
53,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
โรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) และโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนสังกัด สพฐ.(มัธยม) จังหวัดกรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เด็กวัยเรียนและเยาวชนโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร/ครู/เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข/ฝ่ายการศึกษาสังกัดกทม. สพฐ. และพระพุทธศาสนา จังหวัดกรุงเทพมหานคร

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรทางด้านสาธารณสุขและบุคลากร/เด็กและเยาวชนใน โรงเรียน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางศรีสุดา สว่างสาลี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางจันทิรา นันทมงคลชัย ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 3. นางดวงหทัย เกตุทอง ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นางสาววีรฉัตร จรัสฉิมพลีกุล ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 5. นางสาวจุไรรัตน์ ทนเสถียร ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 6. นางสาวสุกัญญา เขตอนันต์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 7. นางสาวรชยา สุวรรณพรหม ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 8. นางสาวจุฬาลักษณ์ สาและ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุข 9. นางวิไล รัตนพงษ์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางวิไล รัตนพงษ์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 4

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน ปี 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 18-59 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ

4. cluster :
วัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 26 ) 8.1 การเตรียมความพร้อมประชากรไทยด้านอาหารและโภชนาการเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการชุมชนเป็นฐานจัดการครอบครัวรอบรู้สุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ในปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีประเด็นความท้าทายการพัฒนาในหลายมิติทั้งในมิติเศรษฐกิจที่โครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างเต็มที่ ผลิตภาพการผลิตของภาคบริการและภาคเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ คุณภาพและสมรรถนะของแรงงานที่ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการ การขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิตที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนเชิงคุณภาพในทุกช่วงวัย ซึ่งเป้าหมายของชาติต้องการให้ประชากรวัยทำงานยกระดับศักยภาพ ทักษะ และสมรรถนะแรงงานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต มีทักษะอาชีพสูง ตระหนักในความสำคัญที่จะพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ สามารถปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ตามพลวัตของโครงสร้างอาชีพและความต้องการของตลาดแรงงานที่เพิ่มขึ้น และเป้าหมายให้ประชาชนไทยออกกำลังกาย เล่นกีฬาและนันทนาการอย่างสม่ำเสมอเพิ่มขึ้น และต้องการให้ประชากรไทยมีการเตรียมการก่อนยามสูงอายุเพื่อให้ สูงวัยอย่างมีคุณภาพเพิ่มขึ้น บทบาทของกรมอนามัยที่มีต่อการบรรลุเป้าหมายแผนแม่บทย่อยเพื่อให้ประชากรวัยทำงานสุขภาพแข็งแรง ฉลาดรอบรู้และเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ เนื่องด้วยคนวัยทำงานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ หากคนวัยทำงานมีปัญหาด้านสุขภาพเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(noncommunicable diseases : NCDs ) ทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งในแง่ของภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาล และผลิตภาพของประชากรที่สูญเสียไป สูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานจากการขาดงานของผู้ป่วย ผู้ดูแล ส่งผลเสียต่อประเทศชาติค่าใช้จ่ายของประเทศชาติเพิ่มขึ้น จากข้อมูลการสำรวจ ปี 2560 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDB) พบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต 5 อันดับแรก ได้แก่ โรคมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิด โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคปอด และโรคเบาหวานตามลำดับจากการศึกษาข้อมูลจากฐานข้อมูล HDC (Health Data Service Center) ของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2563 – 2564 ยังพบว่า แนวโน้มคนวัยทำงานอายุ 15 – 59 ปี มีภาวะอ้วนร้อยละ 26.1 และ 26.5 ตามลำดับ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบว่า อัตราการป่วยตายโรค NCDs ของประชากรวัยทำงานมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งพบว่า ปี พ.ศ2561 และปี พ.ศ2562 อัตราป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 32.2 เพิ่มเป็นร้อยละ 32.86 และอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน ร้อยละ 16.73 เพิ่มเป็นร้อยละ 17.17 (ที่มา : ข้อมูลจาก HDC ณ วันที่ 31 มกราคม 2563 ) โรค NCDs เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ด้วยการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ โดยมีร้านอาหารที่มีเมนูชูสุขภาพ โรงอาหารสุขภาพ (Healthy Canteen) เพื่อเพิ่มปัจจัยเอื้อในพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภค รวมถึงการรู้เท่าทันสถานการณ์สุขภาพในปัจจุบันที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อ ซึ่งจำเป็นต้องปรับวิถีชีวิตใหม่เพื่อการป้องกันการติดเชื้อโรคไวรัสโคโรนา (COVID – 19) ที่กำลังระบาด ทั้งการดูแลสุขภาพ การรู้เท่าทันสื่อ การใช้ระบบอินเตอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว ซึ่งทางกรมอนามัยได้พัฒนาองค์ความรู้ที่สามารถให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้ง่ายขึ้น จนเกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ที่จะสามารถจัดการพฤติกรรมแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพได้ด้วยตนเอง ต้องมีการมุ่งสร้างการส่งเสริมสุขภาพในการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายด้าน ดังนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินงานเพื่อการแก้ไขปัญหาโรคทาง NCDs ที่ต้องมีการเตรียมการด้านสุขภาพตั้งแต่วัยทำงานก่อนเป็นผู้สูงอายุ ปัญหาสุขภาพทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อล้วนมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของบุคคล คือการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ได้แก่ พฤติกรรมการกินผัก 5 ทัพพี ตั้งแต่ 4 วันขึ้นไปต่อสัปดาห์ การมีกิจกรรมทางกายมากกว่าหรือเท่ากับ 150 นาทีต่อสัปดาห์ การมีพฤติกรรมการนอน 7 – 9 ชั่วโมงตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปต่อสัปดาห์ และพฤติกรรมการแปรงฟันก่อนนอนทุกวัน นานอย่างน้อย 2 นาที ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในวัยทำงาน อายุ 25 – 59 ปี ของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย ในปี 2564 พบว่าพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ระดับประเทศมีเพียง ร้อยละ 45.04 และในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ทั้ง 4 ด้าน เพียงร้อยละ 26.9 มากกว่าปี 2563 ซึ่งมีร้อยละ 12.91 เป็นพื้นที่ต่ำที่สุดในการสำรวจ ดังนั้นเพื่อให้วัยทำงานเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุโดยลดภาวะพึ่งพิง กลับไปใช้ชีวิตในชุมชน เป็นผู้สูงวัยสุขภาพดีให้ยืนยาวให้ได้มากที่สุด และจากการประสานงาน วางแผนการดำเนินงานพัฒนารูปแบบเมืองน่าอยู่เขตเทศบาลนครขอนแก่น ปี พ.ศ. 2563 มีการวางแผนพัฒนาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความเข้าถึง เข้าใจภาวะสุขภาพของตนเอง สามารถปรับใช้กับวิถีชีวิต งานบริการ และขยายสู่ประชาชนในพื้นที่ได้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ ซึ่งนับตั้งแต่ 1 เมษายน 2564 เริ่มมีการแพร่ระบาดจากกลุ่มวัยทำงานไปเที่ยวในสถานบันเทิง ผับ บาร์ ในย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร และกระจายไปหลายจังหวัด จำนวนผู้ป่วยและจากการวิเคราะห์รูปแบบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่มีความแตกต่างจากการระบาดในระลอกแรก ทั้งในแง่ความรวดเร็วของการแพร่ระบาดของเชื้อ และความรุนแรง จะเห็นได้จาก ในปัจจุบันรูปแบบของการระบาดในระลอกใหม่ เริ่มเปลี่ยนแปลงจากการระบาดเป็นกลุ่มก้อน มาเป็นการติดเชื้อภายในครัวเรือนหรือผู้สัมผัสใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการจากบุคคลที่ทำงานนอกบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในวัยทำงาน การควบคุมโรค ต้องมีความรวดเร็ว สามารถควบคุม การแพร่เชื้อแบบกลุ่มก้อน หรือในฝูงชนแออัด รวมถึงมีความเข้มข้นของมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงเล็กที่สุด (ที่มา:กรมควบคุมโรค.แนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข.(อินเตอร์เน็ต),2564) เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำโดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ต้องออกนอกบ้าน และสามารถเป็นผู้แพร่เชื้อได้ง่าย และจากรายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยศูนย์ข้อมูลโควิด 19 กรมประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2564 พบผู้ติดเชื้อทั่วโลก 215.39 ล้านราย เสียชีวิต 4.48 ล้านราย รักษาหาย 192.56 ล้านราย สถานการณ์ในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 18,702 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,110,708 ราย รักษาหายสะสม 916,358 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 273 ราย เสียชีวิตรวม 10,587 ราย ข้อมูลจำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม 20272171 ราย เข็มที่ 2 สะสม 6017820 ราย เข็มที่ 3 สะสม 542188 ราย (ที่มา : bangkokbiznews.com) สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองได้เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ประชาชนวัยทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีภาวะสุขภาพที่ดี มีค่าดัชนีมวลกายปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการป้องกันโรคติดเชื้อ COVID-19 ในประชากรวัยทำงาน โดยการส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลตนเองและครอบครัวที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเล็งเห็นถึงความสำคัญของสถานประกอบการปฏิบัติตามแนวทาง/มาตรการ/มาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้มีความปลอดภัยในการป้องกันบุคลากรในสถานที่ทำงานให้มีความตระหนักในการป้องกันโรคไวรัส COVID – 19 มีการประเมินสถานประกอบการ มาตรฐานความปลอดภัย ป้องกันโรค COVID-19 รองรับสุขภาพดี วิถีใหม่ (THAI STOP COVID+) เพื่อเป็นแหล่งความรู้สำหรับประชาชน ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ ในรูปแบบโปสเตอร์ อินโฟกราฟิก วิดีโอสาธิต การอบรมออนไลน์ การคัดกรองเพื่อดูแลสุขภาพและการปฏิบัติที่เหมาะสมช่วงที่มีโรคโควิด บุคลากรมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ พฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคที่เหมาะสม และมีสื่อความรู้ด้านสุขภาพสำหรับประชาชนครอบคลุมทุกกลุ่มวัย ดังนั้น สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ได้จัดทำโครงการเตรียมพร้อมประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพขึ้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานที่พึงประสงค์ในวัยประชากรทำงานเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการสร้างการดูแลสุขภาพตนเองแบบองค์รวม พร้อมที่จะก้าวสู่วัยสูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อให้ประชากรอายุ 18 – 59 ปี ในพื้นที่เป้าหมายมีค่าดัชนีมวลกายปกติตามเกณฑ์ 2. เพื่อให้ประชากรวัยทำงาน ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ด้านการบริโภคอาหารเพื่อการเข้าสู่วัยสูงอายุที่มีสุขภาพดี ในวิถีชีวิตใหม่ 3. เพื่อผลักดัน/พัฒนา Digital Health Platform ที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรอบรู้พฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานด้านการบริโภคในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ ( New Normal ) 4. เพื่อพัฒนารูปแบบเมืองน่าอยู่ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.รายงานค่าดัชนีมวลกายของประชากรวัยทำงาน อายุ 18–59 ปี ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 เรื่อง
2.ผู้ประกอบการ ร้านอาหารในกรุงเทพมหานครได้รับการอบรม และพัฒนาเมนูชูสุขภาพสำหรับผู้ประกอบการผ่าน Digital Health Platform 80 คน
3.เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้รับการอบรมหลักสูตรอาหารและโภชนาการสำหรับผู้รับผิดชอบงานผ่าน mooc.Anamai 80 คน
4.ร้านอาหารที่ลงทะเบียนผ่าน TSC มีเมนูชูสุขภาพ 5 แห่ง
5.ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้รับการอบรมหลักสูตรอาหารและโภชนาการสำหรับประชาชนผ่าน mooc.Anamai 800 คน
6.รูปแบบเมืองน่าอยู่ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : รูปแบบ/หลักสูตรสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในพื้นที่เขตเมืองในสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 1 เรื่อง
2.เชิงปริมาณ : ข้อมูลค่าดัชนีมวลกายของประชาชนวัยทำงาน อายุ 18 -59 ปี ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 เรื่อง
3.เชิงปริมาณ : ร้านอาหารที่มีเมนูชูสุขภาพ โรงอาหารที่ผ่าน Healthy Canteen 1 แห่ง
4.เชิงปริมาณ : สถานประกอบการ ร้านอาหารในกรุงเทพมหานครได้รับการอบรมการใช้งาน Digital Health Platform 80 คน
5.เชิงปริมาณ : ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้รับการอบรมหลักสูตรอาหารและโภชนาการสำหรับประชาชนผ่าน mooc.Anamai 800 คน
6.เชิงปริมาณ : เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้รับการอบรมหลักสูตรอาหารและโภชนาการสำหรับผู้รับผิดชอบงานผ่าน mooc.Anamai 80 คน
7.เชิงคุณภาพ : ความสำเร็จของโครงการ/การมีส่วนร่วมของเครือข่าย 80 ร้อยละ
8.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามเป้าหมาย 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ขับเคลื่อนการดำเนินงาน Digital Health Platform Food4Health Healthy Canteen และเมนุชูสุขภาพ 1.1 การพัฒนาคู่มือการอบรมการใช้งาน Digital Health Platform 1.2 ประสานพื้นที่เพื่อเตรียมเผยแพร่ แนะนำการใช้งาน Digital Health Platform 1.3 ประชาสัมพันธ์โครงการไปยังร้านอาหาร สถานประกอบการ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัยของกรุงเทพมหานคร ผ่านสำนักงานเขต และภาคีเครือข่าย 1.5 จัดทำคู่มือการใช้งาน Digital Health Platform 1.6 การจัดอบรมการใช้งาน Digital Health Platform ทางระบบออนไลน์และออนไซค์ 1.7 เยี่ยมเสริมพลังและสนับสนุนการดำเนินงาน 1.8 สรุปผลการดำเนินการตามโครงการ 2. การพัฒนาเมืองสู่เมืองน่าอยู่ (Healthy City by Health Literacy) ภายใต้สถานการณ์การระบาด โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2.1 ประสานพื้นที่เพื่อวางแผนการดำเนินงาน 2.2จัดทำรูปแบบ/หลักสูตรการพัฒนาสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในพื้นที่เขตเมืองในสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทางระบบออนไลน์ 2.3 การพัฒนาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในพื้นที่เขตเมือง ทางระบบออนไลน์ 2.4 เยี่ยมเสริมพลังและสนับสนุนการดำเนินงาน 2.5 สรุปผลการดำเนินงาน และถอดบทเรียนการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1.2 จัดทำคู่มือแนะนำการอบรม การใช้งาน Digital Health Platform (ระบบออนไลน์) 1 เรื่อง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,075.00
2 กิจกรรมที่ 1.3 จัดประชุมอบรมหลักสูตรอาหารและโภชนาการ (Digital Health Platform) สำหรับผู้รับผิดชอบงาน (ผ่านระบบออนไลน์ และออนไซต์) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 4,025.00
3 กิจกรรมที่ 2.1 การพัฒนารูปแบบ/หลักสูตรสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เขตเมืองในสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 6,160.00
4 กิจกรรมที่ 2.2 ถอดบทเรียนการดำเนินงานสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในพื้นที่เขตเมือง 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 37,600.00
5 กิจกรรมที่ 1.4 จัดประชุมอบรมหลักสูตรอาหารและโภชนาการ (Digital Health Platform) สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร (ผ่านระบบออนไลน์ และออนไซต์) 3 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 4,050.00
6 กิจกรรมที่ 1.1 ประสานพื้นที่เพื่อเตรียมการเผยแพร่คลิปวีดีโอแนะนำการใช้งาน Digital Health Platform 5 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 1,500.00
7 กิจกรรมที่ 1.6 เยี่ยมเสริมพลังและสนับสนุน ร้านอาหาร สถานประกอบการที่มีการใช้งาน Digital Health Platform Food4Health การดำเนินงาน Healthy Canteen และเมนูชูสุขภาพ 5 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 1,500.00
8 กิจกรรมที่ 1.5 จัดประชุมอบรมหลักสูตรอาหารและโภชนาการ (Digital Health Platform) สำหรับประชาชน (ผ่านระบบออนไลน์ และออนไซต์) 10 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,000.00
รวมเป็นเงิน 60,910.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
60,910.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่เขตเมืองจังหวัดขอนแก่น

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. ผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสังกัดกรุงเทพมหานคร 2. ผู้บริหาร/ผู้นำชุมชน/ตัวแทน องค์กร/สถานประกอบการ 3. เจ้าหน้าที่จากองค์กร/สถานประกอบการ 4. ประชากรวัยทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคลากร ประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคลากร ประชาชนในพื้นที่เขตเมือง 3. ผู้บริหาร/ผู้นำ/ตัวแทน ชุมชน/องค์กร/สถานประกอบการ

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางภัทราภรณ์ เอมย่านยาว พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางอรอุมา ไชยดำ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นายสามารถ อัครอุโฆษ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นายกรรณดนุ สาเขตร์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 6. นางวิระฉัตร ชูสิน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางจารินี ยศปัญญา ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 5

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตามพระราชดำริในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 18-59 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ

4. cluster :
คทง.โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 4 ) 1.4 การควบคุมโรคและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโครงการพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
สารไอโอดีนมีความสำคัญในกระบวนการสร้างธัยรอยด์ฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ของร่างกายและสมอง ทำให้มีการเจริญเติบโตปกติ โดยเฉพาะทารกในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 2 ขวบ หากขาดสารไอโอดีนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการสมองและร่างกายของทารกในครรภ์ จะทำให้สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ลดความเฉลียวฉลาด หรือระดับสติปัญญา(ไอคิว) ของเด็กถึง 10-15 จุด ทำให้มีปัญหาการเรียน และกระทบต่อการเจริญเติบโต ส่วนวัยเด็กถึงวัยรุ่นร่างกายจะเติบโตช้า สติปัญญาด้อยลงกว่าคนปกติ และมีอาการคอพอก ส่วนในวัยผู้ใหญ่จะมีอาการคอพอก เหนื่อยง่าย สมรรถนะในการทำงานลดลง ผลการสำรวจระดับไอคิว โดยกรมสุขภาพจิต พบว่า ไอคิวเฉลี่ยของเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ในกรุงเทพมหานครเฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยครั้งล่าสุดปี 2559 อยู่ที่ 103.42 จุด เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 100.78 จุด (เกณฑ์มาตรฐาน 100 จุด) ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ก่อนได้รับยาเม็ดเสริมไอโอดีน ในกรุงเทพมหานคร ในปี 2561 เท่ากับ 155.6 ไมโครกรัม/ลิตร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะ เท่ากับ 151.2 ไมโครกรัม/ลิตร (ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ ก่อนได้รับยาเสริมไอโอดีนในระดับที่เพียงพอ คือ 150 – 240 ไมโครกรัม/ลิตร) ในปี 2557 ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะเด็ก (3-5 ปี) เท่ากับ 240.9 ไมโครกรัมต่อลิตร และค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะในผู้สูงอายุ เท่ากับ 127.6 ไมโครกรัมต่อลิตร นอกจากนี้ ผลการสำรวจความครอบคลุมเกลือบริโภคเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพ (20-40 ppm) ของครัวเรือนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2561 เท่ากับ ร้อยละ 57.1 เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2560 มีแนวโน้มลดลง ที่มีความครอบคลุมเกลือบริโภคเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพ (20-40 ppm) ของครัวเรือนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 63.3 (สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร) แต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ (ร้อยละ 90 ขึ้นไป) ซึ่งในปี 2564 การเฝ้าระวังภาวะขาดสารไอโอดีนในพื้นที่กรุงเทพมหานครไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากติดสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หญิงวัยเจริญพันธุ์ของประเทศไทยมีภาวะโลหิตจาง ร้อยละ 22.7 หรือประมาณ 1 ใน 4 ของหญิงวัยเจริญพันธุ์ (ข้อมูลจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2556-2557) จากการทบทวนการศึกษาวิจัย พบว่า ภาวะโลหิตจางมีผลต่อสุขภาพและมีผลต่อการทำงาน เช่น อาการเวียนศีรษะ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ติดเชื้อง่ายขึ้น และประสิทธิภาพการทำงานลดลง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย หากมีภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของมารดาและทารกได้ ปัจจุบันมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของสตรีไทย ในปี 2553 พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ 13,184 ราย และเสียชีวิตประมาณ 4,665 ราย หรือทุก 2 ชั่วโมงจะพบว่าสตรีไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านม 1 คน และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ในระยะหลังๆ ที่มะเร็งได้ลุกลามและแพร่กระจายใปแล้ว ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุของมะเร็งเต้านมที่แน่ชัด แต่พบปัจจัยเสี่ยง คือ กลุ่มคนที่มีประจำเดือนมาเมื่ออายุน้อยหรือหมดประจำเดือนเมื่ออายุมาก ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และมีญาติพี่น้องสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มักพบในสตรีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการมีก้อนและมีแผลที่เต้านมหรือมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลจากหัวนม การป้องกันมะเร็งเต้านมคือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ลดอาหารไขมันสูง และการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การตรวจพบให้เร็วที่สุดในระยะเริ่มแรกด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งสามารถคลำพบก้อนที่โตประมาณ 1 เซนติเมตรขึ้นไปได้ หากตรวจพบในระยะ 2-5 ซม. อัตรารอดชีวิตมีถึงร้อยละ 75-90 หากพบก้อนขนาด 5 ซม.ขึ้นไปอัตราการอยู่รอดมีเพียง ร้อยละ 15-30 เท่านั้น ซึ่งกรมอนามัยร่วมกับมูลนิธิถันยรักษ์ในพระบรมรมชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พัฒนา Application BSE ขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเฝ้าระวังตนเองด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ได้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะกรรมการ โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ เนื่องจากทรงมีพระราชดำริว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ต้องให้บริการแก่ผู้ต้องขังเป็นจำนวนมาก และ ยังขาดแคลนบุคลากร เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์ ดังนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรับการรักษาพยาบาล อย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม และเมื่อพ้นโทษ จะได้มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ ออกมาสู่สังคมภายนอกและประกอบอาชีพสุจริตได้อย่างมีคุณภาพ จึงทรงมีพระราชดำริที่จะพระราชทาน ความช่วยเหลือในเรื่องการจัดหาอุปกรณ์และ เครื่องมือทางการแพทย์ การรักษาพยาบาล การอบรมให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ เช่น การส่งเสริม สุขภาพ การป้องกันโรคและการปฐมพยาบาล เบื้องต้นจากข้อมูลสถิติด้านสุขภาพของผู้ต้องขังในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ ๒๕๕๙ –๒๕๖๑) พบว่า จำนวนผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยรักษาพยาบาลในเรือนจำ รวมทั้งการส่งต่อโรงพยาบาลภายนอก มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมาก ในช่วงแรกพบว่าเป็นการเพิ่มภาระให้กับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยการนาผู้ต้องขังออกมาตรวจภายนอกเรือนจำ ๑ คน ต้องใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมจำนวน ๒ คน หากมีอาการรุนแรง ผู้ต้องขังจะถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล (แบบ Admit) ซึ่งผู้ต้องขัง ๑ คนจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมจำนวน ๔ คนต่อวัน โรคที่ผู้ต้องขังมาตรวจรักษาที่สถานพยาบาล ในเรือนจำส่วนใหญ่เป็นโรคพื้นฐาน เช่น ระบบทางเดินอาหาร ส่วนใหญ่เป็นโรคติดต่อเรื้อรัง โรคเนื้องอก มะเร็ง ไตวาย โรคเรื้อรัง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ฯลฯ กรมอนามัย ได้จัดทำโครงการราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแก่ผู้ต้องขัง และเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม เมื่อพ้นโทษจะได้มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ ออกมาสู่สังคมภายนอกและประกอบอาชีพสุจริตอย่างมีคุณภาพ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง จึงได้จัดทำโครงการตามพระราชดำริในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปีงบประมาณ 2564 ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชากรกรุงเทพมหานครปลอดภัยจากภาวะขาดสารไอโอดีน มะเร็งเต้านม เพื่อก้าวสู่ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี หญิงวัยเจริญพันธุ์ไม่มีภาวะโลหิตจางเพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งครรภ์ในอนาคต นำไปสู่การเกิดที่มีคุณภาพต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานชุมชนไอโอดีนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2. เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์การขาดสารไอโอดีน กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3. เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยใช้เกลือบริโภคเสริมไอโอดีนและผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีนในพื้นที่นำร่อง 4. เพื่อให้สตรีไทยมีความรอบรู้สุขภาพเรื่องการดูแลและเฝ้าระวังตนเองจากโรคมะเร็งเต้านม 5. เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.สถานการณ์การใช้เกลือไอโอดีนและปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 ชุด
2.ชุมชนไอโอดีน (ภายใต้แฟลทฟอร์มอนามัยไอโอดีน) 202 แห่ง
3.สถานศึกษาระดับอุดมศึกษามีแกนนำนักศึกษาหญิงในการดูแลตนเองให้ห่างไกลมะเร็งเต้านม 1 แห่ง
4.รณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการสาวไทยแก้มแดง 1 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ร้านอาหารที่ใช้เกลือเสริมไอโอดีนและผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีนเพิ่มขึ้น 20 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : จัดรณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการสาวไทยแก้มแดง 1 ครั้ง
3.เชิงปริมาณ : ชุมชนไอโอดีน (ภายใต้แฟลทฟอร์มอนามัยไอโอดีน) 202 แห่ง
4.เชิงปริมาณ : สถานศึกษาระดับอุดมศึกษามีแกนนำนักศึกษาหญิงในการดูแลตนเองให้ห่างไกลมะเร็งเต้านม 1 แห่ง
5.เชิงคุณภาพ : ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มากกว่าหรือเท่ากับ 150 หน่วยนับ
6.เชิงคุณภาพ : นักศึกษาอายุ 20 ปี ขึ้นไปในสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ มีการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่าสม่าเสมอ 60 ร้อยละ
7.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของการใช้เกลือบริโภคเสริมไอโอดีนในระดับครัวเรือน ที่ผ่านเกณฑ์ 20-40 ppm เพิ่มขึ้น 10 ร้อยละ
8.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามเป้าหมาย 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ขับเคลื่อนการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน 1.1 การตรวจไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์และตรวจหาไอโอดีนในเกลือบริโภคในครัวเรือน - ประสานและชี้แจงแนวทางการตรวจหาไอโอดีนปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ - จัดเตรียมอุปกรณ์การตรวจหาไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ และ I-kit - พื้นที่ดำเนินการสุ่มตรวจหาไอโอดีนในเกลือบริโภคและสุ่มเก็บปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ - วิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ - สรุปและรายงานผล 1.2 การพัฒนาชุมชนไอโอดีน - ประสานพื้นที่ดำเนินการ - ประชุมปรึกษาหารือการพัฒนาชุมชนไอโอดีนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร - ประชุมชี้แจงแนวทางการพัฒนาชุมชนไอโอดีน 1.3 รณรงค์เพื่อส่งเสริมการบริโภคเกลือเสริมไอโอดีน ในวันไอโอดีนแห่งชาติ - ประสานและชี้แจงแนวทางการจัดรณรงค์เนื่องในวันไอโอดีนแห่งชาติ - จัดเตรียมสื่อและอุปกรณ์ - จัดงานรณรงค์เนื่องในวันไอโอดีนแห่งชาติ - สรุปและรายงานผล 2 ขับเคลื่อนโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม 2.1 วิเคราะห์ความจำเป็นการจัดทำโครงการ กลุ่มเป้าหมาย สถานที่ ช่วงเวลาในการจัดกิจกรรม 2.2 ประสานพื้นที่ดำเนินการ 2.3 ประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับนักศึกษาหญิงในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา 2.4 ถอดบทเรียนการดำเนินงาน 3 ขับเคลื่อนโครงการควบคุมป้องกันภาวะโลหิตจาง 3.1 รณรงค์สาวไทยแก้มแดงเนื่องในวันวาเลนไทน์ 4 โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4.1 สนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในเรือนจำที่เป็นพื้นที่ดำเนินการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1.2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาชุมชนไอโอดีน ผ่านแพลตฟอร์มไอโอดีน (ออนไซด์ และออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 6,200.00
2 กิจกรรมที่ 1.3 รณรงค์เพื่อส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีน ในวันไอโอดีนแห่งชาติ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,300.00
3 กิจกรรมที่ 2.1 ประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับนักศึกษาหญิงในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาผ่าน Platform BSE (ออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 1,800.00
4 กิจกรรมที่ 2.2 ถอดบทเรียนการดำเนินงาน 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 300.00
5 กิจกรรมที่ 3.1 รณรงค์สาวไทยแก้มแดงเนื่องในวันวาเลนไทน์ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,300.00
6 กิจกรรมที่ 1.1 การตรวจไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์และตรวจหาไอโอดีนในเกลือบริโภคในครัวเรือน 300 ชุด 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 27,000.00
รวมเป็นเงิน 41,900.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
41,900.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. ครัวเรือนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2. หญิงวัยเจริญพันธุ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3. นักศึกษา/อาจารย์ในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา 4. เจ้าหน้าที่จากสำนักอนามัย/ศูนย์บริการสาธารณสุข

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสาธารณสุขในศูนย์บริการสาธารณสุข / ประชาชนวัยทำงาน / ภาคีเครือข่ายร่วมบูรณาการงานกลุ่มวัยทำงานเขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางภัทราภรณ์ เอมย่านยาว พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางอรอุมา ไชยดำ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นายสามารถ อัครอุโฆษ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นายกรรณดนุ สาเขตร์ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 6. นางวิระฉัตร ชูสิน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 6

1. ชื่อโครงการ :
โครงการเตรียมพร้อมประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
12) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 25-59 ปี ที่มีการเตรียมการเพื่อยามสูงอายุโดยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

4. cluster :
วัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 26 ) 8.1 การเตรียมความพร้อมประชากรไทยด้านอาหารและโภชนาการเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการชุมชนเป็นฐานจัดการครอบครัวรอบรู้สุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
การจะนำพาประเทศสู่เป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs ) โดยมุ่งพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนภายใต้นโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป้าหมายของชาติต้องการให้ประชากรวัยทำงานมีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต มีทักษะอาชีพสูง ตระหนักในความสำคัญที่จะพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ สามารถปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ตามพลวัตของโครงสร้างอาชีพและความต้องการของตลาดแรงงานที่เพิ่มขึ้น ในด้านสุขภาพก็เช่นกันหากประชากรวัยทำงานเจ็บป่วย สุขภาพไม่ดี มีภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพ การจะบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืนก็คงจะเป็นไปได้ยาก กอบกับสถานการณ์ปัจจุบันเกิดการระบาดของโรคติดต่อโควิด-19 ทำให้ประชากรวัยทำงาน มีปัญหาในการทำงาน และทำงานด้วยความยากลำบากเพิ่มขึ้น ต้องเรียนรู้ และปรับตัวที่จะอยู่กับสภาวการณ์ของการระบาดของโรคติดต่อในปัจจุบัน ในด้านพฤติกรรมสุขภาพของประชากรวัยทำงานก็เช่นกัน หากมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ก็ย่อมเสี่ยงที่จะเกิดโรค หรือการเจ็บป่วยได้เช่นกัน การเรียนรู้ การส่งเสริมให้เกิดความรอบรู้ในด้านสุขภาพ โดยเฉพาะความรอบรู้ด้านพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง หรือพึงประสงค์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดในประชากรวัยทำงาน รวมทั้งสถานประกอบการที่ต้องพัฒนาให้เป็นสถานประกอบการรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อเอื้อให้ประชากรวัยทำงาน มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่จะดูแลตนเองได้อย่างยั่งยืน นี่คือการเตรียมการหรือการส่งต่อประชากรวัยทำงาน ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ เพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพต่อไป จากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ มิถุนายน พ.ศ. 2563 พบว่าผู้มีอายุ 15-59 ปี ซึ่งอยู่ในวัยแรงงานมีจำนวน 38.82 ล้านคน ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สถานการณ์ของประชากรวัยทำงานทั่วโลก กำลังประสบปัญหาจากการทำงาน ที่ส่งผลทำให้มีภาวะสุขภาพแย่ลงและความไม่ปลอดภัยในการทำงานถึงประมาณ 1,900,000,000 คน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมากลุ่มโรคไม่ติดต่อได้คร่าชีวิตประชากรไทยถึงร้อยละ 75 ของการเสียชีวิตทั้งหมดหรือราว 320,000 คนต่อปี ในจำนวนนี้พบว่าร้อยละ 55 เสียชีวิตที่อายุต่ำกว่า 70 ปีซึ่งองค์การอนามัยโลกจัดว่าเป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และสาเหตุการเสียชีวิตมาจาก 4 โรคสำคัญคือ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน และโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้องรัง จากการศึกษาข้อมูลจากฐานข้อมูล HDC (Health Data Service Center) ของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 31 มกราคม 2563 สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบว่า อัตราการป่วยตายโรค NCDs ของประชากรวัยทำงานมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งพบว่า ปี พ.ศ2561 และปี พ.ศ2562 อัตราป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 32.2 เพิ่มเป็นร้อยละ 32.86 และอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน ร้อยละ 16.73 เพิ่มเป็นร้อยละ 17.17 จากข้อมูลการสำรวจล่าสุดในปี 2560 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDB) พบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต 5 อันดับแรก ได้แก่ โรคมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิด โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคปอด และเบาหวานตามลำดับ สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจในปี 2560 เปรียบเทียบกับปี 2556 พบว่า คนไทยกินอาหารรสชาติหวานเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 11.2 เป็นร้อยละ 14.2 และรสเค็มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.0 เป็นร้อยละ 13.8 รวมทั้งนิยมบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงถึงร้อยละ 77.4 นอกจากนี้ข้อมูลจากการสำรวจ ในปี 2563 – 2564 ยังพบว่า แนวโน้มคนวัยทำงานอายุ 18-59 ปี มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้น ปี 2563-64 พบภาวะอ้วนร้อยละ 26.1 และ 26.5 ตามลำดับ (HDC 29 มิ.ย.64) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และมีพฤติกรรมการกินผักไม่เพียงพอร้อยละ 52 ดื่มเครื่องดื่มรสหวานร้อยละ 80 เติมเครื่องปรุงรสเค็มร้อยละ 72 สำหรับการออกกำลังกาย พบว่าประชาชนวัยทำงานร้อยละ 75.56 ที่มีการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ โดยมีกิจกรรมทางกายมากกว่าหรือเท่ากับ 150 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับการนอนที่เพียงพอพบร้อยละ 90.72 นอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน และร้อยละ 72.48 แปรงฟันก่อนนอนทุกวันนานอย่างน้อย 2 นาที ซึ่งจำเป็นต้องการมีส่งเสริมให้วัยทำงานมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้มากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี ไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล จากข้อมูลทะเบียนการเสียชีวิต ของสำนักบริหารทะเบียน กระทรวงมหาดไทย (ระหว่างพ.ศ.2555 กับ พ.ศ.2558) พบว่าอัตราตายในช่วงอายุ 30 - 69 ปีของทั้ง 4 โรคมีแนวโน้มสูงเพิ่มขึ้น โดยโรคหลอดเลือดสมองมีการเพิ่มมากที่สุดจาก 33.4 ต่อแสนประชากร เพิ่มเป็น 40.9 ต่อแสนประชากร รองลงมาคือโรค หัวใจขาดเลือด จาก 22.4 ต่อแสนประชากร เป็น 27.8 ต่อแสนประชากร โรคเบาหวาน จาก 13.2 ต่อแสนประชากร เพิ่มเป็น 17.8 ต่อแสนประชากร และโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรังจาก 3.8 ต่อแสนประชากร เป็น 4.5 ต่อแสนประชากร จากข้อมูล พ.ศ. 2556 สาเหตุหลักของความสูญเสียในเพศชาย ได้แก่ การเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รองลงมา คือ อุบัติเหตุทางถนนและโรคหลอดเลือดสมอง คิดเป็นร้อยละ 8.8, 8.0 และ 6.9 ตามลำดับ สำหรับในเพศหญิงได้แก่โรคหลอดเลือดสมอง รองลงมา คือ โรคเบาหวาน และโรคซึมเศร้า คิดเป็นร้อยละ 8.2, 7.9 และ 5.4 ตามลำดับ และจากรายงานการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ (BRFSS) ปี 2558 พบว่าความชุกภาวะน้ำหนักเกินร้อยละ 30.5, ภาวะอ้วนร้อยละ 7.5, การสูบบุหรี่ในปัจจุบันร้อยละ 21.3, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบันร้อยละ 36.2 ตามลำดับ ประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 5 และเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) ภายในปี พ.ศ. 2578 โดยประมาณการว่า จะมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยจากแนวโน้มของผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งภาวะเสี่ยงและปัญหาด้านสุขภาพโดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเจ็บป่วยเรื้อรัง จากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีอุบัติการณ์การเกิดโรคมากกว่าวัยอื่นๆ ถึง 4 เท่า นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุเกิน 65 ปี ประมาณ 4 ใน 5 คน จะมีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค ส่วนปัญหาทางด้านจิตใจผู้สูงอายุที่สำคัญคือ ภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งการขาดรายได้ การเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ในสังคม และยังพบว่ากลุ่มโรคไม่ติดต่อเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชากรสูงอายุ อยู่ในภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต ติดเตียง และทำให้เกิดการสูญเสียสุขภาวะของประชากรไทย นำไปสู่การสูญเสียค่ารักษาพยาบาลจำนวนมหาศาล รวมทั้งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิค 19 หรือ COVID-19) ถือเป็นโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) ที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกเป็นวงกว้าง เป็นโรคที่มีการติดต่อผ่านทางการไอ จาม การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของคนหรือสัตว์ที่อาจเป็นแหล่งรังโรค องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโนนา 2019 (COVID-19) เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern) และแนะนำทุกประเทศให้เร่งรัดการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019( COVID-19) ทั่วโลก ซึ่งส่งผลถึงสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะ กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเช่น โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหรือปัญหาในการหายใจ ส่งผลต่อการติดเชื้อโรคไวรัสโคโรน่า-19(COVID-19) ได้ง่าย ทำให้อาการของโรคมีความรุนแรงมาก มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนปกติอย่างน้อย 5 เท่า (https://www.bbc.com,BBC NEWs บีบีซีไทย) สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ยังมีการแพร่ระบาดในวงกว้าง และยังคงตัวโดยเฉพาะเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และกระจายครอบคลุมไปทุกจังหวัด สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด 19 ระลอกใหม่ เมษายน 2564 วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2564 พบผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 1,020,432 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสม 9,226 ราย มีผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อกำลังรักษา 200,339 ราย ในโรงพยาบาล 40,827 คน ในโรงพยาบาลสนามและอื่นๆ 159,512 ราย ปอดอักเสบ 5,239 ราย เป็นผู้ป่วยหนักใส่ท่อช่วยหายใจ 1,117ราย ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้มีโรคเรื้อรัง ถึงร้อยละ 87 (ที่มา: จากรายงานศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข 22 สิงหาคม 2564) จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้จำนวนเตียงและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้บริการผู้ป่วยได้อย่างมีข้อจำกัด จำนวนผู้ติดเชื้อมีหลายกลุ่มก้อน พบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง และพบสายพันธ์ใหม่ในบางพื้นที่ เช่นสายพันธุ์แอฟริกา ในพื้นที่ชายแดน การระบาดในสถานประกอบการโรงงาน สถานที่เสี่ยง ชุมชนแออัด แคมป์คนงานก่อสร้าง ชุมชนรอบตลาด ชุมชนรอบโรงงานจากผู้ใช้แรงงานกลุ่มเสี่ยง นำเชื้อไวรัสมาแพร่ระบาดไปสู่ครอบครัว ชุมชน การเกิดโรคโควิด 19 ทำให้เกิดผลกระทบในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่มีความปลอดภัยเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย อาจเกิดเจ็บป่วยและนำไปสู่การเสียชีวิตได้ และยังทำให้ประชาชนเกิดความกลัว ตื่นตระหนกไม่กล้าที่จะออกมาใช้ชีวิตในสังคมตามปกติ สำหรับในด้านเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในอาชีพต่าง ๆ เช่น ต้องมีการปิดโรงงาน หรือการท่องเที่ยวไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 พบว่าการสำรวจในครั้งแรกเน้นผลกระทบด้านสังคม โดยพบว่ามากกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนเปราะบางได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมของรัฐ และพบมากขึ้นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือการเดินทางเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ยากขึ้น ปัญหาสุขภาพทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อล้วนมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของบุคคล คือการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ได้แก่ พฤติกรรมการกินผัก 5 ทัพพี ตั้งแต่ 4 วันขึ้นไปต่อสัปดาห์ การมีกิจกรรมทางกายมากกว่าหรือเท่ากับ 150 นาทีต่อสัปดาห์ การมีพฤติกรรมการนอน 7 – 9 ชั่วโมงตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปต่อสัปดาห์ และพฤติกรรมการแปรงฟันก่อนนอนทุกวัน นานอย่างน้อย 2 นาที ในปี 2564 และปี2563 พบว่า ผลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในประชากรวัยทำงาน อายุ 25 – 59 ปี ในระดับประเทศ มีร้อยละ 45.04 และ ร้อยละ35.2 ตามลำดับ ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าวัยทำงาน อายุ 25 – 59 ปี มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ปี 2564, 2563, 2562 ร้อยละ 26.95 ร้อยละ 12.91 และร้อยละ 10 ตามลำดับ จากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs ) สถานการณ์และปัญหาด้านสุขภาพของประชากรวัยทำงาน วัยผู้สูงอายุ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในปัจจุบัน พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของประชากรกรุงเทพ จะเห็นว่า ประชากรวัยทำงานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ หากคนวัยทำงานมีปัญหาด้านสุขภาพเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (noncommunicable diseases : NCDs ) ทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาล และผลิตภาพของประชากรที่สูญเสียไป สูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานจากการขาดงานของผู้ป่วย ผู้ดูแล ส่งผลเสียต่อประเทศชาติค่าใช้จ่ายของประเทศชาติเพิ่มขึ้น อันจะส่งผลต่อวัยต่อไปนั่นคือวัยผู้สูงอายุ ที่ต้องเสี่ยงต่อการเป็นผู้สูงอายุ ติดบ้าน ติดเตียง เป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย ได้จัดทำโครงการเตรียมพร้อมประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ปีงบประมาณ 2565 ขึ้น เพื่อเตรียมประชากรวัยทำงาน สู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ มีความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างยั่งยืน และส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานในสถานประกอบการด้วย 10 Packages ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อให้ประชากรอายุ 25 - 59 ปี มีการเตรียมการเพื่อยามสูงอายุโดยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึง ประสงค์ 2. เพื่อทราบสถานการณ์พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ความรอบรู้ และปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพในประชากรวัยทำงาน 3. เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในประชากรวัยทำงานผ่าน Application H4U 4. พัฒนาสถานประกอบการ ให้ดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพคนวัยทำงาน ตามหลักสูตรสถานประกอบการรอบรู้ด้านสุขภาพ ภายใต้ 10 Packages เพื่อจัดการสภาพแวดล้อมสถานประกอบการให้เอื้อต่อการสร้างความรอบรู้ในระดับบุคคล

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.รายงานพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของประชากรวัยทำงาน อายุ 25–59 ปี ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 เรื่อง
2.สถานประกอบการได้รับการพัฒนาตามหลักสูตรสถานประกอบการรอบรู้ด้านสุขภาพ ภายใต้ 10 Packages 1 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ข้อมูลระบบการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพึงประสงค์ เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุ 600 คน
2.เชิงปริมาณ : สถานประกอบการได้รับการพัฒนาตามหลักสูตรสถานประกอบการรอบรู้ด้านสุขภาพ ภายใต้ 10 Packages 9 แห่ง
3.เชิงคุณภาพ : ความสำเร็จของโครงการ/การมีส่วนร่วมของเครือข่าย และ สถานประกอบการ 80 ร้อยละ
4.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามเป้าหมาย 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. สำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในประชากรวัยทำงาน 1.1 ประสานพื้นที่เพื่อเตรียมการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 1.2 การสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในประชากรวัยทำงาน 1.3 วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 1.4 สรุป/รายงานผลการดำเนินการตามโครงการ 2. พัฒนาสถานประกอบการ ตามหลักสูตรสถานประกอบการรอบรู้ด้านสุขภาพ ภายใต้ 10 Packages เพื่อจัดการสภาพแวดล้อมสถานประกอบการให้เอื้อต่อการสร้างความรอบรู้ในระดับบุคคล 2.1 ทบทวนและแต่งตั้งคณะทำงานส่งเสริมสุขภาพคนวัยทำงานในสถานประกอบการภายใต้ 10 Packages 2.2 ศึกษาบริบทของนิคมอุตสาหกรรม/สถานประกอบการเป้าหมาย 2.3 ประสานสถานประกอบการที่เป็นเป้าหมาย เพื่อประชาสัมพันธ์ และเตรียมการพัฒนาตามหลักสูตรสถานประกอบการรอบรู้ด้านสุขภาพ ภายใต้ 10 Packages 2.4 ศึกษา ประเมิน วิเคราะห์ความรอบรู้ของสถานประกอบการ และพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของพนักงานในสถานประกอบการ 2.5 คืนข้อมูล และร่วมออกแบบ การพัฒนาเพื่อจัดการสภาพแวดล้อมสถานประกอบการให้เอื้อต่อการสร้างความรอบรู้ในระดับบุคคล (online onsite) 2.6 เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานสถานประกอบการรอบรู้สุขภาพภายใต้ 10 Packages 2.7 แลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ (online onsite) 3. ส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการ 3.1 รณรงค์สร้างกระแสการสร้างเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการ เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 3.2 ส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการ ช่วงการแพร่ระบาดโรคติดต่อโควิด 19 ผ่าน Application Thai Save Thai และสถานประกอบการผ่านมาตรการ Good Factory Practice โดยการประเมิน Digital Platform Thai Stop Covid Plus 3.2.1 ประสานภาคีเครือข่ายตรวจสอบสถานประกอบการ ให้สถานประกอบการมีมาตรการป้องกันตามเกณฑ์การประเมิน Thai Stop Covid Plus 3.2.2 สุ่มประเมินสถานประกอบการตามมาตรการ Good Factory Practice ร่วมกับภาคีเครือข่าย

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 2.2 ศึกษา ประเมิน วิเคราะห์ความรอบรู้ของสถานประกอบการ และพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของพนักงานในสถานประกอบการ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 2,025.00
2 กิจกรรมที่ 2.5 แลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ (online onsite) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 38,465.00
3 กิจกรรมที่ 3.1 รณรงค์สร้างกระแสการสร้างเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการ เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 300.00
4 กิจกรรมที่ 2.3 คืนข้อมูล และร่วมออกแบบ การพัฒนา เพื่อจัดการสภาพแวดล้อมสถานประกอบการให้เอื้อต่อการสร้างความรอบรู้ในระดับบุคคล (online onsite) 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 900.00
5 กิจกรรมที่ 2.4 เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานสถานประกอบการรอบรู้สุขภาพภายใต้ 10 Packages (online onsite) 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 900.00
6 กิจกรรมที่ 3.2 สุ่มประเมินสถานประกอบ การ ตามมาตรการ Good Factory Practice ร่วมกับภาคีเครือข่าย 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 900.00
7 กิจกรรมที่ 1.1 ประสานพื้นที่เพื่อเตรียมการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 1,500.00
8 กิจกรรมที่ 1.2 การสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของประชากรวัยทำงาน 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 12,910.00
9 กิจกรรมที่ 2.1 ประสานสถานประกอบการที่เป็นเป้าหมาย เพื่อประชาสัมพันธ์ และเตรียม การพัฒนาตามหลักสูตรสถานประกอบการรอบรู้ด้านสุขภาพ ภายใต้ 10 Packages 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ต.ค. 2565 1,500.00
รวมเป็นเงิน 59,400.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
59,400.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 31 ต.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. ผู้บริหาร/ผู้นำชุมชน/องค์กร/สถานประกอบการภาครัฐ เอกชน 2. ประชากรวัยทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3. ผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่ HR/เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย/เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ/ตัวแทนสถาน ประกอบการภาครัฐ เอกชน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. ผู้บริหาร/ผู้นำชุมชน/องค์กร/สถานประกอบการภาครัฐ เอกชน 2. ประชากรวัยทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3. ผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่ HR/เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย/เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ/ตัวแทนสถานประกอบการภาครัฐ เอกชน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางจารินี ยศปัญญา ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางอรอุมา ไชยดำ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางภัทราภรณ์ เอมย่านยาว ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นายสามารถ อัครอุโฆษ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นายกรรณดนุ สาเขตร์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 6. นางวิระฉัตร ชูสิน ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางจารินี ยศปัญญา ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 7

1. ชื่อโครงการ :
โครงการ รณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพรองรับสังคมผู้สูงอายุ ปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
3 สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
20) จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ 10 ล้านครอบครัวออกกำลังกาย

4. cluster :
วัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 28 ) 8.3 การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการออกกำลังกาย
5.2 โครงการสำคัญ โครงการชุมชนเป็นฐานจัดการครอบครัวรอบรู้สุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
รายงานสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอในระดับโลก พบว่าการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตปีละ 3.2 ล้านคนทั่วโลก และพบว่า ร้อยละ 27 ของผู้ใหญ่ และร้อยละ 81 ของวัยรุ่น (อายุ 11-17 ปี) มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ซึ่งไปในทิศทางเดียวกันกับในประเทศไทย โดยผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศของประเทศไทย ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมากระทั่งช่วงก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สถานการณ์ภาพรวมด้านการมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทยเป็นไปในเชิงบวก โดยระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 66.3 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 74.6 ในปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 คิดเป็นอัตราเพิ่มเฉลี่ยที่ร้อยละ 1.04 ต่อปี ทั้งนี้ในปี 2558 เป็นปี ที่มีอัตราเพิ่มสูงที่สุด (ร้อยละ 3.4) ขณะที่ในปีถัดมา (พ.ศ. 2559) เป็นปีที่มีอัตราเพิ่มต่ำที่สุด (ร้อยละ -0.8) และในปี 2563 สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของประชากรไทยโดยพบว่าการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของประชากรไทยในภาพรวมลดลงจากปีก่อนร้อยละ 19.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 55.5 เช่นเดียวกับพื้นที่เขตเมืองระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในประชาชนวัยทำงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.7 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 74.1 ในปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 คิดเป็นอัตราเพิ่มเฉลี่ยที่ร้อยละ 0.8 ต่อปี และในปี 2563 สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนวัยทำงานในพื้นที่เขตเมืองมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 18.4 มาอยู่ที่ร้อยละ 55.7 ซึ่งนับเป็นอัตราที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการสำรวจมาตั้งแต่ปี 2555 ปัญหาข้างต้น กรมอนามัยได้พัฒนา “ดิจิตอล แพลตฟอร์ม ก้าวท้าใจ” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายมากขึ้น ซึ่งนำเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวันมาประยุกต์ใช้กับการส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้ประชาชนซึ่งดำเนินการผ่าน “กิจกรรมก้าวท้าใจ Season 1” ที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรกระทรวงสาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นต้นแบบด้านสุขภาพ (Health Model) และนำร่องสู่การขยายผลสู่ประชาชนทุกกลุ่มวัย ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ทำได้ง่าย สนุกสนาน และสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาและกิจกรรมก้าวท้าใจ season 2 ต้านภัยโควิด 19” เป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมและเพียงพอในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ซึ่งในปัจจุบันกรมอนามัยได้ดำเนิน“กิจกรรมก้าวท้าใจ Season 3” ที่บูรณาร่วมกับโครงการพัฒนาและขับเคลื่อนรูปแบบบูรณาการส่งเสริมสุขภาพระดับชาติด้านกิจกรรมทางกาย ตามแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561 – 2573 เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของคนไทย และขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกายในมิติของการออกกำลังกายลงสู่ท้องถิ่น ขยายผลกลุ่มเป้าหมายลงสู่สถานประกอบการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษาทั่วไปประเทศ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขึ้นกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ในการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในทุกกลุ่มวัยในเขตกรุงเทพมหานคร ได้นำแนวนโยบายจากกรมอนามัยมาปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ โดยกลุ่มงานพัฒนาสุขภาวะวัยทำงานและสถานที่ทำงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย ได้จัดทำโครงการ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในกลุ่มวัยทำงานตามแนวนโยบายนี้ ได้ผลดังนี้ ปีงบประมาณ 2562 โครงการ 10 ล้านครอบครัวไทยออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ และโครงการก้าวท้าใจ season 1 มีผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นประชากรวัยทำงาน ในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยลงทะเบียนผ่าน application จำนวน 10,819 คน โครงการก้าวท้าใจ season 2 ในปี 2563 มีผู้เข้าร่วมโครงการโดยลงทะเบียนผ่าน application จำนวน 12,068 คน และโครงการก้าวท้าใจ Season 3 มีผู้เข้าร่วมโครงการโดยลงทะเบียนผ่าน application จำนวน 20,494 (ข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ซึ่งผลที่ได้ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการออกกำลังกายของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย มีความต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และมีการดำเนินงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่น สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้จัดทำโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพรองรับสังคมผู้สูงอายุ ปีงบประมาณ 2565 ภายใต้โครงการชุมชนเป็นฐานจัดการครอบครัวรอบรู้สุขภาพ ตามแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561 - 2573 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมการออกกำลังกายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้กลไกของการ ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขและประชาชนมีการสร้างเสริมสุขภาพและมีความรอบรู้ด้านกิจกรรมทางกาย เพื่อให้ชุมชนเป็นฐานในการส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดประชาชนนำไปสู่การออกกำลังกายระดับประเทศอย่างยั่งยืนและส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอ ร้อยละ 75 ตามแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561 - 2573

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัยในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ด้านกิจกรรมทางกาย 3. เพื่อประชาสัมพันธ์ Platform ก้าวท้าใจ 4. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.จำนวนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครเข้าร่วมโครงการ 10 ล้านครอบครัวไทยออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ 422156 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : จำนวนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครเข้าร่วมโครงการ 10 ล้านครอบครัวไทยออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ 422156 คน
2.เชิงคุณภาพ : ชุมชนต้นแบบการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน 1 แห่ง
3.เชิงเวลา : ดำเนินกิจกรรมได้ตามเป้าหมาย 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประสาน/ชี้แจงพื้นที่เป้าหมายการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพด้านการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน 2. รณรงค์ประชาสัมพันธ์ Platform/กิจกรรมก้าวท้าใจ 3. จัดประชุมแนวทางพัฒนาการดำเนินงานส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน 4. เยี่ยมติดตาม และสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพด้านการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน 5. ถอดบทเรียนการดำเนินงานส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 5 ถอดบทเรียนการดำเนินงานส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 4,415.00
2 กิจกรรมที่ 3 จัดประชุมแนวทางพัฒนาการดำเนินงานส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 2,935.00
3 กิจกรรมที่ 1 ประสาน/ชี้แจงพื้นที่เป้าหมายการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพด้านการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน 5 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 1,500.00
4 กิจกรรมที่ 4 เยี่ยมติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพด้านการมีกิจกรรมทางกายโดยมีชุมชนเป็นฐาน 8 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 2,400.00
5 กิจกรรมที่ 2 รณรงค์ประชาสัมพันธ์ Platform/กิจกรรมก้าวท้าใจ 20 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 11,550.00
รวมเป็นเงิน 22,800.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
22,800.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. ประชาชนกลุ่มวัยทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2. นักเรียน / นักศึกษา ในสถานศึกษาพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3. ผู้นำชุมชน / อาสาสมัครสาธารณสุข ในชุมชนพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4. ผู้นำองค์กร / เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพในสถานประกอบการพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5. สถานประกอบกิจการด้านการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ประชาชนกลุ่มวัยทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางจารินี ยศปัญญา นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 2. นางอรอุมา ไชยดำ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางภัทราภรณ์ เอมย่านยาว พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นายสามารถ อัครอุโฆษ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นายกรรณดนุ สาเขตร์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 6. นางวิระฉัตร ชูสิน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางจารินี ยศปัญญา ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 8

1. ชื่อโครงการ :
รอบรู้สู้ภัยโควิด-19 ด้วยพลังบวรวิถีใหม่

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
14) ร้อยละของตำบลที่มีระบบการส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุ
15) ร้อยละของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแล ตาม Care Plan

4. cluster :
วัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 34 ) 10.2 ส่งเสริม สนับสนุนความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้สูงอายุ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวเชิงป้องกัน (Preventive Long Term Care) ปี 2565

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
สถานการณ์ผู้สูงอายุหลายประเทศในโลกกำลังประสบปัญหากับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อระบบการจัดการต่างๆในประเทศ โดยจากการสำรวจของสหประชาชาติเมื่อ พ.ศ. 2563 (United Nations, 2020. World Population Prospect, The 2020 Revision) พบว่าประชากรโลกทั้งหมดมีประมาณ 7,794 ล้านคน มีประชากรสูงอายุหรือคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 1,049 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13.4 เรียกว่า โลกได้เข้าสู่สังคมสูงอายุแล้วทั่วทุกทวีปในโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงอายุนั้นจะยังผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม กล่าวคือ เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาของการเกษียณอายุการทำงาน ผู้สูงอายุจะขาดรายได้ในระดับหนึ่ง กรณีของแผนการอดออมหากขาดการวางแผนก่อนล่วงหน้าย่อมได้รับผลกระทบ ซึ่งจะส่งผลต่อการเกิดภาระให้กับทางภาครัฐในด้านค่าใช้จ่ายทางสวัสดิการและการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อรองรับการดูแล ปฐมพยาบาลด้านสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงส่งผลกระทบต่อภาพรวมในการพัฒนาต่อยอดในด้านอื่นๆกับนานาประเทศ จากรายงานของการคาดประมาณจำนวนประชากรประเทศไทย พ.ศ. 2553 – 2583 (ฉบับปรับปรุง), สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช (2562) คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ (Complete aged society) คือมีประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น ร้อยละ 20.1 และในปี พ.ศ. 2577 จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-aged society) คือมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปประมาณร้อยละ 28.1 ของประชากรทั้งหมด และอีก 18 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุ ประมาณ 20 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรไทยนั่นเอง จากข้อมูลระบบสถิติการลงทะเบียน กรมการปกครองปี พ.ศ.2562 พบจำนวนประชากรในกรุงเทพมหานคร 5,666,264 คน ซึ่งอยู่ในช่วงวัยผู้สูงอายุจำนวน 1,063,871 คน คิดเป็นร้อยละ 18.78 ของประชากรในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายหลายด้านภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่จะเร่งสร้าง และฟื้นฟูให้เกิดขึ้นกับประชาชนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ไม่ว่าเป็นการสร้างคุณภาพชีวิต การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเร่งฟื้นฟูสุขภาพจิตในกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนาทักษะเพื่อตอบรับกับสังคมยุคดิจิตัลแพลทฟอร์ม และความมุ่งหวังที่ท้าทายสูงสุดนั่นก็คือ การเพิ่มอายุค่าเฉลี่ย ของการมีสุขภาพดีที่ 72 ปีของผู้สูงอายุ รวมถึงส่วนงานสาธารณสุข ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในทุกภาคส่วนจะต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการดำรงชีวิตหลังการเกษียณอย่างมีคุณค่า ทั้งในด้านการทำงานความมั่นคงทางรายได้และคุณภาพชีวิต ซึ่งคุณภาพชีวิตก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของสังคม คือ ประชาชน มีสุขภาพอนามัยที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ทุกเพศ ทุกวัยจากการพัฒนาทางด้านสาธารณสุข และทางการแพทย์ ทำให้อัตราการตายลดลง ผู้สูงอายุจึงมีคาดเฉลี่ยอายุที่ยืนยาวขึ้น แต่ผู้สูงอายุก็ยังได้รับผลกระทบจากการเสื่อมถอยของร่างกายตามสภาวะของช่วงวัย รวมทั้งผลจากโรคเรื้อรังทางระบบหรืออุบัติเหตุ อีกทั้งข้อจำกัดด้านสภาวะช่องปากของผู้สูงอายุจะยังส่งต่อคุณภาพชีวิตที่เป็นองค์รวมได้ โดยแนวทางการดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาวะในพื้นที่เขตเมือง ที่มีประชากรจำนวนมากนั้น ต้องอาศัยสรรพกำลังจากภาคประชาชนที่มีบทบาท และเป็นหนึ่งในกุญแจที่เชื่อมร้อยสู่ความสำเร็จ รวมลักษณะของสังคมที่ดำเนินชีวิตภายใต้วิถีพุทธ เพราะประชาชนกว่าร้อยละ 95 ของประชากรไทยที่ยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยพระพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ธำรงไว้ ซึ่งพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพบว่าปัจจุบันวัดในประเทศไทยที่เป็นศาสนสถานของชาวพุทธ มีจำนวน 42,461 วัด พระสงฆ์จำนวน 205,513 รูป สามเณรจำนวน 33,510 รูป รวมเป็น 249,023 รูป (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี : 2563) พบว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของพระสงฆ์เป็นผู้สูงอายุและมีแนวโน้มการเป็นพระสงฆ์สูงอายุเพิ่มมากขึ้น (กองพุทธศาสนถาน, สำนักงานศาสนสมบัติ : 2562) ขณะที่วัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีจำนวน 456 วัด และพระสงฆ์จำนวน 16,064 รูป ภายใต้พระธรรมวินัยพระสงฆ์นอกจากจะเป็นผู้สืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ยังมีบทบาทในด้านของการเป็นผู้นำสุขภาวะในการพัฒนาชุมชนและสังคมด้วย ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพคีย์แมนด้านสุขภาวะชุมชน กล่าวคือ พระคิลานุปัฏฐาก (อาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด) หรือพระอสว. ที่มีบทบาทสำคัญในเชิงของการส่งเสริมป้องกันสุขภาวะ และสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดมาตั้งแต่ปลายปี 2562 และเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น จนปัจจุบันที่ยังครุกรุ่นอยู่ ผลงานเชิงประจักษ์ที่เป็นที่ยอมรับในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร คือ การขับเคลื่อนงานของพระคิลานุปัฏฐาก (จากการอบรมภายใต้หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐากกรุงเทพมหานคร) อาทิเช่น การนำร่องจัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อการส่งต่อกรณีของผู้ติดเชื้อโควิด-19 การ ลงพื้นที่ตรวจเชื้อเชิงรุกด้วยชุดตรวจ ATK การลงพื้นที่เยี่ยมกลุ่มติดบ้านติดเตียง ตลอดจนการสนับสนุนสิ่งของให้กับผู้ได้รับผลกระทบนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการชี้ชัดถึงศักยภาพของเหล่าทีมนำพระคิลานุปัฏฐาก และพระสงฆ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่เรียกได้ว่าเกิดเป็นมิติใหม่ของภาพพลังบวรที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อฝ่าวิกฤตมหันตภัยโควิด-19 ดังนั้นจึงมีแผนในการต่อยอดเพื่อดึงศักยภาพของทีมนำพระคิลานุปัฏฐากออกมาเป็นฐานของพลังความศรัทธาจากเหล่าญาติโยมนี้ด้วยการสานพลังบวรเพื่อพลิกวิกฤตให้กลับกลายเป็นโอกาสของผลสัมฤทธิ์ของภารกิจภาพรวมขององค์กร ดังนั้น จึงต้องมีการป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพที่ดีเพื่อลดภาวะเสี่ยงต่างๆที่คุกคามชีวิต แม้ภาครัฐ จะได้มีมาตรการการป้องกันต่างๆออกมาก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นบทบาทของภาคประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องมีการดูแลส่งเสริมป้องกันสุขภาพ จึงคิดว่าการประยุกต์กระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy : HL) โดยบูรณาการเข้ากับองค์ความรู้ (Knowledge) ภายใต้หลักสูตรการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญในสภาวะการณ์ที่โลกได้เปลี่ยนไปผนวกกับต้องมีการนำเทคโนโลยีหรือ Social media จากช่องทางต่างๆเข้ามาช่วยในการสื่อสารของสภาวะการณ์ปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นในด้านของการส่งเสริมสุขภาพ จากสภาพปัญหาและสถานการณ์ที่มีอยู่จริง ดังนั้นกลุ่มงานพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เล็งเห็นความสำคัญของสภาพปัญหา ผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของสถานการณ์เหล่านี้ จึงได้จัดทำโครงการรอบรู้สู้ภัยโควิด-19 ด้วยพลังบวรวิถีใหม่ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีสุขภาพกายที่แข็งแรง ชะลอความชราลงลดภาวะเสี่ยงด้านต่างๆ สุขภาพจิตดี มีคุณค่า ผ่านการสานพลังบวร(บ้าน วัด ส่วนราชการ) ที่เต็มไปด้วยศักยภาพ (ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างสถานการณ์โควิด-19) สู่มิติสุขภาพด้วยกระบวนการสร้างความรอบรู้ในสถานการณ์ของการเรียนรู้ที่จะอยู่กับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19อย่างเท่าทัน เพื่อการดูแลตนเองเป็นต้นแบบทางสุขภาพ ให้กับสมาชิกในครอบครัว ชุมชน เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุที่สมบูรณ์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยการดูแลตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ และไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานหรือผู้ดูแล รวมถึงการดูแลลูกหลานไม่ให้เป็นภาระแก่สังคม ทั้งนี้ยังช่วยลดปัญหาทางสังคม และเศรษฐกิจระดับประเทศต่อไปด้วย

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ และพระสงฆ์มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 2. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเมือง/ชุมชน/เขตที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ 3. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนแนวทางการส่งเสริมสุขภาพดี ชะลอชรา ชีวายืนยาวและความรอบรู้ด้านสุขภาพในชมรมผู้สูงอายุ/ชุมชน 4. เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้รับการประเมินคัดกรองตามความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน 5. เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแล/บริการด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง จากทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชน 6. เพื่อให้อาสาสมัครสาธารณสุข/ผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงกิจกรรม นวัตกรรม สื่อความรู้เพื่อการดูแลสุขภาพช่องปากผ่านเทคโนโลยีแบบ platform 7. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีการประเมินคัดกรองและการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง 8. เพื่อสนับสนุนการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก (พระอสว.) ครอบคลุมพื้นที่กทม. 9. เพื่อขยายผลขับเคลื่อนการดำเนินงานความรอบรู้ด้านสุขภาพของพระสงฆ์ สามเณร

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมประเมินมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 6 ตำบล
2.มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเมือง/ชุมชน/เขตที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ 2 ตำบล
3.ผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการมีการจัดทำ Wellness Plan 5 ชมรม
4.ภาคีเครือข่ายกรุงเทพมหานคร เข้าถึงกระบวนการของ platform สุขภาพ 6 ตำบล
5.วัดกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมประเมินโครงการวัดส่งเสริมสุขภาพ 6 ตำบล
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : สัดส่วนของผู้เข้าร่วมโครงการเมื่อเทียบกับเป้าหมาย 80 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : ผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลตาม Care Plan 90 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามกำหนดเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. แต่งตั้งคณะทำงาน จัดประชุมคณะทำงาน ภาคีเครือข่าย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ชี้แจงแผนรายละเอียดโครงการและกิจกรรม 2. ประสานพื้นที่เครือข่ายและกลุ่มเป้าหมาย 3. ประชาสัมพันธ์กิจกรรมตามโครงการ 4. ดำเนินการจัดกิจกรรมตามโครงการ 5. ติดตามผลการดำเนินการ เยี่ยมเสริมพลัง ประเมินผลการดำเนินการตามระยะการดำเนินกิจกรรมตามโครงการ 6. สรุปผลและถอดบทเรียนหลังการดำเนินกิจกรรมตามโครงการ แบ่งขั้นตอนการดำเนินงาน ออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ขั้นเตรียมการ ประชุมปรึกษา และหาข้อสรุปเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ วางแผนงาน กำหนดขอบเขตการทำงาน และกำหนดบทบาทหน้าที่การทำงาน ระยะที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ ติดต่อประสานงาน การปฏิบัติกิจกรรมในโครงการ ร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตามแผนการดำเนินงานของโครงการที่ได้กำหนดไว้ ระยะที่ 3 ขั้นสรุปผลการดำเนินงาน เมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติกิจกรรมตามแผนการดำเนินโครงการได้สรุปผลการดำเนินงาน เป็นความสำเร็จตามเกณฑ์การประเมินผล ระยะที่ 4 ประเมินผลการดำเนินงาน และนำเสนอผลโครงการที่ได้มีการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1 สานพลังไตรภาคีรองรับสังคม ผู้สูงวัยด้วยความรอบรู้ 2 ครั้ง 1 ก.ย. 2564 - 30 ก.ย. 2565 48,960.00
2 กิจกรรมที่ 3 พระสงฆ์กับการพัฒนาองค์รวมสุขภาวะ 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 45,640.00
3 กิจกรรมที่ 2 พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยด้วย Health Platform 4 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 46,115.00
รวมเป็นเงิน 140,715.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
140,715.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ก.ย. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
1. สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2. ชมรมผู้สูงอายุในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (นำร่อง) 3. สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร 4. สำนักการแพทย์ 5. สำนักงานเขต (นำร่อง) 6. สำนักสิ่งแวดล้อม 7. พระสงฆ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. ผู้สูงอายุ 2. พระสงฆ์ 3. บุคลากรสาธารณสุข ภาคีเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้อง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. ผู้สูงอายุ / พระสงฆ์ / ผู้ดูแลผู้สูงอายุ 2. บุคลากรสาธารณสุข 3. ภาคีเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้อง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสาวเยาวเรศ วงศาสุลักษณ์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวจันทร์ฉาย วรรณศรี พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางนิพล ชยุพงค์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นางสาวพัชรา อาจอินทร์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 5. นางสาวกนกพรรธน์ จรัสวิเศษภรณ์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 6. นายอมร กิมหงวน นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวเยาวเรศ วงศาสุลักษณ์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 9

1. ชื่อโครงการ :
โครงการยกระดับคุณภาพการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานให้บริการสาธารณสุข ลดโลกร้อนและรองรับการแพร่ระบาดโควิด-19

2. ยุทธศาสตร์ :
2 สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
18) ร้อยละของสถานบริการการสาธารณสุขที่จัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital

4. cluster :
อนามัยสิ่งแวดล้อม

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 60 ) 17.1 ส่งเสริมการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานบริการการสาธารณสุข
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับคุณภาพการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมสถานบริการการสาธารณสุขที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
สถานบริการสาธารณสุข เป็นหน่วยงานให้การบริการประชาชนทั้งด้านการป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ โดยกิจกรรมเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดของเสียต่าง ๆ เช่น มูลฝอยติดเชื้อ มูลฝอยทั่วไป มูลฝอยอันตรายทางการแพทย์ เศษอาหารจากตึกผู้ป่วย โรงอาหาร ร้านอาหาร สิ่งปฏิกูลที่เกิดจากการขับถ่าย ตลอดจนสารเคมีต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการรักษาผู้ป่วย เป็นต้น นอกจากนี้ ในหลายกิจกรรมมีความเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานและเชื้อเพลิง เช่น การใช้กระแสไฟฟ้า การเดินทางของบุคลากรและผู้ป่วย การติดต่อสื่อสาร การขนส่งวัสดุอุปกรณ์ สินค้าและบริการต่าง ๆ เป็นต้น โดยกิจกรรมการให้บริการประชาชนเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดของเสียหรือมลพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ให้บริการซึ่งต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จากสถานการณ์การดำเนินงานในปี 2561 มีสถานบริการสาธารณสุข ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 14 แห่ง ผลการดำเนินงาน พบว่า โรงพยาบาลผ่านการรับรองตามมาตรฐานระดับพื้นฐานขึ้นไป ร้อยละ 100 ประกอบกับในปี 2561 กรมอนามัยได้รับความร่วมมือกับสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ในการพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานการพัฒนาสถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นการเฉพาะ ตามแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2560 - 2579 นั่นคือ Bangkok GREEN & CLEAN Hospital Plus (BKKGC+) และได้ร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ ปี 2561 เป็นต้นมา โดยเริ่มดำเนินการในสถานพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ จำนวน 9 แห่ง และโรงพยาบาลสังกัดอื่น ๆ ผลจากการดำเนินงาน พบว่า สถานพยาบาลผ่านการรับรองระดับเงิน จำนวน 1 แห่ง ระดับทอง จำนวน 7 แห่ง และระดับเพชร จำนวน 1 แห่ง ในปี 2562 สถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital ระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 100 ระดับดีมากขึ้นไป ร้อยละ 57.14 และระดับดีมากพลัส จำนวน 1 แห่ง หรือร้อยละ 100 (เป้าหมายกำหนดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง) สำหรับปี 2563 เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ดำเนินการได้เฉพาะในส่วนของการรับรองตามมาตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital ในสถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยผลการดำเนินงาน พบว่า สถานพยาบาลผ่านเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital ระดับดีมากขึ้นไป ร้อยละ 78.6 ขณะที่การดำเนินงาน Bangkok GREEN & CLEAN Hospital Plus ได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของคณะกรรมการตรวจประเมินรับรองมาตรฐาน (Auditors) และการพัฒนาคู่มือแนวทางการดำเนินงาน Bangkok GREEN & CLEAN Hospital Plus สำหรับโรงพยาบาลและสำนักงาน และคู่มือแนวทางการดำเนินงาน Bangkok GREEN & CLEAN Hospital Plus สำหรับศูนย์บริการสาธารณสุข เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขับเคลื่อนงานในปี 2564 ต่อไป จากนโยบายการดำเนินงาน GREEN & CLEAN Hospital ให้มีการขยายความเชื่อมโยง จากสถานบริการสาธารณสุขสู่ชุมชนเป็น GREEN & CLEAN Community สำหรับพื้นที่เขตเมืองภาคีเครือข่ายมีความต้องการพัฒนาสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ การออกกำลังกาย กิจกรรมนันทนาการ หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ตลอดจนเป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ของคนเมือง ซึ่งประชาชนผู้มารับบริการ และชุมชนรอบข้างอาจได้รับผลกระทบด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ หากมีระบบการจัดการมลพิษหรือสิ่งอื่นใดที่ไม่ดีเพียงพอ ซึ่งในพื้นที่สวนสาธารณะมีการจัดบริการห้องน้ำ ห้องส้วม ร้านจำหน่ายอาหารหรืออื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ดังนั้น หากมีการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีเพียงพอ เช่น สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ห้องน้ำห้องส้วม การจัดการน้ำเสีย การจัดการขยะ สวนสาธารณะอาจเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งได้ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพจากการดำเนินกิจกรรมของสถานพยาบาล โดยมุ่งเน้นการจัดการสุขาภิบาลอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการบริหารจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานบริการการสาธารณสุขขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนา การบริหารจัดการ และยกระดับคุณภาพการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานบริการสาธารณสุข ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมลดโลกร้อน และเผยแพร่แนวทางการลดโลกร้อนจากสถานพยาบาลสู่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิทางสุขภาพ มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนเขตเมือง และมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เหมาะสมสำหรับประชาชนในพื้นที่เขตเมือง

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อส่งเสริมการพัฒนา การบริหารจัดการ และยกระดับการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของสถานบริการสาธารณสุขในกรุงเทพมหานครให้เป็น Bangkok GREEN & CLEAN Hospital Plus และ GREEN & CLEAN Hospital 2. เพื่อส่งเสริม และพัฒนานวัตกรรมจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมลดโลกร้อนในสถานบริการสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร 3. เพื่อส่งเสริมจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในศูนย์พักคอย

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ร้อยละของสถานพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital ระดับดีมากขึ้นไป 85 ร้อยละ
2.ร้อยละของศูนย์พักคอยมีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : สถานพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้รับการพัฒนาและยกระดับการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital และ Bangkok GREEN & CLEAN Hospitals Plus 80 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : แนวทางการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในศูนย์พักคอยระดับชุมชน 1 ชุด
3.เชิงคุณภาพ : ศูนย์พักคอยมีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 ร้อยละ
4.เชิงคุณภาพ : สถานพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้รับการพัฒนาและยกระดับการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital และ Bangkok GREEN & CLEAN Hospitals Plus 80 ร้อยละ
5.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามกำหนดเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. การจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของสถานบริการสาธารณสุขในกรุงเทพมหานครให้เป็น Bangkok GREEN & CLEAN Hospital Plus และ GREEN & CLEAN Hospital 1.1 รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานบริการการสาธารณสุข (GREEN & CLEAN Hospital และ Bangkok GREEN & CLEAN Hospital: BKKGC+) และผลการประเมินตนเอง 1.2 ประสานสถานที่ และกลุ่มเป้าหมาย จัดประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน Bangkok GREEN & CLEAN Hospitals Plus พร้อมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงาน GREEN & CLEAN Hospital 1.3 เยี่ยมเสริมพลัง และตรวจประเมิน ฯ ในรูปแบบออนไลน์ 1.4 ติดตามและสรุปผล 2 การจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในศูนย์พักคอยระดับชุมชน 2.1 ประสานงานสถานที่ในพื้นที่รับผิดชอบ 2.2 ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเรื่องการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในศูนย์พักคอย 2.3 ติดตามและสรุปผล

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1 ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน Bangkok GREEN & CLEAN Hospitals Plus ในรูปแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 6,475.00
2 กิจกรรมที่ 2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงาน GREEN & CLEAN Hospital ในรูปแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 5,385.00
รวมเป็นเงิน 11,860.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
11,860.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่เขตเมือง (กรุงเทพมหานคร)

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข (ผู้บริหาร, นักวิชาการ, พยาบาล) สังกัดกรุงเทพมหานคร และกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สังกัดเอกชน และสังกัดทบวง กรม กระทรวงอื่น ๆ 2. ศูนย์บริการสาธารณสุข สังกัดกรุงเทพมหานคร 3. ภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข (ผู้บริหาร, นักวิชาการ, พยาบาล) 2. เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ผู้บริหาร, นักวิชาการ, เจ้าพนักงาน) 3. ประชาชนเขตเมือง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. น.ส.ศิริทร ดวงสวัสดิ์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 2. น.ส.ทิพย์วัลย์ ปราบคะเซ็น ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 3. น.ส.เมธ์วดี นามจรัสเรืองศรี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 4. น.ส.นพัชกร อังคะนิจ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 5. น.ส.กฤษฎี แสนดา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 6. น.ส.พรพรรณ ทองผดุงโรจน์ ตำแหน่ง นิติกร

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวศิริทร ดวงสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 10

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมการลดและป้องกันปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เฉพาะ

2. ยุทธศาสตร์ :
2 สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
16) ร้อยละของจังหวัด มีระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

4. cluster :
คทง.โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ
อนามัยสิ่งแวดล้อม

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 8 ) 1.8 พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ( 50 ) 14.6 พื้นที่เสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมการลดและป้องกันปัจจัยเสี่ยงและการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมของพื้นที่เฉพาะ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
กรุงเทพมหานครเป็นสังคมเมือง ทำให้มีประชากรที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้มีการ ใช้ทรัพยากรทางสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมในชุมชนเมืองมากขึ้น ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครประสบปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน คุณภาพน้ำบริโภคที่ไม่ได้มาตรฐานในบางจุด หรือแม้แต่สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ประกอบกับมีการเกิดโรคระบาดโควิด 19 ที่ทำให้ต้องมีมาตรการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งมีแนวโน้มของผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน สืบเนื่องจากการที่อุณหภูมิในพื้นที่ต่าง ๆ สูงขึ้น และข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ECHM 4 ทำนายสภาพภูมิอากาศระหว่างทศวรรษ 2010-2090 โดยชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นจาก 34-36 เป็น 38-40 องศาเซียลเซียส โดยผลกระทบต่อสุขภาพที่สำคัญคือ โรคลมร้อนหรือลมแดด (Heatstroke) ซึ่งหากไม่ป้องกันแล้วอาจทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ดังในปี 2003 เกิดคลื่นความร้อนกระหน่ำ ที่ยุโป ประเทศฝรั่งเศสมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซียลเซียส เป็นเวลา 7 วัน มีผู้เสียชีวิต 14,802 คน ในประเทศไทยสถิติโรคลมแดดของรายงานกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ตั้งแต่ปี 2558-2562 พบรายงานผู้เสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อนทุกปี โดยเฉลี่ยปีละ 38 ราย ซึ่งในช่วงฤดูร้อนปี 2562 ที่ผ่านมาที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูง 40 องศาเซลเซียส โดยประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตถึง 57 ราย ซึ่งก็มากที่สุดใน เดือนเมษายน โดยปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนในกรุงเทพมหานคร จากข้อมูลคุณภาพอากาศดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าเฉลี่ยรายปีทั่วประเทศ 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) (ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 8) ฝุ่นละออง PM10 มีค่าเฉลี่ยรายปีทั่วประเทศ 43 มคก./ลบ.ม. (ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 9) เป็นผลมาจากการขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ประชาชนลดกิจกรรมการเดินทาง อุตสาหกรรมลดกำลังการผลิต และการใช้พลังงานไฟฟ้าทั่วประเทศลดลง สถานการณ์คุณภาพน้ำบริโภคของพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากการสำรวจโดยสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำบริโภคจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2563 จำนวน 135 ตัวอย่าง จาก 14 เขต พบว่าน้ำบริโภคผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80 และผลการสำรวจคุณภาพน้ำบริโภคและอุปโภคในโรงเรียนพัฒนาเด็กและเยาวชน ตามพระราชดำริฯ (กพด.) จำนวน 10 ตัวอย่าง จาก 5 โรงเรียน พบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 100 แต่ยังพบปัญหาสภาพที่ตั้งจุดบริการน้ำดื่มที่ไม่ค่อยสะอาด ขาดการดูแลรักษาแม้ว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครจะมีคุณภาพน้ำบริโภคที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานค่อนข้างสูง แต่การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคในโรงเรียนและพื้นที่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้นักเรียนและประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีน้ำบริโภคที่สะอาด ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดี สถานการณ์สถานประกอบการดำเนินการตามมาตรการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ประเภทตลาด จากการสำรวจโดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สำรวจการดำเนินการ ตามมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กรุงเทพมหานคร ในปี 2564 จำนวน 486 แห่ง พบว่า การระบายอากาศ ผ่านร้อยละ 96.3 ทะเบียนผู้ค้า ผ่านร้อยละ 94.4 การสวมหน้ากากของผู้ค้าและผู้มาใช้บริการ ผ่านร้อยละ 89.5 จุดล้างมือ ผ่านร้อยละ 89.3 การควบคุมไม่ให้แออัด ผ่านร้อยละ 88.7 การทำความสะอาด ผ่านร้อยละ 85.6 การคัดกรอง ผ่านร้อยละ 72.4การทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการ ผ่านร้อยละ 67.7 และการเว้นระยะห่าง ผ่านร้อยละ 64.4 แต่ยังพบปัญหาและสถานการณ์สถานประกอบการดำเนินการตามมาตรการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ประเภทตลาด จากการสำรวจโดยสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง สุ่มการประเมินสถานประกอบการ ประเภทตลาด ผ่าน Thai Stop Covid ในเขตกรุงเทพมหานคร ปี 2564 จำนวน 153 แห่ง ตลาดประเภท 1 จำนวน 68 แห่ง และตลาดประเภท 2 จำนวน 85 แห่ง พบว่า การทำความสะอาดของตลาดประเภท 1 และ 2 ผ่านร้อยละ 98.5, 87.1 ตามลำดับ การสวมหน้ากากของผู้ค้าและผู้มาใช้บริการของตลาดประเภท 1 และ 2 ผ่านร้อยละ 94.1, 92.9 ตามลำดับ จุดล้างมือของตลาดประเภท 1 และ 2 ผ่านร้อยละ 95.6, 94.1 ตามลำดับ การเว้นระยะห่างของตลาดประเภท 1 และ 2 ผ่านร้อยละ 85.3, 84.7 ตามลำดับ การคัดกรองของตลาดประเภท 1 และ 2 ผ่านร้อยละ 92.6, 94.1 ตามลำดับ การระบายอากาศของตลาดประเภท 1 และ 2 ผ่านร้อยละ 88.2, 92.9 ตามลำดับ การจัดการขยะของตลาดประเภท 1 และ 2 ผ่านร้อยละ 94.1, 89.4 ตามลำดับ การลงทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการของตลาดประเภท 1 และ 2 ผ่านร้อยละ 80.9, 75.3 จากปัญหาข้างต้น จึงต้องมีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเมืองให้ดีขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ จึงได้มีการจัดทำโครงการส่งเสริมการลดและป้องกันปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เฉพาะ

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อพัฒนารูปแบบเสริมสร้างความรอบรู้ในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง 2. เพื่อพัฒนาทักษะในการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบเฝ้าระวังและสื่อสารเตือนภัยในระดับชุมชนเขตเมือง 3. เพื่อพัฒนาทักษะในการจัดการเพื่อลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศในระดับชุมชนเขตเมือง 4. เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้รับผิดชอบการจัดการคุณภาพน้ำบริโภคในโรงเรียน กพด. 5. เพื่อพัฒนาศักยภาพสถานประกอบการมีมาตรการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.กิจกรรมเสริมสร้างความรอบรู้ในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง 1 เรื่อง
2.ชุมชนต้นแบบด้านการจัดการเพื่อลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ 1 แห่ง
3.ชุมชนต้นแบบด้านการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบเฝ้าระวังและสื่อสารเตือนภัยในระดับชุมชน 1 แห่ง
4.โรงเรียน กพด.ต้นแบบการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค 10 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ประชาชนมีพฤติกรรมด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่พึงประสงค์ในสถานการณ์โควิด (anamai poll) 85 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : ร้อยละของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชน เขตเมือง (GREEN & CLEAN Community Literacy) 80 ร้อยละ
3.เชิงปริมาณ : ร้อยละของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการคุณภาพน้ำ 80 ร้อยละ
4.เชิงปริมาณ : ร้อยละของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง 80 ร้อยละ
5.เชิงปริมาณ : สถานประกอบการประเมินตนเองผ่านเกณฑ์ในระบบ Thai Stop Covid 85 ร้อยละ
6.เชิงปริมาณ : แนวทางการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง(GREEN & CLEAN Community Literacy) 1 ชุด
7.เชิงคุณภาพ : ชุมชนในพื้นที่เขตเมืองมีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 ร้อยละ
8.เชิงคุณภาพ : โรงเรียน กพด. มีคุณภาพน้ำบริโภคผ่านเกณฑ์ 40 ร้อยละ
9.เชิงเวลา : ร้อยละของการดำเนินงานได้ตามกำหนดเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ชุมชนต้นแบบรอบรู้อนามัยสิ่งแวดล้อม 1.1 สำรวจและรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 , การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ climate Change การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม ) Quick survey ข้อมูลสุขภาพ 1.2 ประชุมปรึกษาหารือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานชุมชนต้นแบบรอบรู้อนามัยสิ่งแวดล้อม โดยรูปแบบออนไลน์ 1.3 พัฒนารูปแบบ และกิจกรรมเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชน เขตเมือง (GREEN & CLEAN Community Literacy) 1.4 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง (GREEN & CLEAN Community Literacy) โดยรูปแบบออนไลน์ 1.5 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง (ฝุ่นละอองขนาดเล็ก การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชน) 1.6 เยี่ยมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานชุมชนต้นแบบรอบรู้อนามัยสิ่งแวดล้อม (GREEN & CLEAN Community Literacy) โดยรูปแบบออนไลน์ 2 โรงเรียนกพด.พัฒนาระบบการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค 2.1 ทำหนังสือประสานโรงเรียนเชิญประชุม 2.2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค โดยรูปแบบออนไลน์ 2.3 ประสานเครือข่ายฯ เก็บน้ำเพื่อการเฝ้าระวัง และสำรวจคุณภาพน้ำและสถานการณ์การจัดการสุขาภิบาลอาหารโรงครัว 2.4 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการน้ำบริโภคในโรงเรียน 9.3 สถานประกอบการมีมาตรการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 (เปิดเมือง) 9.3.1 ประสานหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องภาครัฐ/เอกชน ร่วมเป็นคณะทำงาน 9.3.2 ประสานสถานประกอบการ ให้มีการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันโควิด (TSC) 9.3.2 เยี่ยมติดตามและประเมินมาตรการสถานประกอบการมีการดำเนินงานตามมาตรการป้องกัน โควิด (TSC)

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1.1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในชุมชนเขตเมือง 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 8,270.00
2 กิจกรรมที่ 1.2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในชุมชนเขตเมือง 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 6,915.00
3 กิจกรรมที่ 1.3 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง (GREEN & CLEAN Community Literacy) โดยรูปแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 2,975.00
4 กิจกรรมที่ 1.4 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง (GREEN & CLEAN Community Literacy) โดยรูปแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 2,400.00
5 กิจกรรมที่ 1.5 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง (GREEN & CLEAN Community Literacy) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 7,825.00
6 กิจกรรมที่ 1.6 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรอบรู้การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชนเขตเมือง (GREEN & CLEAN Community Literacy) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 6,100.00
7 กิจกรรมที่ 2.1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค โดยรูปแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 8,275.00
8 กิจกรรมที่ 3.1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพสถานประกอบการมีการดำเนินงานตามมาตรการป้องกัน โควิด (TSC) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,600.00
9 กิจกรรมที่ 1.7 เยี่ยมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานชุมชนต้นแบบรอบรู้อนามัยสิ่งแวดล้อม (GREEN & CLEAN Community Literacy) และชุมชนรอบรู้การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate Change Community Literacy) 2 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 4,020.00
10 กิจกรรมที่ 2.2 ประสานเครือข่ายฯ เก็บน้ำเพื่อการเฝ้าระวัง และสำรวจคุณภาพน้ำและสถานการณ์การจัดการสุขาภิบาลอาหารโรงครัว 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 1,500.00
11 กิจกรรมที่ 3.2 เยี่ยมติดตามและประเมินมาตรการสถานประกอบการมีการดำเนินงานตามมาตรการป้องกัน โควิด (TSC) 10 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,000.00
รวมเป็นเงิน 54,880.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
54,880.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่เขตเมือง (กรุงเทพมหานคร)

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. บุคลากรโรงเรียน กพต. 2. ภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน 3. สถานประกอบการ สถานประกอบการ(ตลาด, ห้างสรรพสินค้า, ร้านอาหาร, โรงแรม ฯลฯ)

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. นิติบุคคลดูแลคอนโด 2.ภาคีเครือข่ายการเคหะ 3. ครูโรงเรียนกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) 4. ประชาชนเขตเมือง 5. สถานประกอบการ (ตลาด, ห้างสรรพสินค้า, ร้านอาหาร, โรงแรม ฯลฯ)

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. น.ส.ศิริทร ดวงสวัสดิ์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 2. น.ส.ทิพย์วัลย์ ปราบคะเซ็น ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 3. น.ส.เมธ์วดี นามจรัสเรืองศรี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 4. น.ส.นพัชกร อังคะนิจ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 5. น.ส.กฤษฎี แสนดา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 6. น.ส.พรพรรณ ทองผดุงโรจน์ ตำแหน่ง นิติกร

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวศิริทร ดวงสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 11

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนงานกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

2. ยุทธศาสตร์ :
4 อภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
21) ร้อยละของกฎหมายระดับอนุบัญญัติ ที่ได้รับการพัฒนาทันต่อสถานการณ์ เสนอต่อคณะกรรมการตามกฎหมาย

4. cluster :
กฎหมาย (Law)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 72 ) 20.4 การสร้างความรอบรู้ด้านกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกฎหมายด้านส่งเสริมสุขภาพและด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ปัจจุบันปัญหาเหตุรำคาญเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เนื่องจากสังคมในประเทศไทยหลายพื้นที่ยกระดับจากสังคมชนบทเป็นสังคมเมือง ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือนใกล้ชิดกันมากขึ้นและบริบทสังคมเปลี่ยนไป ส่งผลให้มีการร้องเรียนเรื่องเหตุรำคาญมากขึ้น ซึ่งเหตุรำคาญ หมายถึง เหตุอันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงหรือผู้ที่ต้องประสบเหตุดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากมลพิษสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น เสียงดัง กลิ่นเหม็น น้ำเสีย กากขยะอุตสาหกรรม ฯลฯ รวมถึงกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หมายถึง กิจการที่มีกระบวนการผลิตหรือกรรมวิธีผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรคซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณข้างเคียงนั้นไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ แสง เสียง ความร้อน การสั่นสะเทือน รังสี ฝุ่นละออง เม่า เถ้า ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หากไม่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ว่าด้วยการสาธารณสุขและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขและสุขภาพของประชาชนได้ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มีจุดมุ่งหมายที่จะดูแลประชาชนให้ได้อยู่ในสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสม มีการดำรงชีพในสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ซึ่งครอบคลุมทั้งกิจกรรม การกระทำทุกอย่างและกิจการประเภทต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน ตั้งแต่ระดับชาวบ้าน ชุมชน ตลอดจนกิจการขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ได้กำหนดแนวทางเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเหตุรำคาญไว้ในมาตรา 25 ถึงมาตรา 28 โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ตรวจสอบ ให้คำแนะนำ หรือออกคำสั่งเพื่อแก้ไขหรือระงับเหตุรำคาญนั้น ซึ่งการดำเนินงานอาจอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งใช้ทักษะในการใช้ดุลพินิจในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของท้องถิ่นที่แตกต่างกัน กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ที่มีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มีการเคลื่อนย้ายของประชากรเพื่อเข้ามาประกอบอาชีพในเมืองทั้งคนไทยและแรงงานข้ามชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยว จึงส่งผลให้เกิดปัญหาที่มีความซับซ้อนทั้งทางสังคม และสุขภาพเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และความต้องการบริการสาธารณูปโภคต่างๆ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเขตเมือง ได้แก่ มลพิษทางอากาศ ซึ่งเกิดจากการปล่อยสารมลพิษจากยานพาหนะ ของเสียจากชุมชนบ้านเรือน ปัญหาน้ำเสีย ขยะ และของเสียอันตรายจากบ้านเรือน โรงพยาบาล ที่อาจไม่ได้กำจัดของเสียอย่างถูกวิธี นอกจากนี้ สลัม และชุมชนแออัด ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่เพิ่มมิติ ของปัญหาอันสลับซับซ้อน ต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในเขตเมือง สถานการณ์การเกิดเหตุร้องเรียนด้านมลพิษ ปีงบประมาณ 2562 รอบ 6 เดือน ( 1 ตุลาคม 2561 – 31 มีนาคม 2562) กรมควบคุมมลพิษได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษ จำนวน 238 เรื่อง พื้นที่ที่มีปัญหาได้รับการแจ้งเรื่องร้องเรียนสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร 71 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 29.8 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด โดยปรากฏว่ามีเรื่องร้องเรียนของ กลิ่นเหม็น 57 เรื่อง เสียงดังรบกวน 13 เรื่อง ฝุ่นละออง/เหม่าควัน 35 เรื่อง น้ำเสีย 9 เรื่อง และของเสียอันตราย 1 เรื่อง ( กรมควบคุมมลพิษ,2561) ดังนั้นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานในพื้นที่ควรได้รับการพัฒนาศักยภาพทั้งในเชิงวิชาการสาธารณสุข และความรู้ด้านกฎหมาย ด้านรัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และความรู้สหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในกิจการที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพแก่ผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง ได้ทราบถึงแนวทางด้านกฎหมายและแนวทางตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันการร้องเรียนสถานประกอบกิจการและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงกับสถานประกอบกิจการ

8. วัตถุประสงค์ :
1. สนับสนุนการดำเนินงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น และสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการจัดการเรื่องร้องเรียน 2. ดำเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนและอุทธรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมาย 3. ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้ทราบถึงแนวทางในการประกอบกิจการ เพื่อป้องกันการร้องเรียน

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.การประชุมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการเจรจาไกล่เกลี่ยบรรลุตามเป้าหมาย 80 ร้อยละ
2.กรณีการอุทธรณ์ในพื้นที่ได้รับการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงตามระบบงานของหน่วยงาน 100 ร้อยละ
3.สื่อแนวทางการประกอบกิจการ 1 ชุด
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : มีผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการเจรจาไกล่เกลี่ย 80 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : เรื่องร้องเรียน / เหตุรำคาญ กรณีการอุทธรณ์ในพื้นที่ได้รับการตรวจสอบ 100 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุทธรณ์ 1 เรื่อง
4.เชิงคุณภาพ : สื่อแนวทางการประกอบกิจการ 1 ชุด
5.เชิงคุณภาพ : รายงานการจัดประชุมปฏิบัติการเทคนิคการเจรจาไกล่เกลี่ย 1 ครั้ง
6.เชิงเวลา : ร้อยละของกิจกรรมสามารถดำเนินการได้ 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการเจรจาไกล่เกลี่ย จำนวน 50 คน 2. กรณีมีเรื่องอุทธรณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงสรุปเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณา 3. จัดทำสื่อแนวทางการประกอบกิจการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1.ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเจ้าพนักงานท้องถิ่น (รูปแบบออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 9,845.00
2 กิจกรรมที่ 2 ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีร้องเรียนและอุทธรณ์ 4 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 1,000.00
รวมเป็นเงิน 10,845.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
10,845.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่กรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เจ้าพนักงานท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และประชาชน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
เจ้าพนักงานท้องถิ่น และประชาชน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสาวศิริทร ดวงสวัสดิ์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 2. นางสาวกฤษฎี แสนดา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นางสาวพรพรรณ ทองผดุงโรจน์ ตำแหน่ง นิติกร

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวศิริทร ดวงสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 12

1. ชื่อโครงการ :
โครงการขับเคลื่อนวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และความรอบรู้ด้านสุขภาพ

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
23) จำนวนงานวิจัย หรือ ผลงานวิชาการ หรือ นวัตกรรมที่ดำเนินการได้อย่างน้อง 1 เรื่องในรอบปี
24) จำนวนงานวิจัย หรือ ผลงานวิชาการ หรือ นวัตกรรมที่ผ่านมาถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างน้อง 1 เรื่องในรอบปี

4. cluster :
สำนักคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 89 ) 24.1 พัฒนาระบบและกลไกการขับเคลื่อนองค์กรแห่งการเรียนรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมการสร้างและพัฒนางานวิจัยองค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย มีพันธกิจในการพัฒนารูปแบบการวิจัย และนวัตกรรมการส่งเสริมสุขภาวะ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตเขตเมืองในพื้นที่กรุงเทพฯให้เป็นองค์กรต้นแบบด้านสุขภาพ และขยายผลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่เขตเมืองจังหวัดอื่นๆ สำหรับกลุ่มงานพัฒนาวิจัย นวัตกรรม และความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดทิศทางการศึกษาวิจัยและบริหารการใช้ประโยชน์งานวิจัยให้สอดคล้องกับนโยบายเป้าหมายของกรมอนามัย การดำเนินงานขับเคลื่อนงานความรอบรู้ด้านสุขภาพภายในหน่วยงาน ชุมชน ท้องถิ่น และเครือข่าย พร้อมขยายผลให้กับภาคีเครือข่ายพื้นที่เขตเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมือง เทศบาลนคร และท้องถิ่นเขตปกครองพิเศษและประชาชน สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรเป็นสถาบันวิชาการส่งเสริมสุขภาวะเขตเมือง การพัฒนากระบวนงานการจัดการความรู้ วิจัยและนวัตกรรม ให้องค์กรดำเนินงานส่งเสริมสุขภาวะและอนามัยสิ่งแวดล้อมเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพและขยายผลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่เขตเมือง จังหวัดอื่นๆ ส่งเสริมแสวงหาแหล่งเรียนรู้ และงบประมาณเพื่อเร่งรัด และผลักดันการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองดำเนินงานส่งเสริมสุขภาวะทุกกลุ่มวัยและอนามัยสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนมีสุขภาพดี สร้างระบบแรงจูงใจ สนับสนุนพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม สอดคล้องกับแผนการกำกับติดตามประเมินผลการสร้างและพัฒนาผลงานวิจัยของหน่วยงาน จากสถิติผลงานวิจัยและผลงานวิชาการของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ปี 2564 มีผลงานวิจัยจำนวน 27 ผลงาน ผลงาน Like Talk จำนวน 4 ผลงาน ผลงาน TPSA จำนวน 4 ผลงาน มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำรายงานวิจัย การประชุมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการนำเสนอผลงานวิชาการด้วยวาจา โปสเตอร์ และ LIKE TALK ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1LIKE Talk Award ประเภทผลงานการจัดการความรู้ และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ประเภท Poster Presentation จากการประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 พ.ศ. 2564 "Beyond COVID - 19 Crisis: A Decade of Health Transformation ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 สู่ทศวรรษแห่งการปฏิรูป ระบบสุขภาพ" วันที่ 9-11 สิงหาคม 2564 ณ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในด้านการขับเคลื่อนหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพ กลุ่มงานพัฒนาวิจัย นวัตกรรม และความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพความรอบรู้ด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับบุคลากรสาธารณสุข เพื่อถ่ายทอดหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่บุคลากรสาธารณสุข 12 ศูนย์อนามัย จำนวน 5 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรสร้างความรอบรู้สร้างลูกคุณภาพ หลักสูตรมิติใหม่โรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ หลักสูตรสถานประกอบการรอบรู้ด้านสุขภาพ หลักสูตรการพัฒนาชมรมผู้สูงอายุรอบรู้สุขภาพ และหลักสูตรผู้ประกอบการรอบรู้สุขาภิบาลอาหาร การพัฒนาและการยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญเพื่อการมีสุขภาพที่ดีในทุกช่วงชีวิต ความรอบรู้ด้านสุขภาพส่งผลต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพ เมื่อบุคคลมีความรอบรู้ด้านสุขภาพจะมีศักยภาพในการดูแลตนเองได้ รวมทั้งยังจะช่วยแนะนำสิ่งที่ถูกต้องให้กับบุคคลใกล้ชิด ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้ด้วย ดังนั้นบุคลากรสาธารณสุขควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน เพื่อให้สามารถเข้าถึง เข้าใจ และใช้ข้อมูลด้านสุขภาพในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองมีความจำเป็นต้องมีกลไกในการสนับสนุน อำนวยความสะดวก และติดตามการดำเนินงานวิจัย/R2R/KM ให้มีคุณภาพ ให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาโดยมีเป้าหมายในการพัฒนาสมรรถนะ ทักษะในการทำวิจัย และการสร้างความตระหนักด้านคุณธรรมจริยธรรมในการผลิตผลงานวิจัย การรวบรวม เผยแพร่ ผลงานจากวิจัย/R2R/KM และนวัตกรรมอย่างเหมาะสม และผลักดันขับเคลื่อนให้บุคลากรสาธารณสุขของศูนย์อนามัยทั่วทุกภาคของประเทศไทย ให้มีความรู้ สมรรถนะและทักษะของการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) นำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับประชาชนให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับบุคคล ส่งเสริมการปรับบริบทของสิ่งแวดล้อมให้ง่ายต่อการเข้าถึง เข้าใจ ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่จะไปสนับสนุนให้มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ส่งเสริมให้เกิดการสร้างพลังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน กลุ่มงานพัฒนาวิจัย นวัตกรรม และความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้เห็นความสำคัญในการพัฒนาดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการขึ้นเพื่อบริหารจัดการและพัฒนางานให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการผลิตผลงานวิจัย 2. เพื่อขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมภายในสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 3. เพื่อส่งเสริมการจัดการความรู้ภายในสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 4. เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิชาการในระดับกรม 5. เพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับบุคลากรสาธารณสุขให้กับหน่วยงานภายนอก

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.จำนวนผลงานวิจัย /R2R /KM 10 เรื่อง
2.จำนวนผลงานนวัตกรรม 3 เรื่อง
3.จำนวนหน่วยงานภายนอกได้รับการถ่ายทอดหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพ 1 หน่วยงาน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองเข้าร่วมประชุม 80 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : จำนวนหน่วยงานภายนอกได้รับการถ่ายทอดหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพ 1 หน่วยงาน
3.เชิงคุณภาพ : ระดับความพึงพอใจของบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการถ่ายทอดหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพ 80 ร้อยละ
4.เชิงคุณภาพ : ระดับความพึงพอใจของบุคลากรที่เข้าร่วมประชุม 80 ร้อยละ
5.เชิงเวลา : โครงการแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1 ด้านการขับเคลื่อนงานวิจัย 1.1 ชี้แจงวัตถุประสงค์ แนวทางการผลิตผลงานวิจัยประจำปีงบประมาณ 2565 1.2 ประสานงานกับกลุ่มงาน/บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 1.3 สนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตผลงานวิจัย 1.4 จัดเตรียมเอกสารสำหรับการดำเนินงานต่าง ๆ 1.5 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยเพื่อการผลิตผลงานวิจัยอย่างมีคุณภาพ ครั้งที่ 1 1.6 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยเพื่อการผลิตผลงานวิจัยอย่างมีคุณภาพ ครั้งที่ 2 1.7 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเวทีนำเสนอผลงานวิจัย สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ปีงบประมาณ 2565 2 ด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรม 2.1 จัดทำหนังสือเวียนคำจำกัดความ ความหมายของนวัตกรรม รวมถึงแนวทางการทำนวัตกรรม การขอจดสิทธิบัตร เป็นต้น 2.2 ประสานงานกับกลุ่มงาน/บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2.3 สนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำนวัตกรรม 2.4 จัดเตรียมเอกสารสำหรับการดำเนินงานต่าง ๆ 2.5 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนานวัตกรรมภายในสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ครั้งที่ 1 2.6 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนานวัตกรรมภายในสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ครั้งที่ 2 2.7 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเวทีนำเสนอผลงานนวัตกรรม ปีงบประมาณ 2565 3 ด้านการขับเคลื่อนการจัดการความรู้ 3.1 ประชุมวางแผนการปฏิบัติงาน 3.2 ประสานงานกับกลุ่มงาน 3.3 จัดเตรียมเอกสารสำหรับการดำเนินงานต่าง ๆ 3.4 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ครั้งที่ 1-10 (เดือนละ 1 ครั้ง) 4. ด้านการขับเคลื่อนหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพ 4.1 ประชุมวางแผนการปฏิบัติงาน 4.2ประสานงานกับกลุ่มงานผู้พัฒนาหลักสูตร 4.3 ประสานงานกับหน่วยงานที่ได้รับการถ่ายทอดหลักสูตร 4.4 จัดเตรียมเอกสารสำหรับการดำเนินงานต่าง ๆ 4.5 ถ่ายทอดหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับหน่วยงานภายนอก - ถ่ายทอดหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับเขตสุขภาพที่ 13 โดยใช้งบประมาณจากหน่วยงานภายนอก 4.6 สรุปผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนหลักสูตรความรอบรู้ด้านสุขภาพ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 2 ประชุมเชิงปฏิบัติการเวทีนำเสนอผลงานวิจัย สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ปีงบประมาณ 2565 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 7,715.00
2 กิจกรรมที่ 3 ประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนานวัตกรรมภายในสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 7,715.00
3 กิจกรรมที่ 4 ประชุมเชิงปฏิบัติการเวทีนำเสนอผลงานนวัตกรรม ปีงบประมาณ 2565 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,915.00
4 กิจกรรมที่ 1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยเพื่อการผลิตผลงานวิจัยอย่างมีคุณภาพ 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 30,655.00
รวมเป็นเงิน 50,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
50,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง หน่วยงานภายนอกกรมอนามัย

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง บุคลากรสาธารณสุขจากหน่วยงานภายนอก

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง บุคลากรสาธารณสุขจากหน่วยงานภายนอก และประชาชน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางเตือนใจ ชีวาเกียรติยิ่งยง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวศศิธร ยี่ศรี ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 3. นางชุลีกร ลิ่งไธสง ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นางสาวกชนันท์ นาครัตน์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นางสาวแพรวพราว โพธิ์คำ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางเตือนใจ ชีวาเกียรติยิ่งยง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวศิรดา เล็กอุทัย ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 13

1. ชื่อโครงการ :
โครงการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ตามวิถีชีวิตใหม่ (new normal)

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
1) อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน

4. cluster :
สตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 13 ) 3.1 การสนับสนุนกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตและภาวะโภชนาการในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy :HL) เป็นทักษะทางปัญญาและสังคมซึ่งเป็นตัวกำหนดแรงจูงใจและความสามารถของปัจเจก ในการแสวงหา ทำความเข้าใจ และการใช้ข้อมูลเพื่อส่งเสริมและธำรงไว้ซึ่งการมีสุขภาพที่ดี (วิมล โรมา, ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์, มธุรส ทิพยมงคลกุล, ณัฐนารี เอมยงค์, นรีมาลย์ นีละไพจิตร, มุกดา สำนวนกลาง และคณะ, 2561) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่แสดงถึงความสามารถในการเข้าใจ การวิเคราะห์ การประเมิน และการประยุกต์ความรู้ไปใช้ในชีวิตได้อย่างเหมาะสม (Chinn & McCarthy, 2013) ความรอบรู้ทางสุขภาพถือเป็นปัจจัยภายในตัวบุคคลที่ช่วยให้กระตุ้นหญิงตั้งครรภ์ มีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการดูแลตนเองที่เหมาะสมขณะตั้งครรภ์ โดยหญิงตั้งครรภ์จะมีความสามารถในการแลกเปลี่ยน วิเคราะห์ข้อมูลและนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสมกับบริบท จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ความรอบรู้ทางสุขภาพ มีอิทธิพลทางบวกทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อหญิงตั้งครรภ์ หากหญิงตั้งครรภ์มีความรอบรู้ทางสุขภาพเกี่ยวกับการตั้งครรภ์จะทำให้สามารถจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้หญิงตั้งครรภ์มีสุขภาวะที่ดีทั้งด้านจิตสังคม และด้านสุขภาวะทางกายส่งผลให้มีผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ดีมีคุณภาพชีวิติที่มีคุณภาพ (ตติรัตน์ เตชะศักดิ์ศรี, และคณะ, 2560) จากการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมาพบว่า มีการศึกษาที่แพร่หลายที่สามารถสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวอาทิ การศึกษาของ พีรพล ไชยชาติ และเกศินี สราญฤทธิชัย (2562) พบว่า กลุ่มนักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพมีพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นสูงกว่ากลุ่มนักเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีในการดูแลตนเองเพื่อการมีสุขภาวะที่ดีในการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเพราะความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมและรักษาสุขภาพ และการศึกษาของ ตติรัตน์ เตชะศักดิ์ศรี และคณะ, 2560 พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถร่วมอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตของหญิงตั้งครรภ์ ได้ร้อยละ 22.4 (R2=.224) โดยความรอบรู้ทางสุขภาพมีอิทธิพลโดยตรงและโดยอ้อมทางบวกต่อคุณภาพชีวิตโดยผ่านการจัดการตนเอง (β=.20, p=.002; β=.24, p-value < .001 ตามลำดับ) ปัจจุบันภาวะน้ำหนักเกิน (overweight) ในสตรีตั้งครรภ์เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญทั้งระดับประเทศและระดับโลก โดยพบสตรีตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกินร้อยละ 24.3 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราเฉลี่ย ร้อยละ 0.5 ต่อปีสำหรับในประเทศไทยพบหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกินร้อยละ 11.5 และจากสถิติ 3 ปีย้อนหลังของคลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรี สถาบันสุขภาวะเขตเมือง พบว่าปีงบประมาณ 2561 หญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด 652 คน มีหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกิน 115 คน คิดเป็นร้อยละ 17.64 ปีงบประมาณ2562 หญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด 491 คน มีหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกิน 98 คน คิดเป็นร้อยละ 19.96 ปีงบประมาณ 2563 หญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด 378 คน มีหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกิน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 20.32 ตามลำดับ ซึ่งทั้งต่างประเทศและในประเทศมีแนวโน้มของการมีจำนวนหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกินเพิ่มมากขึ้น จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกินเพื่อควบคุมน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่เป็นการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร เน้นในเรื่องการจำกัดพลังงาน ชนิด และสัดส่วนของอาหารที่รับประทาน เพื่อให้สตรีตั้งครรภ์รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายตามหลักโภชนาการ โดยเจ้าหน้าที่ของคลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรีและผู้รับบริการจะเป็นผู้ตั้งเป้าหมายร่วมกัน และออกแบบวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม,การรับประทานอาหารของหญิงตั้งครรภ์ปฏิบัติตาม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันการระบาดของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอก 4 จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวันและไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงในเวลาอันสั้นนี้ จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูล COVID-19 กรมประชาสัมพันธ์พบว่าหญิงตั้งครรภ์มีอัตราเสียชีวิตสูงเป็น 2.5 เท่าของคนทั่วไปซึ่งสาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของหญิงตั้งครรภ์ที่มดลูกโตขึ้นและน้ำคร่ำในมดลูกมากขึ้นจึงดันให้ปอดขยายตัวลำบาก และอัตราการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกร้อยละ 11.8 ประกอบกับสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองตั้งอยู่ในพื้นที่สีแดงเข้มบทบาทหน้าที่ตามพันธกิจและวิสัยทัศน์ของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง มีหน้าที่ส่งเสริมและป้องกันให้ประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัย จะเห็นได้ว่าจากปัญหาที่กล่าวแล้วข้างต้นนี้ ถ้าหญิงตั้งครรภ์มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ปัญหาเหล่านี้ หญิงตั้งครรภ์ต้องมีทักษะและความสามารถที่จะบริหารจัดการดูแลตนเองไม่ให้ติดโรคโควิค-19 ที่กำลังระบาดหนักในปัจจุบันและปัญหาโรคเบาหวานที่เกิดขณะตั้งครรภ์ ได้เองอย่างปลอดภัยเพื่อให้ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย ตลอดจนหลังคลอด ส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่คลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรี สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพราะนมแม่ในสถานการณ์ปัจจุบันในการระบาดของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19 ) สะดวก สะอาด ปลอดภัยและประหยัดและนมแม่ยังมีประโยชน์ต่อสมองของลูกน้อยช่วยส่งเสริมพัฒนาการ การเจริญเติบโตและเพิ่มสายสัมพันธ์ของครอบครัวอีกด้วย

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อส่งเสริมและป้องกันไม่ให้หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่คลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรี สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองเสียชีวิตด้วยโรคโควิค-19 2. เพื่อส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์ที่มี BMI>25 มีความรอบรู้ สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม ไม่ ป่วยเป็นเบาหวานสามารถดูแลครรภ์ได้อย่างปลอดภัยตลอดการตั้งครรภ์ ทั้งมารดาและทารก 3. เพื่อส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์หลังคลอดที่มารับบริการที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 2.5%

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.แผนการสอนความรอบรู้ด้านสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์น้ำหนักมากเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 1 แผน
2.สื่อความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์น้ำหนักมากเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (INFOGRAPHIC/BIG BOOK) 1 เรื่อง
3.ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองอย่างเดียวนาน 6 เดือนเพิ่มมากขึ้นจากเดิม2.5% 35.5 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : พัฒนาโมเดลการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการดูแลหญิง ตั้งครรภ์ที่ที่มี BMI>25 ไม่ป่วยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในยุค (new normal) 1 เรื่อง
2.เชิงปริมาณ : สื่อความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์น้ำหนักมากเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นเบาหวานINFOGRAPHIC /BIG BOOK 1 เรื่อง
3.เชิงปริมาณ : แผนการสอนความรอบรู้ด้านสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์น้ำหนักมากเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 1 แผน
4.เชิงปริมาณ : แผนการสอนส่งเสริมความรอบรู้เรื่องนมแม่ 1 แผน
5.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองอย่างเดียวนาน 6 เดือนเพิ่มมากขึ้นจากเดิม2.5% 35.5 ร้อยละ
6.เชิงเวลา : ดำเนินงานตามระยะเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ทบทวนปัญหาจากที่พบจากการให้บริการในคลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรี สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2. ประชุมคณะทำงานเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับโครงการที่จะจัดทำร่วมกันในแผนกเพื่อแก้ปัญหาหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานระยะที่ 1 ที่เป็นปัญหาที่พบมากขึ้นและส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้กับหญิง ตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่คลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรี 3. ออกแบบกิจกรรมและผลิตสื่อ โดยปรับรูปแบบการบริการในยุค (new normal) 4. กำกับติดตามการดำเนินงานตามแผน 5. ประเมินผล 6. สรุปผลการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1 ประชุมปรึกษาหารือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานคลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรี ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 6,745.00
2 กิจกรรมที่ 2 พัฒนาสื่อความรอบรู้ด้านสุขภาพในหญิงตั้งครรภ์ 1 เรื่อง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 5,848.00
รวมเป็นเงิน 12,593.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
12,593.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
คลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรี สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่คลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรีสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่คลินิกพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมบริการสุขภาพสตรี สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางดวงหทัย เกตุทอง ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 2. นางฉันทนา อ่อนสมจิตร์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางพัชรี รื่นเริง ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นางสุภาวดี คงโพธ์น้อย ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นางสุภาพรรณ อยู่ประเสริฐ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางดวงหทัย เกตุทอง ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางวิยดา บุญเลื่อง ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 14

1. ชื่อโครงการ :
การยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมืออาชีพตามหลักธรรมาภิบาล

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
ยุทธศาสตร์กำลังคน (HR)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 80 ) 21.4 ยกระดับการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการป้องกันทุจริต กรมอนามัย
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมืออาชีพตามหลักธรรมาภิบาล

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
จากการดำเนินงานโครงการการประชุมเชิงปฏิบัติการบริหารทรัพยากรบุคคลและพัฒนาบุคลากรอย่างมืออาชีพตามหลักธรรมาภิบาลปี 2564 มีการดำเนินงานกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.ยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลกรมอนามัย 2.พัฒนาสมรรถนะกำลังคนกรมอนามัยในระบบส่งเสริมสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม 3.ยกระดับองค์กรสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูง (High Performance Organization :HPO) 4.ส่งเสริมความผูกพันต่อองค์กรและสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี 5.เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและการป้องกันทุจริตในหน่วยงานสังกัดกรมอนามัย ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องเป้าหมายขับเคลื่อนกำลังคนตามประเด็นยุทธศาสตร์กรมอนามัย ปีงบประมาณ 2565 คือ “ยกระดับการพัฒนาบุคลากรให้มีความเป็นมืออาชีพ”สถาบันพัฒนาสุขภาะเขตเมือง โดยกลุ่มงานพัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนกำลังคน จึงกำหนดมาตรการดำเนินงานยกระดับการพัฒนาบุคลากรให้มีความเป็นมืออาชีพ สร้างกลไกให้บุคลากรมีความรักและความผูกพันต่อองค์กรและเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล สอดรับกับระบบการบริหารผลปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และขออนุมัติโครงการการยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมืออาชีพตามหลักธรรมาภิบาล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 เพื่อให้กำลังคนสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง มีการบริหารงานทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ มีสมรรถนะสูง ดำเนินงานอย่างมืออาชีพ และเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล ต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อให้บุคลากรดำเนินงานอย่างมืออาชีพ มีสมรรถนะตามตำแหน่งที่กำหนด 2. เพื่อให้บุคลากรมีความผูกพันองค์กร เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร 3. เพื่อให้หน่วยงานมีการขับเคลื่อนสืบสานค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เป็นองค์กรที่มี ธรรมาภิบาล

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.บุคลากรมีสมรรถนะตามตำแหน่งที่กำหนด 800 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : กลุ่มเป้าหมายเข้ารับการประชุม ไม่ต่ำกว่า 640 คน
2.เชิงคุณภาพ : ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจในภาพรวม ไม่ต่ำกว่า 80 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : มีการเบิกจ่ายไม่ต่ำกว่า 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. มอบหมายผู้รับผิดชอบ แต่งตั้งคณะทำงาน วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำรายละเอียดกิจกรรม จัดประชุม เตรียมความพร้อมคณะทำงาน 2. ดำเนินการจัดกิจกรรมตามแผนการดำเนินงานที่กำหนด 3. ประเมินผล สรุปผลงานแต่ละกิจกรรม 4. ถอดบทเรียนพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 1.6 การประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาศักยภาพบุคลากร เรื่อง การผลิตสื่อสุขภาพเผยแพร่ผ่านช่องทางการสื่อสารออนไลน์ 1 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 13,275.00
2 กิจกรรมที่ 1.3 การประชุมคณะทำงานสื่อสารประชาสัมพันธ์ 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 17,455.00
3 กิจกรรมที่ 1.4 การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เรื่อง การใช้โปรแกรม Zoom Meeting เพื่อการอบรมสัมมนาอย่างมีประสิทธิภาพ 2 วัน 1 ต.ค. 2564 - 31 พ.ค. 2565 18,275.00
4 กิจกรรมที่ 1.5 การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เรื่อง การดำเนินงานโครงการและการจัดซื้อจัดจ้างอย่างถูกต้อง 2 วัน 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 28,475.00
5 กิจกรรมที่ 1.7 การประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาศักยภาพบุคลากรองค์กรสร้างสุข ขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 718,792.00
6 กิจกรรมที่ 1.1 การประชุมคณะกรรมการติดตามประเมินผลระบบควบคุมภายในและตรวจสอบภายใน 10 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 59,450.00
7 กิจกรรมที่ 1.2 การประชุมคณะกรรมการประกันสุขภาพ 10 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 53,750.00
รวมเป็นเงิน 909,472.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
909,472.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ห้องประชุมสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และโรงแรมกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2. ผู้สังเกตการณ์ และคณะทำงาน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ผู้บริหารและบุคลากรกรมอนามัย

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางวิชดา คุ้มยิ้ม ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ 2. นางสาวชญานิษฐ์ สมเจริญ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 3. นางสาวอัจฉรา โพชะโน ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 4. นางสาวกะชามาศ เซ่งเถี้ยน ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นายเทวพงศ์ วงค์เขื่อนแก้ว ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ 6. นายเมธีร์ ชะรัดรัมย์ ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ 7. นายวิทยุทธ์ นิลรัตน์ ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ 8. นางสาวรัตนา โพยนอก ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน 9. นายกันตินันท์ ภู่ทอง ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล 10. นางสาวตรียานุช ดอนคง ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวเกศรา โชคนำชัยสิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวเกศรา โชคนำชัยสิริ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 15

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนนโยบายกรมอนามัยสู่การปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 92 ) 26.1 พัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการภาครัฐ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกรมอนามัยองค์กรคุณภาพคู่คุณธรรม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
นโยบายมุงเน้นของกระทรวงสาธารณสุข 9 ข้อ ปี 2564 -2565 เพื่อขับเคลื่อนให้ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง และให้ความสำคัญสูงสุดต่อโครงการพระราชดำริ โครงการเฉลิมพระเกียรติฯ ประกอบด้วย 1. ระบบสุขภาพปฐมภูมิเข้มแข็ง 2. เศรษฐกิจสุขภาพ 3. สมุนไพร กัญชา กัญชง 4. สุขภาพวิถีใหม่ 5. COVID -19 6. หน่วยบริการก้าวหน้า 7. ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 8. ธรรมมาภิบาล โปร่งใส และ 9. องค์กรแห่งความสุข กรมอนามัยได้มีแนวทางในการดำเนินงาน รวมทั้ง มีนโยบายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานกรมอนามัย 5 ข้อ ได้แก่ 1. เร่งสืบสานโครงการในพระบรมวงศานุวงศ์ 2. เร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญรัฐบาล 3. ยกระดับความรอบรู้ และส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มวัย 4. ยกระดับเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 5. ยกระดับองค์สมรรถนะสูง สอดรับกับเป้าหมายชาติ นโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงสาธารณสุข โดยบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดคล้อง สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในทิศทางเดียวกัน ในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม มีการวางแผนการจัดสรรงบประมาณ อย่างคุ้มค่าในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ทบทวนกิจกรรมการดำเนินงานให้เหมาะสมและสนองต่อปัญหาของพื้นที่ ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการบริหารยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนนโยบายกรมอนามัยสู่การปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ 4 กลุ่มวัย และอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามทฤษฎีถนนชีวิตเพื่อสุขภาพ (Life Course Approach) เพื่อให้ประชาชนมีความรอบรู้เรื่องสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม สอดคล้องและเหมาะสมเป็นไปตามทิศทางและกรอบการดำเนินงานของกรมอนามัย

8. วัตถุประสงค์ :

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.สนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองใน 4 กลุ่มวัย และอนามัยสิ่งแวดล้อม บรรลุตามเป้าหมาย ตัวชี้วัดของกรมอนามัย 80 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : กิจกรรมในโครงการสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย 80 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมาย 80 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : สนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองใน 4 กลุ่มวัย และอนามัยสิ่งแวดล้อม จากนโยบายกรมอนามัยสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองทุกโครงการให้บรรลุเป้าหมาย 2. เพื่อจัดทำผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2565 และแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2566 3. เพื่อสนับสนุนการนิเทศ กำกับ ติดตาม การดำเนินงานทุกกลุ่มวัยและอนามัยสิ่งแวดล้อมของ กรมอนามัย

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 กิจกรรมที่ 2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนายุทธศาสตร์และขับเคลื่อนนโยบายกรมอนามัยสู่การปฏิบัติ สถาบันพัฒนา สุขภาวะเขตเมือง 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 94,760.00
2 กิจกรรมที่ 1 ประชุมรับการนิเทศงานการตรวจราชการ/การตรวจเยี่ยมของกรมอนามัย 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 38,460.00
3 กิจกรรมที่ 3 ประชุมคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 11,810.00
4 กิจกรรมที่ 4 ประชุมคณะกรรมการ บริหารสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 10 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 47,500.00
รวมเป็นเงิน 192,530.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
192,530.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่มงาน และบุคลากรของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางฐิฎา ไกรวัฒนพงศ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. ว่าที่ร้อยตรีหญิงโยธกา แก้วคำ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ 3. นางสาวจุฑามาศ วงคำจันทร์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 4. นางสาววันเพ็ญ ศรีจิตร พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นางปณิดา ศรีบุญธรรม พนักงานธุรการ ส4

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางฐิฎา ไกรวัฒนพงศ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวเกศรา โชคนำชัยสิริ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 16

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการรายการค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ พัฒนาด้านสาธารณสุขและเสริมสร้างสุขภาพเชิงรุก

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
การคลังและงบประมาณ(FIN)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 88 ) 23.5 บริหารจัดการค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามสิทธิ์
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับการบริหารงานคลังและงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
การบริหารงานขององค์กรในส่วนของหน่วยงานสนับสนุน (Supporting Unit) ซึ่งประกอบด้วยงานด้านงานบริหารการคลังและพัสดุ งานด้านกฎหมาย นิติกร ระเบียบข้อบังคับ งานธุรการ งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานด้านนโยบายและแผนงานพัฒนาศักยภาพบุคลากร งานข้อมูลสารสนเทศตลอดจนเป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในการสนับสนุนให้การดำเนินงานขององค์กรบรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และนโยบายหลักของกรมอนามัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ฉับไว และมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการทางด้านนี้อย่างพอเพียง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อบริหารจัดการค่าใช้จ่ายตามสิทธิของหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หน่วยงานมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายตามสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพ 1 หน่วยงาน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : เบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายกรมอนามัย 100 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : ถูกต้องตามระเบียบของการเบิกจ่าย 100 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : เบิกจ่ายได้ทันตามกำหนดระยะเวลาตามเป้าหมายของกรมอนามัย 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ 2. ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน 3. รายงานผลการเบิกจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน 4. สรุปผลการเบิกจ่ายงบประมาณ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าแพทย์ไม่ทำเวช 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 780,000.00
2 ค่า พตส. 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 2,234,160.00
3 ค่าเช่าบ้าน 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 58,800.00
4 ค่าประกันสังคม 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 120,000.00
รวมเป็นเงิน 3,192,960.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
3,192,960.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวเกศรา โชคนำชัยสิริ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
ลำดับที่ : 17

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
การคลังและงบประมาณ(FIN)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 87 ) 23.4 ขับเคลื่อนและบริหารจัดการหน่วยงาน
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับการบริหารงานคลังและงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ารบริหารงานขององค์กรในส่วนของหน่วยงานสนับสนุน (Supporting Unit) ซึ่งประกอบด้วยงานด้านงานบริหารการคลังและพัสดุ งานด้านกฎหมาย นิติกร ระเบียบข้อบังคับ งานธุรการ งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานด้านนโยบายและแผนงานพัฒนาศักยภาพบุคลากร งานข้อมูลสารสนเทศตลอดจนเป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในการสนับสนุนให้การดำเนินงานขององค์กรบรรลุตามวิสัยทัศน์ พันธกิจของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และนโยบายหลักของกรมอนามัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ฉับไว และมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการทางด้านนี้อย่างพอเพียง

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อให้การบริการสนับสนุน ส่งเสริม ประสานงานและอำนวยการให้การปฏิบัติงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หน่วยงานบริหารจัดการการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองให้บรรลุตามเป้าหมาย 1 หน่วยงาน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : เบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายกรมอนามัย 100 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : ถูกต้องตามระเบียบของการเบิกจ่าย 100 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : เบิกจ่ายได้ทันตามกำหนดระยะเวลาตามเป้าหมายของกรมอนามัย 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ 2. ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน 3. รายงานผลการเบิกจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน 4. สรุปผลการเบิกจ่ายงบประมาณ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าสาธารณูปโภค 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 886,000.00
2 ค่าใช้สอยเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 54,000.00
รวมเป็นเงิน 940,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
940,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางชณภา ศรีหล้า เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวเกศรา โชคนำชัยสิริ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นายเกษม เวชสุทธานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................