หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 1

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
1) อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน

4. cluster :
สตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 10 ) 2.2 ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการพัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มแม่และเด็ก

7. หลักการและเหตุผล :
ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580) กำหนดเป้าหมายที่สำคัญร่วมกันคือการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิตและด้วยนโยบายการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็น Thailand 4.0 อันหมายถึง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพคนไทยให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ ซึ่งการจะพัฒนาคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของการเจริญเติบโต ต้องได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างสมดุล ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา โดยเฉพาะด้านสมองที่เติบโตถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ โดยการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนการปฏิสนธิ หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ ต้องได้รับการดูแลที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กตั้งแต่ในครรภ์เพื่อส่งเสริมการเกิดให้มีคุณภาพย่อมสัมพันธ์กับการพัฒนาสุขภาพอนามัยของแม่ เนื่องด้วยสุขภาพของแม่ทั้งด้านร่างกายและจิตใจมีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงระยะหลังคลอด ในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ทารกมีการพัฒนาโครงสร้างสมองสูงสุด อีกทั้งยังเป็นช่วงของการสร้างอวัยวะต่างๆ ส่งผลต่อระบบภูมิต้านทานโรค ระบบเผาผลาญ ระบบทางเดินอาหารของร่างกายให้สมบูรณ์ โรคหรือภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างที่พบในพ่อแม่หรือที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบหรือมีอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ จากงานศึกษาวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย ได้แก่ การมีโรคประจำตัวของแม่ ภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ การได้รับยาเสริมธาตุเหล็กโฟเลตและไอโอดีน การฝากครรภ์ครั้งแรก ≤12 สัปดาห์ การฝากครรภ์ครบ 5 ครั้งตามเกณฑ์ และปัจจัยด้านเด็กปฐมวัย ได้แก่ อายุครรภ์เมื่อคลอด น้ำหนักทารกแรกเกิด การขาดออกซิเจนที่ 1 นาที เด็กมีโรคประจำตัว ปัญหาสุขภาพช่องปาก ปัญหาขาดสารอาหาร น้ำหนักตามส่วนสูง ส่วนสูงตามอายุ และการเล่นกับเด็กโดยสื่อบุคคล ดังนั้นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพประชากรจึงต้องเตรียมความพร้อมของสตรีก่อนตั้งครรภ์ การดูแลระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอดและหลังคลอด รวมถึงการเลี้ยงดู ที่เหมาะสมเป็นผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพ (Full Potential Growth) เป็นโอกาสทองในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีสุขภาพและศักยภาพที่ดีในอนาคต กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีแนวคิดเพื่อการพัฒนาประชากรกลุ่มแม่และเด็กโดยการพัฒนาหน่วยบริการสาธารณสุขตามกระบวนการคุณภาพ จัดระบบบริการที่ได้มาตรฐานตั้งแต่การเตรียม ความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ การฝากครรภ์ การคลอด และดูแลหลังคลอด โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทุกระดับทั่วประเทศและหน่วยงานภาคีได้มีการพัฒนาระบบบริการเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็กและมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2564 เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกใหม่ขึ้น หน่วยบริการทุกแห่งต้องมีการปรับระบบบริการให้เป็นแบบปกติใหม่ (New Normal) ลดความแออัด ลดระยะการรอคอย ในการมารับบริการของหญิงตั้งครรภ์ กรมอนามัยจึงได้พัฒนา Plate form Pink book (Application Pink book, Save mom, 9 ย่างเพื่อสร้างลูก, KhunLook) ซึ่งจะช่วยให้หญิงตั้งครรภ์สามารถติดตามภาวะสุขภาพของตนเอง และสามารถคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงเข้าสู่ระบบบริการ ฝากครรภ์ได้เร็วขึ้น ทำให้ได้รับการวินิจฉัย การดูแลรักษา และการส่งต่อที่รวดเร็วทันเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการมีส่วนร่วมของหญิงตั้งครรภ์ และ อสม. เน้นการจัดการความเสี่ยงด้วยระบบเครือข่ายบริการสุขภาพระดับจังหวัด จากการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กที่ผ่านมาสุขภาพของแม่และเด็กดีขึ้นเป็นลำดับแต่ยังพบปัญหา บางประการที่ยังต้องพัฒนา โดยสถานการณ์งานแม่และเด็กปีงบประมาณ 2564 พบว่า การแพร่ระบาดของโรค โควิด 19 ในหญิงตั้งครรภ์ทวีความรุนแรงขึ้นทำให้อัตราส่วนการตายมารดาเท่ากับ 35.54 ต่อแสนการเกิดมีชีพ สาเหตุการตายหลัก ได้แก่ การติดเชื้อโควิด 19 ระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด การตกเลือดหลังคลอด และความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์ครบ 5 ครั้งตามเกณฑ์ ร้อยละ 75.23 ฝากครรภ์ครั้งแรก เมื่ออายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 12 สัปดาห์ร้อยละ 82.11 หญิงตั้งครรภ์ได้รับยาเสริมไอโอดีน ร้อยละ 80.68 หญิงตั้งครรภ์มีภาวะโลหิตจางร้อยละ 14.65 ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 6.46 (HDC, 20 กันยายน 2564) กรมอนามัย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาในประเด็นดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการ “ส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ” ขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กตั้งแต่ในครรภ์และส่งเสริมการเกิดให้มีคุณภาพ มารดาทารกปลอดภัย พัฒนาศักยภาพเด็กไทย ให้เติบโตสมวัยอย่างมีคุณภาพ

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 พัฒนาคุณภาพระบบบริการอนามัยแม่และเด็กทุกระดับและกำกับติดตามการพัฒนาระบบบริการมาตรฐาน 8.2 พัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขภาวะมารดาและทารก 8.3 พัฒนาศักยภาพบุคลากร ความรู้ ทักษะ สื่อสาร สร้างความตระหนักการส่งเสริมสุขภาพในการพัฒนา อนามัยแม่และเด็ก 8.4 พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคีเครือข่าย บูรณาการความร่วมมือการดำเนินงานการส่งเสริม สุขภาพอนามัยแม่และเด็ก

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หลักสูตรอบรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลคลินิกฝากครรภ์ออนไลน์ 1 เรื่อง
2.Platform Pink Book (Application Pink Book, Save mom) 1 ชุด
3.ระบบเฝ้าระวังและดูแลเชิงรุกเพื่อลดการตายทารกปริกำเนิด 1 ระบบ
4.ระบบรายงานและกำกับติดตามมาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็กสำหรับสถานพยาบาลและเครือข่ายระดับจังหวัด 1 ระบบ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน 17 คน
2.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของเจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจต่อสื่อ 80 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : ดำเนินการจัดกิจกรรมเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 จัดทำโครงการ เพื่อขออนุมัติและแต่งตั้งคณะทำงาน 10.2 ทบทวนสถานการณ์งานอนามัยแม่และเด็ก 10.3 จัดทำและถ่ายทอดนโยบาย แผนงาน/โครงการ 10.4 พัฒนาระบบและเครื่องมือ 10.5 ประชุม/อบรม/สัมมนา 10.6 นิเทศ/ติดตาม/เยี่ยมเสริมพลัง

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมชี้แจงเพื่อขับเคลื่อนและชี้แจงนโยบายเพื่อการดำเนินงานสตรีและเด็กปฐมวัยไทย 1 ครั้ง 2 ต.ค. 2564 - 31 ต.ค. 2565 4,000.00
2 สัมมนาวิชาการงานอนามัยแม่และเด็ก ประเด็น : ทบทวนและวิเคราะห์การตายมารดา 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 100,000.00
3 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทบทวนระบบเฝ้าระวังการตายทารกปริกำเนิด 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 92,400.00
4 ประชุมผู้เชี่ยวชาญพิจารณามาตรฐานอนามัยแม่และเด็กและเครือข่ายบริการสุขภาพระดับจังหวัด 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 100,000.00
5 จัดทำระบบเฝ้าระวังและดูแลเชิงรุกเพื่อลดการตายมารดาและทารกปริกำเนิด 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 200,000.00
6 พัฒนา Platform Pink Book (Save mom, Pink Book ) 1 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 430,400.00
7 จ้างจัดงานพัฒนาศักยภาพทีมนำ (ครู ก) ในการดำเนินงานดิจิทัลแพลตฟอร์มในหน่วยบริการและเครือข่ายสุขภาพ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 124,800.00
8 พัฒนาโปรแกรมประเมินมาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็กสำหรับสถานพยาบาลและเครือข่ายระดับจังหวัด 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 323,000.00
9 จัดพิมพ์คู่มือประเมินมาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็กสำหรับสถานพยาบาลและเครือข่ายระดับจังหวัด 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 128,500.00
10 จัดพิมพ์คู่มือการฝากครรภ์สำหรับบุคลากรสาธารณสุข 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 100,000.00
11 จัดพิมพ์แผ่นพับวิธีใช้งาน Application Pink Book สำหรับเจ้าหน้าที่และประชาชน 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 100,000.00
12 พัฒนาศักยภาพทีมประเมินมาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็ก 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 292,000.00
13 จัดทำโปรแกรมหลักสูตรพัฒนาศักยภาพพยาบาลคลินิกฝากครรภ์ (E-learning) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 305,000.00
14 จ้างจัดงานพัฒนาศักยภาพทีมทบทวนและวิเคราะห์สาเหตุการตายมารดาและทารกปริกำเนิด 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 219,000.00
15 ประชุมคณะกรรมการอนามัยแม่และเด็กแห่งชาติ MCH Board 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 4,000.00
16 ประชุมคณะอนุกรรมการมารดาและทารกปริกำเนิด 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ต.ค. 2565 4,000.00
17 ประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานการฉีดวัคป้องกันโรค COVID 19 ในหญิงตั้งครรภ์ 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 2,000.00
18 ประชุมขับเคลื่อนคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการเพื่อการร้องเรียน (Operating Center) 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 2,010.00
19 ประเมินมาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็กสำหรับสถานพยาบาลและเครือข่ายระดับจังหวัด 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 253,600.00
20 ประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาหลักสูตรพยาบาลคลินิกฝากครรภ์ 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 8,550.00
21 นิเทศ ติดตาม การดำเนินงานอนามัยแม่และเด็ก 4 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 56,640.00
22 ประชุมคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการมารดาและทารกปริกำเนิด - คณะทำงานการดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 - คณะทำงานพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลการบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก - คณะทำงานป้องกันการเกิดทารกกลุ่มอาการดาวน์ - คณะทำงานพัฒนาสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 9,500.00
รวมเป็นเงิน 2,859,400.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
2,859,400.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 31 ต.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ศูนย์อนามัยที่ 1 – 12, สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เขตสุขภาพที่ 1 – 12, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ผู้รับผิดชอบงานอนามัยแม่และเด็ก (Cluster สตรีและเด็กปฐมวัย) จากศูนย์อนามัยที่ 1 – 12, สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง, เขตสุขภาพที่ 1 – 12, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, คณะกรรมการอนามัยแม่และเด็กระดับประเทศ/เขต/ จังหวัด, บุคลากรสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล นักวิชาการ ท้องถิ่น ภาคีเครือข่ายงานอนามัยแม่และเด็ก

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
หญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด และทารก

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
18.1 นางพิมลพรรณ ต่างวิวัฒน์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม) 18.2 นางวรรณชนก ลิ้มจำรูญ นักวิชาการสาสธารณสุขปฏิบัติการ 18.3 เชิญสมาชิกร่วมชะตากรรมค่ะ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางพิมลพรรณ ต่างวิวัฒน์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ.สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
รองอธิบดี (นพ.อรรถพล)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 2

1. ชื่อโครงการ :
โครงการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารก และเด็กเล็ก พ.ศ. 2560

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
1) อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน
2) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัย
3) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี สูงดีสมส่วน

4. cluster :
สตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 16 ) 4.1 ขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560
5.2 โครงการสำคัญ โครงการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการพัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มแม่และเด็ก

7. หลักการและเหตุผล :
“นมแม่” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของทุกชีวิตเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เป็นการวางรากฐานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่แรกเริ่ม เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างมีคุณภาพ สร้างความรัก ความผูกพัน ทำให้เด็กมีอารมณ์ที่มั่นคง เกิดความไว้วางใจและการเรียนรู้อันจะส่งผลให้เด็กเป็นคนที่มีความฉลาด ทั้งทางด้านอารมณ์และสติปัญญา เพราะการที่ทารกได้กินนมแม่นอกจากได้สารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตแล้ว ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกผ่านการโอบกอด ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกแนะนำว่าทารกแรกเกิดจนถึง 6 เดือนกินนมแม่อย่างเดียวและหลังจากนั้นกินนมแม่ควบคู่กับอาหารตามวัยจนถึง 2 ปีหรือนานกว่านั้น จากรายงานการสํารวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2562 (MICs6) กับพบว่าอัตราการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ของมารดาไทยอย่างเดียว 6 เดือน (EBF rate) เท่ากับร้อยละ 14 และมีเด็กที่กินนมแม่ติดต่อกันจนถึง 1 ปี ร้อยละ 24.6 และต่อเนื่องจนถึง 2 ปี ร้อยละ 15 จากการศึกษาพบว่าเหตุผลหลักของแม่ ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวจนถึง 6 เดือนได้ อันดับแรกแม่คิดว่าน้ำนมไม่เพียงพอ รองลงมาคือ มีความกังวลว่าน้ำนมแม่มีปริมาณไม่เพียงพอ และเหตุผลอันดับที่ 3 คือ แม่ต้องกลับไปทำงาน นอกจากนี้ยังพบว่าการโฆษณา ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของแม่ เพราะเป็นการสร้างมายาคติผ่านการสื่อสารการตลาดของอุตสาหกรรมนมผง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้ของแม่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมผง ซึ่งทำให้เข้าใจว่าสารอาหารในนมผงสามารถทดแทนนมแม่ได้ และยังมีการส่งเสริมการตลาดในรูปแบบอื่นร่วมด้วย เช่น การลด การแจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างผ่านบุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น ที่ผ่านมากรมอนามัยร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้ดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ รณรงค์สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน มีความรู้ ความเข้าใจ ให้เห็นความสำคัญและคุณประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นโยบายขับเคลื่อนที่สำคัญประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริม คือ การกระตุ้น ช่วยเหลือให้แม่ได้มีความพร้อม ให้แม่ตัดสินใจ ที่จะให้นมแม่ตามที่ควรจะเป็น พัฒนาระบบบริการสาธารณสุขให้มีการให้ความรู้ ทักษะในการเตรียมความพร้อมของแม่และครอบครัว การสนับสนุน คือ การช่วยเหลือให้แม่สามารถแก้ไขปัญหา จัดการกับอุปสรรค และสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ มีการจัดบริการคลินิกนมแม่เพื่อแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่แม่ ในสถานพยาบาล การออกเยี่ยมบ้านของบุคลากรสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และสนับสนุนให้สถานที่ทำงานให้มีการจัดตั้งมุมนมแม่เพื่อให้แม่สามารถบีบเก็บน้ำนมได้สะดวก การปกป้อง คือ มีกฎหมายการคุ้มครองมารดา เพื่อให้ได้รับสิทธิ ลาคลอดอย่างเพียงพอ และการมีพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะแม่และครอบครัว ให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและอาหารเสริมสำหรับทารกผ่านการส่งเสริมการตลาดที่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสากล โดยขับเคลื่อนงานตามแผนขับเคลื่อนบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ฉบับที่ 2 ให้การดำเนินงานบรรลุตามเจตนารมณ์

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 เพื่อเฝ้าระวังและบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ให้มีประสิทธิภาพ 8.2 เพื่อปกป้องสิทธิแม่และครอบครัวให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 8.3 เพื่อพัฒนาแนวทางการการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 8.4 เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้ ปรับทัศนคติให้แม่และครอบครัวเห็นความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.แผนขับเคลื่อนบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ฉบับที่ 2 (2566-2570) 1 ชุด
2.สรุปผลสัมฤทธิ์การบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 1 เรื่อง
3.โปรแกรม E – learning พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 1 ระบบ
4.หลักสูตรการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แบบ ออนไลน์ 1 ชุด
5.กิจกรรมรณรงค์สัปดาห์นมแม่โลกในเดือนวันแม่แห่งชาติ 1 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ทารกแรกเกิดจนถึง 6 เดือนกินนมแม่อย่างเดียว 50 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : เรื่องร้องเรียนการละเมิดพระราชบัญญัติฯได้รับการส่งต่อดำเนินคดี 100 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : ร้อยละจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมการจัดประชุม 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 ทบทวนสถานการณ์ การดำเนินงานการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และวางแผนการขับเคลื่อนงาน 10.2 จัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติในการดำเนินงานและถ่ายทอดแผนการดำเนินงาน 10.3 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อการขับเคลื่อนงาน 10.4 จัดการประชุม/อบรมตามแผนการดำเนินงาน 10.5 รณรงค์สื่อสาร/ประชาสัมพันธ์ตามแผนการดำเนินงาน 10.6 ประเมินผล/ติดตามแผนการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ถอดบทเรียนการดำเนินงานแผนขับเคลื่อนบังคับ ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ฉบับที่ 1 (2563-2565) (จัดประชุมแบบhybrid) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 51,100.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติจัดทำแผนขับเคลื่อนบังคับ ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ฉบับที่ 2 (2566-2570 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 92,400.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพพนักงานเจ้าหน้าที่พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 (ออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 1,900.00
4 ติดตามเฝ้าระวังพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 38,310.00
5 พัฒนาโปรแกรม E – learning พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 80,000.00
6 จัดจ้างซื้อผลิตภัณฑ์นมผงเพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 11,440.00
7 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการภาคีร่วมใจส่งรักส่งนมจากอกแม่สู่ลูก 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 15,000.00
8 พัฒนา Appication โครงการภาคีร่วมใจส่งรักส่งนมจากอกแม่สู่ลูก 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 20,000.00
9 รณรงค์สัปดาห์นมแม่โลกในเดือนวันแม่แห่งชาติ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 180,000.00
10 ประชุมคณะกรรมการควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 242,700.00
11 ประชุมพัฒนาหลักสูตรการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แบบ ออนไลน์ 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 38,200.00
12 ประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำผลสัมฤทธิ์การบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 287,250.00
13 ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก 4 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 115,600.00
14 ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก 98 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 45,000.00
รวมเป็นเงิน 1,218,900.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,218,900.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ศูนย์อนามัยที่ ๑-๑๒ สถานบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ และภาคีเครือข่าย๑๕.๑ แม่และครอบครัว ประชาชนทั่วไป

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
๑๕.๒ บุคลากรสาธารณสุข ๑๕.๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ๑๕.๔ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ผู้คุ้มครองผู้บริโภค ผู้เชี่ยวชาญงานอนามัยแม่และเด็ก นักสื่อสารการด้าน การตลาด นักพัฒนาสังคม

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ประชาชนทั่วไป บุคลากรสาธารณสุข พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
18.1 แพทย์หญิงฐิติภรณ์ ตวงรัตนานนท์ ตำแหน่ง นายแพทย์ชำนาญการ 18.2 นางชนัญชิดา สมสุข ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 18.3 นางสาวเบจวรรณ ยี่คิ้ว ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางพิมลพรรณ ต่างวิวัฒน์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ.สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
รองอธิบดี (นพ.อรรถพล)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 3

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอายุ 2 – 6 ปี

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
2) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัย

4. cluster :
สตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 18 ) 5.1 พัฒนารูปแบบ มาตรฐานการจัดบริการด้านการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กปฐมวัย
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอายุ 2 – 6 ปี

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการพัฒนาศักยภาพและบริการส่งเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มแม่และเด็ก

7. หลักการและเหตุผล :
ปฐมวัยเป็นวัยเริ่มต้นของชีวิตและพัฒนาการในทุกด้าน เป็นช่วงวัยที่พัฒนาการทางด้านต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดและเป็นฐานรากที่สำคัญสำหรับพัฒนาการในช่วงวัยต่อๆ ไป เด็กในวัยนี้จึงเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตามช่วงวัยจะสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพและจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต ดังคำกล่าวของ ศ.ดร.เจมส์ เจ เอคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ว่า “การลงทุนพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้ผลตอบแทนแก่สังคมที่ดีที่สุดในระยะยาว”ซึ่งการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กให้เติบโตและพัฒนาอย่างมีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่น ในสังคมได้อย่างมีความสุขนั้น ถือเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งของบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้อง ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็กเป็นบุคคลสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูให้ความรัก เอาใจใส่ หากบุคคลในครอบครัวมีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของพัฒนาการและความต้องการของเด็กแต่ละช่วงวัย ก็จะส่งผลให้มีการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากครอบครัวแล้ว ศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้ ความสามารถ ทักษะ ตลอดจนระบบบริการ กลไกการดำเนินงานส่งเสริมและแก้ไขปัญหาพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กเจริญเติบโต สุขภาพแข็งแรง มีพัฒนาการสมวัยมีความสามารถในการเรียนรู้เติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติ ในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ล้วนมีเป้าหมายที่สำคัญร่วมกันคือ การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็น และความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพคนไทยให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้ ความสามารถ มุ่งสร้างการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ มีจิตสาธารณะรับผิดชอบต่อสังคมและมีสุขภาพดี ซึ่งการจะพัฒนาคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของการเจริญเติบโต โดยเฉพาะด้านสมองซึ่งเติบโตถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ วัยนี้จึงสำคัญและเหมาะสมในการปูพื้นฐานเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิต จากการประเมินผลโครงการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดย สำนักส่งเสริมสุขภาพกรมอนามัย ในปี 2563 การคัดกรองพัฒนาการเด็กด้วยเครื่องมือ DSPM พบว่า ร้อยละของเด็กจำแนกตามสถานะพัฒนาการและกลุ่มอายุของเด็กที่คัดกรองพัฒนาการ เด็กอายุ ๙, ๑๘, ๓o, ๔๒, ๖o เดือน พบ พัฒนาการปกติ ร้อยละ 70.0, 47.4, 37.8, 38.2, 41.6 ตามลำดับ และพัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 30.0, 52.6, 62.2, 61.8, 58.4 ตามลำดับ ในส่วนของ พฤติกรรมการใช้คู่มือ DSPM ของผู้เลี้ยงดูหลัก 62.0% ได้รับคู่มือ DSPM 38.0% ไม่ได้รับ 70.3% ได้รับที่ตึกหลังคลอด 15.7% ได้รับเมื่อนำเด็กมารับวัคซีน 15.7% จาก จนท./อสม. และพบว่า เด็กที่ผู้เลี้ยงดูได้รับคู่มือ DSPM และได้อ่านคู่มือแต่ไม่ได้ใช้คู่มือเพื่อนำวิธีส่งเสริมพัฒนาการมาฝึกหรือเล่นกับเด็กมีความเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า 1.576 เท่าของเด็กที่ ผู้เลี้ยงดูได้รับคู่มือ DSPM และได้อ่านและใช้คู่มือ ส่วนเด็กที่ผู้เลี้ยงดูไม่ได้รับคู่มือ DSPM มีความเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า 1.272 เท่าของเด็กที่ผู้เลี้ยงดูได้รับคู่มือ DSPM และได้อ่านและได้ใช้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กปฐมวัย และตระหนักถึงการเฝ้าระวัง คัดกรอง ส่งเสริม ค้นหาติดตามดูแลและให้การช่วยเหลือให้เด็กมีการพัฒนาไปตามวัยอย่างถูกต้องเหมาะสม จากเหตุผลความสำคัญดังกล่าวข้างต้น กรมอนามัยในฐานะองค์กรหลักด้านการส่งเสริมสุขภาพ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านและดำเนินงานการพัฒนาเด็กมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอายุ 2 – 6 ปี เพื่อสร้างความรอบรู้ สร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กอย่างองค์รวมทั้งจากครอบครัว ชุมชน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแล เฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย 2. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการความร่วมมือ 4 กระทรวงหลัก 3. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการจัดบริการคลินิกเด็กสุขภาพดี 4. เพื่อสร้างกระแสสังคม สื่อสารความรู้ให้พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็กและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของการคัดกรอง ส่งเสริม ค้นหา ติดตามดูแลเด็กปฐมวัยให้ได้รับการดูแลแบบครบวงจร

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.คู่มือคลินิกเด็กสุขภาพดีและชุดความรู้การดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย 3 เรื่อง
2.สื่อประชาสัมพันธ์และนิทรรศการให้ความรู้ 9 ย่างเพื่อสร้างลูก 2 เรื่อง
3.สื่อรณรงค์และขับเคลื่อนการเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กปฐมวัย 1 เรื่อง
4.พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการจัดบริการคลินิกเด็กสุขภาพดี 1 ครั้ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ร้อยละของเด็กอายุ 0 - 5 ปี มีพัฒนาการสมวัย 85 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของหน่วยบริการที่ได้รับคู่มือและชุดความรู้มีการนำไปใช้ 80 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : ดำเนินการจัดกิจกรรมได้ตามเวลาที่กำหนด 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1.ทบทวนและรวบรวมองค์ความรู้ การจัดบริการคลินิกเด็กสุขภาพดี ความรู้และปัญหาที่พบในการดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย การอบรมเลี้ยงดู เฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย 2. จัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติ 3. จัดทำรายละเอียด เนื้อหา เตรียมการประชุมต่างๆ 4. จัดประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำคู่มือ/ชุดความรู้ 5. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ/จัดมหกรรมสร้างรากฐานประเทศไทยสร้างเด็กปฐมวัยให้มั่นคง 6. จัดทำคู่มือการจัดบริการคลินิกเด็กสุขภาพดี ชุดความรู้การดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย แนวทาง/รูปแบบสื่อการรณรงค์คัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยและจัดสรรให้พื้นที่ 7. นิเทศ/ติดตาม/เยี่ยมเสริมพลัง 8. รวบรวมข้อมูล สรุปและจัดทำรายงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการจัดบริการคลินิกเด็กสุขภาพดีและพัฒนาคู่มือถาม-ตอบการดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 263,760.00
2 มหกรรมสร้างรากฐานประเทศไทย สร้างเด็กปฐมวัยให้มั่นคง 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 260,000.00
3 จัดจ้างผลิตสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อการดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย โครงการ 9 ย่างเพื่อสร้างลูก 1 งาน 1 พ.ย. 2564 - 31 ม.ค. 2565 200,000.00
4 จัดจ้างผลิตชุดนิทรรศการเคลื่อนที่รณรงค์ให้ความรู้ 9 ย่างเพื่อสร้างลูก เพื่อการดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย 1 งาน 1 พ.ย. 2564 - 31 ม.ค. 2565 50,000.00
5 จัดจ้างผลิตสื่อให้ความรู้เพื่อการดูแลสุขภาพแม่และเด็กปฐมวัย 1 งาน 1 มี.ค. 2565 - 31 พ.ค. 2565 100,000.00
6 จัดจ้างพิมพ์คู่มือถาม-ตอบปัญหายอดฮิตสำหรับคุณแม่คุณลูกน่ารู้ เพื่อการดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย 1 งาน 1 เม.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 100,000.00
7 จัดจ้างพิมพ์คู่มือแนวทางการจัดบริการคลินิกเด็กสุขภาพดี 1 งาน 1 มี.ค. 2565 - 31 พ.ค. 2565 200,000.00
8 จัดทำสื่อรณรงค์และขับเคลื่อนการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย 1 งาน 1 เม.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 200,000.00
9 ประชุมคณะกรรมการ/คณะทำงานเพื่อพัฒนาชุดความรู้การดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย และแนวทางการจัดบริการคลินิกเด็กสุขภาพดี 2 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 11,400.00
10 ประชุมคณะกรรมการคณะทำงานขับเคลื่อนบูรณาการความร่วมมือ 4 กระทรวงและภาคีเครือข่ายเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 17,100.00
11 เยี่ยมเสริมพลังติดตามประเมินผลการดำเนินงานโปรแกรม 9 ย่างเพื่อสร้างลูก ในระดับพื้นที่ 3 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2565 56,760.00
12 นิเทศ/เยี่ยมเสริมพลัง/ติดตามการพัฒนาเด็กปฐมวัย 4 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 75,680.00
รวมเป็นเงิน 1,534,700.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,534,700.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
- บุคลากรส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์อนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ - ผู้ร่วมดำเนินการ ได้แก่ ศูนย์อนามัยที่ 1 - 12 สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง สถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ สำนักโภชนาการ สำนักทันตสาธารณสุข กองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็กและประชาชนทั่วไป

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางประภาภรณ์ จังพานิช นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นายวสุรัตน์ พลอยล้วน นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นางสาวอุษา วงทวี นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
หัวหน้ากลุ่มแม่และเด็ก

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
รองอธิบดีกรมอนามัย (นพ.อรรถพล)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 4

1. ชื่อโครงการ :
โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
6) ร้อยละของเด็กอายุ 6-14 ปี สูงดีสมส่วน

4. cluster :
วัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 21 ) 6.1 เสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเด็ก วัยเรียนวัยรุ่นตามแนววิถีชีวิตใหม่ (New normal)
5.2 โครงการสำคัญ โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL)

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสม ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึง 21 กันยายน 2564 จำนวน 1,471,242 ราย เสียชีวิตสะสม 15,518 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.05 นับเป็นเหตุการณ์ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการเจ็บป่วยและใช้ดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วประเทศ มีอาการป่วยรุนแรงส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตในที่สุด รวมถึงสถานการณ์การติดเชื้อในเด็กอายุ 0-19 ปี จำนวนผู้ติดเชื้อสะสม 199,379 ราย นับตั้งแต่เปิดภาคเรียนวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ถึง 20 กันยายน 2564 เป็นเด็กวัยเรียน อายุ 7-12 ปี จำนวน 58,717 ราย วัยรุ่น 13-19 ปี จำนวน 85,954 ราย เป็นการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงความรู้และแนวปฏิบัติตนของประชาชน การจัดการสภาพแวดล้อม และมาตรการทางสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดมุ่งลดการติดเชื้อและลดการเสียชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยเรียนวัยรุ่นที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากครอบครัว ชุมชน และนำมาสู่การแพร่กระจายในสถานศึกษา ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ท้าทายจากรอบด้านของเด็กวัยเรียนวัยรุ่น อาทิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร เด็กเกิดน้อยด้อยคุณภาพ ปัญหาแม่วัยรุ่นมีจำนวนมากขึ้น การเปลี่ยนจากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การสื่อสารทางสังคมออนไลน์ การเลียนแบบเพื่อให้ทันยุคสมัยที่เน้นวัตถุนิยมมากกว่าจิตใจ จึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยต้องกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องและมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านการรับรองการมีสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนทุกช่วงอายุ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน แผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขที่มีเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ในการปฏิรูปความรอบรู้ด้านสุขภาพ คือ 1) เพื่อให้ประชาชนไทยทุกคนมีทักษะการเข้าถึงและประมวลข้อมูลสุขภาพเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการดูแลสุขภาพของตนเอง 2) เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมรอบรู้สุขภาพ และ 3) เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบสาธารณสุข การศึกษา สวัสดิการสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล เข้าใจประเมิน และปรับใช้ข้อมูลและบริการต่าง ๆ ในสังคมเพื่อตัดสินใจดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม ปี 2561 องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้เปิดตัวโครงการใหม่โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาและส่งเสริมมาตรฐานระดับโลกและโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ มีการคาดว่าจะช่วยเหลือเด็กวัยเรียนและเยาวชนและส่งเสริมให้ประชากรมีสุขภาพที่ดีขึ้น รวมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและสุขภาพ โดยมีเป้าหมายให้ “ผู้เรียนจะได้รับความรู้และทักษะที่จำเป็นในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ การส่งเสริมวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและการไม่ใช้กำลังรุนแรงต่อกัน การเป็นพลเมืองของโลก และการเห็นคุณค่าในความหลากหลายทางวัฒนธรรม” ภายในปี 2030 ความท้าทายและสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ลงทุนด้านสุขภาพและการศึกษาที่เปิดรับความแตกต่างอย่างเท่าเทียม การแก้ไขปัญหาด้านการเรียนรู้ และการเสริมสร้างทุนมนุษย์ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL) แนวทางมาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับโลกฉบับใหม่และตามบริบทประเทศไทย

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้เป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New Health Promoting School : HPS Plus HL) เป็นองค์กรแห่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2. เพื่อเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาให้เด็กวัยเรียนวัยรุ่นมีความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ที่พึงประสงค์

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1. กิจกรรม (Kick off) เปิดเรียนมั่นใจ ปลอดภัยไร้โควิด-19 / แถลงข่าว 1 ครั้ง
2.ประกาศนโยบาย MOU การพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 / แถลงข่าว 1 ครั้ง
3.บุคลากรสาธารณสุขได้รับการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพเพื่อการสนับสนุนการเฝ้าระวังคัดกรองสายตานักเรียน 200 คน
4.กิจกรรมสัปดาห์รณรงค์เด็กไทยสายตาดี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ 1 ครั้ง
5.จำนวนโรงเรียนที่ได้มีการประเมินตนเองผ่านโปรแกรมประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพในโรงเรียน 4000 แห่ง
6.หลักสูตรครูเชี่ยวชาญงานอนามัยโรงเรียนยุคใหม่ (E-Learning) 1 เรื่อง
7.บุคลากรฝ่ายสาธารณสุขและฝ่ายศึกษาได้รับการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพเพื่อการสนับสนุนการดำเนินงานอนามัยโรงเรียนยุคดิจิทัล 200 คน
8.มาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL) 1 เรื่อง
9.การพัฒนาสมุดบันทึกสุขภาพนักเรียน Yellow book 1 เรื่อง
10.หลักสูตรผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียน 1 เรื่อง
11.ผลการประเมินหลักสูตรผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียน 1 เรื่อง
12.ผลการประเมินภาวะสุขภาพและปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลสุขภาพของ เด็กพิเศษในประเทศไทย 1 เรื่อง
13.บุคลากรสาธารณสุขได้รับการพัฒนาศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพ เด็กพิเศษแบบองค์รวม 300 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New Health Promoting School : HPS Plus HL) เป็นองค์กรแห่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ 4000 แห่ง
2.เชิงคุณภาพ : นักเรียนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ 50 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : นักเรียนมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 50 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. เสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่นตามแนววิถีชีวิตใหม่ (New normal) • ขับเคลื่อนการดำเนินงานมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสถานศึกษา • ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพเด็กไทย ในศตวรรษที่ 21 "ฉลาด ดี มีทักษะ แข็งแรง" • ขับเคลื่อนโครงการเด็กไทยสายตาดีตามวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) • ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่นในยุคดิจิทัล รูปแบบเสมือนจริง (Virtual meeting) 2. ยกระดับการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานงานส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนในยุคดิจิทัล • ยกระดับการพัฒนางานอนามัยโรงเรียนในยุคดิจิทัล • ยกระดับการพัฒนามาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL) ตามแนวทาง WHO • พัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่น และ Digital Platform (vision 2020, HDC) • พัฒนาระบบการประเมินโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพของนักเรียน (Digital Platform HPS Plus-HL) 3. เสริมสร้างสมรรถนะผู้พิทักษ์อนามัยนักเรียนในการเฝ้าระวังภัยคุกคามสุขภาพอย่างปลอดภัย • จัดทำหลักสูตรรอบรู้สุขภาพตามแนววิถีชีวิตใหม่สำหรับผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียน • ประเมินหลักสูตรผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียนในการเฝ้าระวังภัยคุกคามสุขภาพและสร้างเครือข่าย ผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียนตามแนววิถีชีวิตใหม่ 4. พัฒนาระบบและกลไกการเข้าถึงบริการส่งเสริมสุขภาพเด็กพิเศษแบบองค์รวมอย่างมีคุณภาพ • การประเมินภาวะสุขภาพและปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลสุขภาพของเด็กพิเศษในประเทศไทย • พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการส่งเสริมสุขภาพเด็กพิเศษแบบองค์รวม

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 จัดกิจกรรม (Kick off) เปิดเรียนมั่นใจ ปลอดภัยไร้โควิด-19 และแถลงข่าว (New normal) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 พ.ย. 2564 70,000.00
2 จัดกิจกรรมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 1 ฉบับ 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 100,000.00
3 จัดกิจกรรมสัปดาห์รณรงค์เด็กไทยสายตาดีในโอกาสวันเด็กแห่งชาติตามแนววิถีชีวิตใหม่(New normal) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ม.ค. 2565 100,000.00
4 จ้างทำโล่เกียรติคุณ - โล่เกียรติคุณโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร - โล่เกียรติคุณโครงงานสุขภาพนักเรียน 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 30 พ.ย. 2564 100,000.00
5 จ้างจัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่นในยุคดิจิทัล รูปแบบเสมือนจริง (Virtual meeting) 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 120,000.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่นในยุคดิจิทัล รูปแบบเสมือนจริง (Virtual meeting) 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 3,746.00
7 จัดจ้างทำหลักสูตรครูเชี่ยวชาญงานอนามัยโรงเรียนยุคใหม่ (E-Learning) 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 20,000.00
8 จัดกิจกรรมเปิดตัวหลักสูตรครูเชี่ยวชาญงานอนามัยโรงเรียนในยุคดิจิทัล (New normal) 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2565 - 28 ก.พ. 2565 100,000.00
9 ประชุมเชิงปฏิบัติการวิพากษ์มาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL) (ประชุมออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 24,300.00
10 ประชุมเชิงปฏิบัติการการประกาศใช้มาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL) (ประชุมออนไลน์) 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 20,000.00
11 ประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียน (ประชุมออนไลน์) 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 30 พ.ย. 2564 10,000.00
12 จัดจ้างทำเล่มหลักสูตรรอบรู้สุขภาพตามแนววิถีชีวิตใหม่สำหรับผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียน 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 100,000.00
13 จัดจ้างทำแบบประเมินหลักสูตรผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียน 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 8,000.00
14 ทดลองใช้เครื่องมือการสำรวจภาวะสุขภาพเด็กพิเศษ 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2565 - 28 ก.พ. 2565 7,546.00
15 จ้างเก็บข้อมูล วิเคราะห์และสรุปผลการสำรวจสถานการณ์ภาวะสุขภาพเด็กพิเศษ 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 200,000.00
16 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการส่งเสริมสุขภาพเด็กพิเศษแบบองค์รวม (ประชุมออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 20,000.00
17 ประชุมพัฒนาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 (ประชุมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 พ.ย. 2564 4,000.00
18 อบรมเพิ่มพูนศักยภาพบุคลากรในการเฝ้าระวังคัดกรองสายตานักเรียนตามวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) (อบรมออนไลน์ ) 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 28 ก.พ. 2565 50,000.00
19 ประชุมเตรียมการการเพื่อจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่นในยุคดิจิทัล รูปแบบเสมือนจริง (Virtual meeting) (ประชุมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 2,000.00
20 จัดอบรมครูเชี่ยวชาญงานอนามัยโรงเรียนยุคดิจิตัล (อบรมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 48,000.00
21 พัฒนางานอนามัยโรงเรียนเข้าสู่หลักประกันสุขภาพ (PP Package) (ประชุมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ม.ค. 2565 10,000.00
22 ประชุมพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่น (ประชุมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 มี.ค. 2565 20,000.00
23 ประชุมพัฒนา Digital Platform สุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่น (ประชุมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 31 ก.ค. 2565 20,000.00
24 ประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับการพัฒนามาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL) (ประชุมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 พ.ย. 2564 5,700.00
25 ประชุมหารือการพัฒนาสมุดบันทึกสุขภาพนักเรียน Yellow book และ Digital Platform (ประชุมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ม.ค. 2565 10,000.00
26 ประชุมพัฒนาสมุดบันทึกสุขภาพนักเรียน Yellow book และ Digital Platform (ประชุมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 70,000.00
27 จัดจ้างบริหารจัดการข้อมูลระบบการประเมินโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพของนักเรียน (Digital Platform HPS Plus-HL) 2 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 30 มิ.ย. 2565 80,000.00
28 ประชุมออกแบบเครื่องมือและกำหนดกรอบสำรวจภาวะสุขภาพเด็กพิเศษ (ประชุมออนไลน์) 2 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ม.ค. 2565 10,000.00
29 ประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 (ประชุมออนไลน์) 3 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ก.ค. 2565 14,254.00
30 ประชุมพัฒนาแนวทางการจัดทำหลักสูตรผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียน (ประชุมออนไลน์) 3 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 28 ก.พ. 2565 40,000.00
31 ประชุมจัดทำหลักสูตรครูเชี่ยวชาญงานอนามัยโรงเรียนยุคใหม่ (E-Learning) (ประชุมออนไลน์ ) 4 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 20,000.00
32 ประเมินหลักสูตรผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียนในการเฝ้าระวังภัยคุกคามสุขภาพและสร้างเครือข่ายผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียนตามแนววิถีชีวิตใหม่ 4 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 31 ก.ค. 2565 50,000.00
33 จัดกิจกรรมสัญจรเยี่ยมติดตามการดำเนินงานสถานศึกษา เปิดเรียนมั่นใจ ปลอดภัยไร้โควิด-19 5 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2565 500,000.00
34 ประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสถานศึกษา (เตรียมความพร้อม, ติดตามความก้าวหน้า) (ประชุมออนไลน์ ) 6 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 พ.ค. 2565 12,000.00
35 ประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการเด็กไทยสายตาดีตามแนววิถีชีวิตใหม่ (New normal) (ประชุมออนไลน์) 6 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 12,000.00
รวมเป็นเงิน 1,981,546.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,981,546.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
1. สถานศึกษาเป้าหมายทุกสังกัด ในพื้นที่ 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร 2. สถานศึกษากลุ่มเปราะบางเป้าหมาย ได้แก่ โรงเรียนการศึกษาพิเศษ (เฉพาะความพิการ การศึกษาสงเคราะห์) สถานศึกษาที่มีเรือนพักนอน โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ฯลฯ

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. บุคลากรสาธารณสุข บุคลากรฝ่ายการศึกษา ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค 2. ภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรในสถานศึกษา

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางปนัดดา จั่นผ่อง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวอรอุมา โภคสมบัติ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 3. นางสาวฟารีดา เม๊าะสนิ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 4. นางสาววัลนิภา ชัณยะมาตร์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 5. นางสาวนฤมล แก้วโมรา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 6. นายเนติ์ ภู่ประสม ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 7. นางสาวคัทลียา โสดาปัดชา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางปนัดดา จั่นผ่อง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ. สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
อธิบดี / รองอธิบดี

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 5

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
6) ร้อยละของเด็กอายุ 6-14 ปี สูงดีสมส่วน

4. cluster :
คทง.โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 2 ) 1.2 ส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.)
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโครงการพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการพัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเริ่มงานพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารมาตั้งแต่ ปี 2523 และได้ทรงงานมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาเกือบ 40 ปี ตั้งแต่ ปี 2533 ทรงรับสั่งให้กรมอนามัยเป็นหน่วยร่วมสนองงานในการดำเนินโครงการป้องกันและควบคุมโรค คอพอก และในปี 2539 ทรงรับสั่งให้กรมอนามัยดำเนินโครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร กรมอนามัยในฐานะหน่วยร่วมสนองงานตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร มานับกว่ายี่สิบปีร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้สุขภาพของเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารมีสุขภาวะดีขึ้นตามลำดับ และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่เป้าหมายได้รับความร่วมมือในการพัฒนาจากหลายภาคส่วน ส่งผลให้มีสภาพแวดล้อมมีสุขลักษณะที่ดีขึ้น ปัจจุบันการคมนาคมเดินทางไปโรงเรียนบางแห่งบางพื้นที่เข้าถึงได้สะดวกขึ้น แต่ยังมีโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่เป้าหมายส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลการคมนาคมเดินทางเข้าถึงยากลำบากมาก การดูแลช่วยเหลือด้านสาธารณสุขยังเข้าไม่ถึงทุกพื้นที่ทุกแห่ง เข้าถึงได้ยากมาก ส่งผลให้เด็ก เยาวชน และประชาชนยังไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมีภาวะสุขภาพนักเรียนดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา พบว่า นักเรียนอนุบาลมีภาวะเตี้ยเฉลี่ยร้อยละ 9.08 และ 7.56 ตามลำดับ สูงกว่านักเรียนประถมมีภาวะเตี้ยเฉลี่ยร้อยละ 5.64 และ 4.69 ตามลำดับ (สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด ร้อยละ 5) เช่นเดียวกันกับนักเรียนมัธยมศึกษามีภาวะเตี้ยเฉลี่ย ร้อยละ 5.01 และ 4.94 ตามลำดับ ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน พบว่าเด็กอนุบาลและประถมเตี้ย ร้อยละ 8.8 และ 6.4 ตามลำดับ จากการสำรวจภาวะสุขภาพนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ปี 2560 พบว่า นักเรียนประถมเตี้ย ร้อยละ 10 นักเรียนมีเหา ร้อยละ 26 ฟันแท้ผุ ร้อยละ 40 สภาพปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมโรงเรียน ส้วมไม่สะอาด ร้อยละ 37 น้ำบริโภคในโรงเรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 73 (สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย, 2560) จากการสุ่มตรวจคอพอกในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ปี 2560 พบว่า เด็กอนุบาลพบคอพอกระดับ 1 ร้อยละ 7 (n=29) นักเรียนประถมพบคอพอกระดับ 1 ร้อยละ 11 คอพอกระดับ 2 ร้อยละ 6 และประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป พบคอพอกระดับ 1 ร้อยละ 5 คอพอกระดับ 2 ร้อยละ 35 (สำนักโภชนาการ กรมอนามัย. 9 ม.ค.2560) และจากผลการดำเนินงานโรงเรียนพระปริยัติธรรมในโครงการตามพระราชดำริ ในพื้นที่เป้าหมาย 6 จังหวัด เชียงราย น่าน แพร่ พะเยา ลำปาง ศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2560 (สสท., 29 มีนาคม 2561) พบว่า ภาวะโภชนาการสามเณรมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนภาพรวม ร้อยละ 18.52 สามเณรโรงเรียนพระปริยัติธรรมจังหวัดแพร่ น่าน และพะเยา มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 23.46 , 23.17 , 20.35 ตามลำดับ (เกินเป้าหมายร้อยละ 10) ส่วนสามเณรโรงเรียนพระปริยัติธรรมจังหวัดจังหวัดศรีสะเกษ มีภาวะเตี้ย ร้อยละ 7.4 และศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง เป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลเข้าถึงยากลำบากมาก ปี 2558 ยังคงพบปัญหาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง อาทิ หญิงมีบุตรอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 27 ฝากครรภ์ร้อยละ 48 คลอดกับหมอตำแยร้อยละ 63 อัตราตายทารก 31 ต่อพันประชากร ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 17 เด็กอายุ 0-5 ปี มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 32 เตี้ย ร้อยละ 47 ผอม ร้อยละ 15 เด็กอายุ 6-15 ปี เตี้ย ร้อยละ 34 ผอม ร้อยละ 6 ส้วมบนพื้นที่สูง พบว่า บางหมู่บ้าน มีส้วม 1 ห้อง อยู่ที่ศูนย์การเรียนฯ ส้วมไม่ครบทุกหลังคาเรือน มักไปถ่ายในป่า ตามละแวกใกล้บ้าน บางบ้านเป็นส้วมหลุมส้วมซึมแต่ไม่มีบ่อเกรอะบ่อซึม ส่วนใหญ่เป็นส้วมแบบราดน้ำ ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ ในการพัฒนาสุขภาพเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารให้มีความต่อเนื่องในโครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ภายใต้การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน และสามารถตอบนองต่อความต้องการของเด็กและเยาวชนในพื้นที่เป้าหมาย ตลอดจนร่วมกันผลักดันการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมที่สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแตกต่างกัน อันจะพัฒนาก้าวสู่การปรับเปลี่ยนสู่ศตวรรษที่ 21 และสังคมดิจิตอลต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างสมดุล ด้วยกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ และมีส่วนร่วมในการพัฒนา 2. เพื่อขยายการพัฒนาจากโรงเรียนสู่ชุมชน ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ ครอบครัวและชุมชนเกิดการพัฒนา ช่วยเหลือสนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนและโรงเรียนไปพร้อม ๆ กัน 3. เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาพัฒนาเป็นศูนย์บริการความรู้ สามารถถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาให้กับผู้ปกครอง ชุมชน และสถานศึกษาหรือองค์กรอื่นทั้งในและต่างประเทศ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เด็ก เยาวชน ชุมชน และภาคีเครือข่ายในถิ่นทุรกันดารได้รับการพัฒนาศักยภาพและถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 1000 คน
2.สถานศึกษาในถิ่นทุรกันดารได้รับการพัฒนาให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ 882 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : เด็กนักเรียนประถมมีภาวะเตี้ย 5 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : สามเณรมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 10 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : นักเรียนมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 30 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการดำเนินงาน 2. ประสานภาคีเครือข่ายและกลุ่มเป้าหมาย 3. จัดทำโครงการ เสนอขออนุมัติ 4. ดำเนินการตามแผน 5. ติดตามความก้าวหน้าและรายงานผล

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 พัฒนาระบบการประเมินผลการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร 1 รายการ 1 ธ.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 500,000.00
2 พัฒนารูปแบบกระบวนการส่งเสริมสุขภาพเด็กและเยาวชนโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร 1 รายการ 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 400,000.00
3 ประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาด้านสุขภาพและสุขาภิบาลแวดล้อมโรงเรียนขยายการพัฒนาสู่ชุมชนในถิ่นทุรกันดารตามแนววิถีชีวิตใหม่ (New normal) 4 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 มี.ค. 2565 15,000.00
4 ตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานออนไลน์และในพื้นที่เป้าหมาย 10 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 10,000.00
รวมเป็นเงิน 925,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
925,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สถานศึกษาในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่เป้าหมายตามพระราชดำริ จำนวน 882 แห่ง 51 จังหวัด ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนสังกัด สพฐ.(กพด.) โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนสังกัด อบต.-อบจ. ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา“แม่ฟ้าหลวง” ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาเด็กวัยเตาะแตะ และโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร (กพด.)

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. บุคลากรสาธารณสุขที่รับผิดชอบดูแลโรงเรียนเป้าหมายในโครงการตามพระราชดำริ กพด. ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลชุมชน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สถานบริการสาธารณสุขระดับจังหวัดในเขตพื้นที่ ศูนย์อนามัยที่ 1-12 สสม. 2. ภาคีเครือข่ายในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ องค์กรท้องถิ่น แกนนำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน 3. บุคลากรหน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษาเป้าหมาย และหน่วยร่วมสนองงานโครงการตามพระราชดำริ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. เด็กในครรภ์มารดา (หญิงตั้งครรภ์) เด็ก0-3ปี เด็กปฐมวัย นักเรียนประถม-มัธยม และสามเณรในสถานศึกษาเป้าหมายในโครงการตามพระราชดำริ กพด. 2. ครู ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนในเขตพื้นที่ของสถานศึกษา

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางปนัดดา จั่นผ่อง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวคัทลียา โสดาปัดชา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นางสาวนฤมล แก้วโมรา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางปนัดดา จั่นผ่อง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ. สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
อธิบดี / รองอธิบดี

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 6

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาสุขภาพเด็กและประชาชนในพื้นที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
6) ร้อยละของเด็กอายุ 6-14 ปี สูงดีสมส่วน

4. cluster :
คทง.โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 3 ) 1.3 พัฒนาสุขภาพเด็กและประชาชนในพื้นที่ภูฟ้าพัฒนา
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโครงการพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรบ่อเกลือสินเธาว์ บ้านบ่อหลวง อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ตั้งแต่ ปี 2538 ทรงพบเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่มีความด้อยโอกาสทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินการช่วยเหลือพัฒนาในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ โดยเริ่มพัฒนาที่โรงเรียนประถมศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก แล้วขยายไปยังศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา“แม่ฟ้าหลวง” และทรงขยายงานพัฒนาด้านอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเด็ก โครงการพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่จึงเรียกรวมกันว่า “โครงการภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” ต่อมาพระองค์ท่านทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภูฟ้าเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ทุก 3-4 ปี ต่อมาทุกปี และต่อมาปี 2560 ได้พระราชทานพระราชดำริให้สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ทบทวนผลการดำเนินงานของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนดำเนินงานโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีภารกิจสำคัญด้านการเกษตร ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภูฟ้าครอบคลุมถึงงานด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนและการสาธารณสุขในพื้นที่เป้าหมาย ดังนั้น สำนักงาน กปร. จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ลงนามโดยนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2560 โดยมีอธิบดีกรมอนามัย เป็นกรรมการคณะอนุกรรมการด้านอำนวยการโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทำหน้าที่ประสานงานและปฏิบัติงานตามนโยบาย อำนวยการ ควบคุม กำกับ และติดตามผลการดำเนินงานโครงการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนการดำเนินงานที่กำหนดไว้ อนึ่ง ปัญหาอุปสรรคของพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ด้านการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และด้านสังคมและสุขภาวะ กล่าวคือ เด็กในชุมชนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทำให้เกิดโรคขาดสารอาหาร ขาดบุคลากรทางการแพทย์ และเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ อีกทั้งยังขาดโอกาสทางการศึกษา ปัญหาความยากจนของประชาชน และขาดโอกาสในการประกอบอาชีพที่มั่นคง เนื่องจากประชาชนมีรายได้จากการทำการเกษตรอย่างเดียว สถานการณ์สุขภาพเด็กและประชาชนในพื้นที่ภูฟ้าพัฒนาพบปัญหาสุขภาพสำคัญ ปีงบประมาณ 2560-61 อำเภอบ่อเกลือ ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 11 , 12.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เด็กอายุ 9, 18, 30, 42 เดือน ได้รับการคัดกรองพัฒนาการเด็ก ร้อยละ 61 พบพัฒนาการสงสัยล่าช้า (ตรวจครั้งแรก) ร้อยละ 11 และได้รับการติดตาม ส่งเสริม และกระตุ้น ภายใน 30 วัน ร้อยละ 49 ภาวะโภชนาการเด็กวัยเรียน ปีการศึกษา 2560 เทอม 2 สูงดีสมส่วน ร้อยละ 53 เตี้ย ร้อยละ 19 ตรวจคอพอกโดยการคลำคอเพื่อประเมินภาวะขาดสารไอโอดีนในเด็กนักเรียน ปี 2560 พบ นักเรียนขาดสารไอโอดีน ระดับ 1 ร้อยละ 5 จากการสุ่มสำรวจเกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพในครัวเรือน พบว่าเกลือมีปริมาณไอโอดีนต่ำกว่าเกณฑ์ (<20 ppm) ร้อยละ 39 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 22 , 12.5 เด็กอายุ 9, 18, 30, 42 เดือน ได้รับการคัดกรองพัฒนาการเด็ก ร้อยละ 71 พบพัฒนาการสงสัยล่าช้า(ตรวจครั้งแรก) ร้อยละ 22 และได้รับการติดตาม ส่งเสริม และกระตุ้น ภายใน 30 วัน ร้อยละ 74 ภาวะโภชนาการเด็กวัยเรียน ปีการศึกษา 2560 เทอม 2 สูงดีสมส่วน ร้อยละ 47 เตี้ย ร้อยละ 20 ตรวจคอพอกโดยการคลำคอเพื่อประเมินภาวะขาดสารไอโอดีนในเด็กนักเรียน ปี 2560 ไม่พบนักเรียนคอพอกขาดสารไอโอดีน จากการสุ่มสำรวจเกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพในครัวเรือน พบว่าเกลือมีปริมาณไอโอดีนต่ำกว่าเกณฑ์ (<20 ppm) ร้อยละ 32 จากระบบรายงาน Health Data Center (HDC) 25 สิงหาคม 2564 พบว่า เด็กอายุ 6 – 14 ปี มีภาวะโภชนาการ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ดังนี้ อำเภอบ่อเกลือ พบว่า ชุมชนภูฟ้า สูงดีสมส่วนร้อยละ 100, เริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 15.12, ผอมร้อยละ 0.98 และเตี้ยร้อยละ 20.49 ชุมชนบ่อเกลือเหนือ สูงดีสมส่วนร้อยละ 59, เริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 13.51, ผอมร้อยละ 2.7 และเตี้ยร้อยละ 28.38 ชุมชนบ่อเกลือใต้ สูงดีสมส่วนร้อยละ 45 เริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 19.17, ผอมร้อยละ 2.59 และเตี้ยร้อยละ 44.04 และชุมชนขุนน่านและดงพญา ไม่มีการบันทึกข้อมูล อำเภอเฉลิมพระเกียรติ พบว่า ชุมชนห้วยโก๋น สูงดีสมส่วนร้อยละ 68 , เริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 13.91, ผอมร้อยละ 1.32 และเตี้ยร้อยละ 18.54 และชุมชนขุนน่าน สูงดีสมส่วนร้อยละ 20, เริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 20.73, ผอมร้อยละ 1.22 และเตี้ยร้อยละ 39.02 เด็กอายุ 12 ปี ปราศจากฟันผุ พบว่า อำเภอบ่อเกลือ มีเด็กอายุ 12 ปี ฟันดีไม่มีผุ (Cavity free) ในชุมชนบ่อเกลือเหนือ ชุมชนบ่อเกลือใต้ ชุมชนภูฟ้า และชุมชนดงพญา พบเด็กฟันดีไม่มีผุ (Cavity free) ร้อยละ 94.59, 94.74, 90 และ 100 ตามลำดับ ส่วนชุมชนขุนน่าน ไม่มีการบันทึกข้อมูล อำเภอเฉลิมพระเกียรติ มีเด็กอายุ 12 ปี ฟันดีไม่มีผุ (Cavity free) ในชุมชนห้วยโก๋น และขุนน่าน พบเด็กฟันดีไม่มีผุ (Cavity free) ร้อยละ 100 และ 93.75 สถานการณ์อัตราคลอดมีชีพ จังหวัดน่าน พบว่า อัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 10-14 ปี พบ 4.77 ต่อประชากรหญิงอายุ 10-14 ปี พันคน และอัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 15-19 ปี พบ 0.97 ต่อประชากรหญิง อายุ 15-19 ปี พันคน การตั้งครรภ์ซ้ำในหญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี ในอำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ไม่พบการตั้งครรภ์ซ้ำในหญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี เด็กอายุ 0 - 5 ปี มีพัฒนาการสมวัย พบว่า อำเภอบ่อเกลือ เด็ก อายุ 0-5 ปี ทั้งหมดตามช่วงอายุที่กำหนดมีพัฒนาการสมวัย ในชุมชนบ่อเกลือเหนือ ชุมชนบ่อเกลือใต้ และชุมชนภูฟ้า พบเด็ก อายุ 0-5 ปี พัฒนาการสมวัย ร้อยละ 58.06, 75 และ 50 ตามลำดับ ส่วนชุมชนขุนน่านและชุมชนดงพญา ไม่มีการบันทึกข้อมูล อำเภอเฉลิมพระเกียรติ พบว่าเด็ก อายุ 0-5 ปี ทั้งหมดตามช่วงอายุที่กำหนดมีพัฒนาการสมวัยในชุมชนห้วยโก๋น และขุนน่าน พบเด็ก อายุ 0-5 ปี พัฒนาการสมวัย ร้อยละ 62.5 และ 35 (* ข้อมูลพัฒนาการสมวัยไตรมาสที่ 3) กรมอนามัย ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เป้าหมาย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีความจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การแก้ไขปัญหาเด็กขาดสารอาหารในเด็กและนักเรียน การแก้ไขปัญหาภาวะพร่องไอโอดีน การแก้ไขปัญหาโรคหนอนพยาธิในนักเรียนและประชาชน รวมถึงปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลและแก้ไขอย่างจริงจัง ได้แก่ ปัญหาโรคเรื้อรังในกลุ่มประชาชน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ การส่งเสริมทันตสุขภาพในเด็กและนักเรียน การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก งานอนามัยแม่และเด็ก งานอนามัยสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองผู้บริโภค และพัฒนาการควบคุมป้องกันโรคที่สำคัญ อาทิ โรคอาหารเป็นพิษ โรคไข้เลือดออก โรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น และตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาพื้นที่เป้าหมายตามพระราชดำริ จึงจัดทำโครงการพัฒนาด้านสุขภาพเด็กและประชาชนในพื้นที่โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้น

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อให้เด็กและประชาชนในพื้นที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนามีภาวะโภชนาการที่ดี มีสุขภาพอนามัยที่ดี และสุขาภิบาลแวดล้อมครัวเรือนที่ถูกสุขลักษณะ 2. เพื่อให้เด็กและประชาชนในพื้นที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนามีความเป็นอยู่ที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เด็ก ประชาชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาได้รับการพัฒนาศักยภาพและถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 300 คน
2.พื้นที่เป้าหมายของศูนย์ภูฟ้าพัฒนาได้รับการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี 9 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : เด็ก อายุ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัย 85 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : เด็กวัยเรียน อายุ 6-18 ปี มีภาวะเตี้ย 5 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : เด็กวัยเรียน อายุ 6-18 ปี มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 30 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนการดำเนินงาน 2. ประสานภาคีเครือข่ายและกลุ่มเป้าหมาย 3. จัดทำโครงการ เสนอขออนุมัติ 4. ดำเนินการตามแผน 5. ติดตามความก้าวหน้าและรายงานผล 6. สรุปผลการดำเนินงาน/ปัญหา/อุปสรรค

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเสริมสร้างพลังการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพและแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมสุขภาพเด็ก ประชาชน และอนามัยสิ่งแวดล้อมชุมชนในพื้นที่ภูฟ้าพัฒนาตามแนววิถีชีวิตใหม่ (ออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 มี.ค. 2565 38,654.00
2 ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบการประเมินผลการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตเด็กและประชาชนในพื้นที่ภูฟ้า 1 เรื่อง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 150,000.00
รวมเป็นเงิน 188,654.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
188,654.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่เป้าหมายของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อำเภอบ่อเกลือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน จำนวน 9 ชุมชน ได้แก่ 1. พื้นที่ทรงงาน จำนวน 1,800 ไร่ เป็นที่ตั้งโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฯ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน และจัดสรรให้ราษฎรทำการเกษตร จำนวน 127 ราย 2. พื้นที่ขยายผล ขยายผลโครงการ ในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จำนวนน่าน ดังนี้ 2.1 แปลงเกษตรกรต้นแบบ 22 ราย ของโครงการศูนย์ภูฟ้าภูฟ้าพัฒนา ในพื้นที่ 6 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านนากอก บ้านห่างทางหลวง บ้านผาสุก บ้านสบมาง บ้านห้วยล้อม และบ้านห้วยลอย ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน 2.2 พื้นที่ที่มีพระราชดำริให้ดำเนินการเพิ่มเติม 2 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านสบปืน ตำบลห้วยโก๋น และบ้านห้วยกานต์ ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน สำนักงานสาธารณสุขอำเภออำเภอบ่อเกลือและอำเภอเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่เป้าหมาย และศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ 2. ภาคีเครือข่ายในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ อบต. แกนนำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ 3. ภาคีเครือข่ายในส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงาน กปร. กรมควบคุมโรค

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
เด็ก 0-5 ปี (เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา เด็กแรกเกิดถึง 3 ปี เด็กปฐมวัย) เด็กนักเรียนประถมศึกษา และเด็กนักเรียนมัธยมศึกษา และประชาชน ครัวเรือน ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เป้าหมายภูฟ้าพัฒนา อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางปนัดดา จั่นผ่อง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางสาววัลนิภา ชัณยะมาตร์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นางสาวคัทลียา โสดาปัดชา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางปนัดดา จั่นผ่อง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ. สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
อธิบดี / รองอธิบดี

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 7

1. ชื่อโครงการ :
โครงการเสริมสร้างความรอบรู้วัยทำงานสุขภาพดีในสถานประกอบการ

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 18-59 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ
12) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 25-59 ปี ที่มีการเตรียมการเพื่อยามสูงอายุโดยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

4. cluster :
วัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 30 ) 9.1 ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการองค์กรเป็นฐานจัดการกลุ่มวัยรอบรู้สุขภาพ (การเสริมสร้างความรอบรู้วัยทำงานสุขภาพดีในสถานประกอบการ)

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการเสริมสร้างความรอบรู้วัยทำงานสุขภาพดี

7. หลักการและเหตุผล :
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ มิถุนายน พ.ศ. 2563 พบว่าผู้มีอายุ 15-59 ปี ซึ่งที่อยู่ในกำลังแรงงานมีจำนวน 38.82 ล้านคน จะเห็นได้ว่าประชากรวัยทำงาน เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ เป็นกลุ่มหลักที่ต้องทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สถานการณ์ของประชากรวัยทำงานทั่วโลก กำลังประสบปัญหาจากการทำงาน ที่ส่งผลทำให้มีภาวะสุขภาพแย่ลงและความไม่ปลอดภัยในการทำงานถึงประมาณ 1,900,000,000 คน ในอดีตที่ผ่านมาแม้ว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพคนวัยทำงานต่อผลผลิต ความก้าวหน้าขององค์กร และสังคมโดยรวม ซึ่งในส่วนของภาครัฐได้มีการพัฒนาแนวทางด้านกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติทางด้านสุขภาพ และความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน โดยมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านนี้ ทั้งสถานศึกษาและหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่มีการฝึกอบรมบุคลากรทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในส่วนของภาคเอกชน ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง มีจำนวนไม่น้อยที่ร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และคำแนะนำต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ได้รับการบาดเจ็บ และโรคร้ายจากการทำงาน (Injury and Work Related Diseases) และเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ ไม่พึงประสงค์ แต่อย่างไรก็ตามประชากรวัยทำงานส่วนใหญ่ก็ยังเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์จำนวนมาก ซึ่งเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ เช่น ความเสี่ยงกับปัญหากลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มโรคไม่ติดต่อได้คร่าชีวิตประชากรไทยถึงร้อยละ 75 ของการเสียชีวิตทั้งหมดหรือราว 320,000 คนต่อปีในจำนวนนี้พบว่าประมาณครึ่งหนึ่ง หรือราวร้อยละ 55 เสียชีวิตที่อายุต่ำกว่า 70 ปีซึ่งองค์การอนามัยโลกจัดว่าเป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เมื่อพิจารณาความรุนแรงของโรคไม่ติดต่อที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวน 4 โรคสำคัญคือ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน และโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้องรัง ระหว่าง พ.ศ.2555 กับ พ.ศ.2558 จากข้อมูลทะเบียนการเสียชีวิต ของสำนักบริหารทะเบียน กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับการให้สาเหตุการเสียชีวิตตามมาตรฐานทางการแพทย์แล้ว พบว่าอัตราตายในช่วงอายุ 30 - 69 ปีของทั้ง 4 โรคมีแนวโน้มสูงเพิ่มขึ้น โดยโรคหลอดเลือดสมองมีการเพิ่มมากที่สุดจาก 33.4 ต่อแสนประชากร เพิ่มเป็น 40.9 ต่อแสนประชากร รองลงมาคือโรค หัวใจขาดเลือด จาก 22.4 ต่อแสนประชากร เป็น 27.8 ต่อแสนประชากร โรคเบาหวาน จาก 13.2 ต่อแสนประชากร เพิ่มเป็น 17.8 ต่อแสนประชากร และโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรังจาก 3.8 ต่อแสนประชากร เป็น 4.5 ต่อแสนประชากร เมื่อพิจารณาความแตกต่างของอัตราการเสียชีวิตรายโรคระหว่างเพศพบว่า โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจขาดเลือด และโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง พบในเพศชายพบสูงกว่าเพศหญิง 2 - 3 เท่า ขณะที่โรคเบาหวาน พบการเสียชีวิตในกลุ่มอายุ 30-69 ปี โรคไม่ติดต่อก่อให้เกิดภาระโรคจากการสูญเสียปีสุขภาวะของประชากรไทย จากข้อมูล พ.ศ. 2556 พบสาเหตุหลักของความสูญเสียในเพศชาย ได้แก่ การเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รองลงมาคือ อุบัติเหตุทางถนนและโรคหลอดเลือดสมอง คิดเป็นร้อยละ 8.8, 8.0 และ 6.9 ตามลำดับ สำหรับในเพศหญิงได้แก่โรคหลอดเลือดสมอง รองลงมาคือโรคเบาหวาน และโรคซึมเศร้า คิดเป็นร้อยละ 8.2, 7.9 และ 5.4 ตามลำดับ และจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 5 ในปี 2557 พบการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเพิ่มขึ้น หนึ่งในสามของประชาชนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อที่สำคัญความชุกเบาหวานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.9 ในปีพ.ศ. 2552 เป็นร้อยละ 8.9 คิดเป็นจำนวนประมาณ 4.8 ล้านคน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 300,000 คน ความชุกของความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21.4 ในปีพ.ศ. 2552 เป็นร้อยละ 24.7 คิดเป็น จำนวนประมาณ 13 ล้านคน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 600,000 คน รวมถึงความชุกภาวะ น้ำหนักเกิน (BMI ≥ 25 kg/m2) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.7 ในปีพ.ศ. 2552 เป็นร้อยละ 37.5 ตามลำดับ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงปัจจัยทางสังคม เช่น การขยายตัวของสังคมเมือง กลยุทธ์ทางการตลาด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตและทำให้ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเพิ่มมากขึ้น การสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ (BRFSS) ครั้งล่าสุด ปี2558 พบว่า ความชุกภาวะน้ำหนักเกินร้อยละ 30.5, ภาวะอ้วนร้อยละ 7.5, การสูบบุหรี่ในปัจจุบันร้อยละ 21.3, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบันร้อยละ 36.2 ตามลำดับ ในฐานะที่กรมอนามัย มีบทบาทหน้าที่เป็นผู้อภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ให้การดูแลประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรกลุ่มวัยทำงาน ที่ทำงานในสถานประกอบการ ซึ่งกรมอนามัยได้ดำเนินงานโครงการสร้างเสริมคนไทยวัยทำงานมีสุขภาวะที่ดี (ดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ วัยทำงานในสถานประกอบการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี) โดยมี “แนวทาง 10 Packages ปลอดภัยดี สุขภาพดี งานดี มีความสุขในสถานประกอบการ” เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก มีการบริหารจัดการโดยวิธีการให้ความรู้ เทคนิค วิธีการ คำแนะนำและสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยบูรณาการความร่วมมือในรูปแบบภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดและเลือกตัดสินใจในการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องตามเจตจำนง บริบท และสภาพปัญหาของสถานประกอบการ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ของประเทศไทยคือ “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนา ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” นำไปสู่การพัฒนาให้คนไทยมีความสุข และตอบสนองต่อการบรรลุ ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ ในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างรายได้ระดับสูง เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและสร้างความสุขให้กับคนไทย เกิดสังคมที่มีความมั่นคง เสมอภาคและเป็นธรรม ประเทศสามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีจุดเน้นมาที่ “การพัฒนาให้คนไทยมีความสุข” ดังนั้นจึงได้จัดทำโครงการเสริมสร้างความรอบรู้วัยทำงานสุขภาพดีในสถานประกอบการนี้ เพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินผลลัพธ์และประสิทธิภาพของโครงการ ขยายความครอบคลุมถึงพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้าง Platform ของข้อมูลสารสนเทศและ การพัฒนาระบบ Capacity Building ของระบบงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี คนวัยทำงานในสถานประกอบการแบบบูรณาการภาครัฐและเอกชน เพื่อความต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อขยายการขับเคลื่อนการดำเนินงาน การพัฒนาระบบเครือข่ายการส่งเสริมสุขภาพ การสร้างกระแสสังคม และการสร้างความรอบรู้ คนวัยทำงานในสถานประกอบการ 2. เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพและเทคโนโลยีคนวัยทำงานในสถานประกอบการ 3. เพื่อขยายการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการพัฒนาแกนนำส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานในสถานประกอบการตามหลักสูตร Health Promoter 4. เพื่อให้สถานประกอบการจัดบริการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามบริบทของความต้องการปัญหาและความเสี่ยงโดยใช้ 10 Packages เป็นกระบวนการและแนวทางในการดำเนินงาน

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ระบบฐานข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศแบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคประชากรวัยทำงาน ในสถานประกอบการ 1 ระบบ
2.สถานประกอบการทุกศูนย์อนามัย มีการส่งเสริมสุขภาพเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค คนวัยทำงาน ในสถานประกอบการ 13 แห่ง
3.เกิดแกนนำในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคประชากรวัยทำงานในสถานประกอบการ ได้ดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคประชากรวัยทำงานในสถานประกอบการ ด้วย 10 Packages 13 แห่ง
4.สถานประกอบการมีแกนนำส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานโดยใช้ชุดความรู้สุขภาพ 10 เรื่อง (10 Packages)เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค คนวัยทำงาน ในสถานประกอบการ 77 แห่ง
5.คนทำงานในสถานประกอบการมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพในด้านพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อ 60 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ร้อยละความสำเร็จของกิจกรรม 100 ร้อยละ
2.เชิงเวลา : ร้อยละความสำเร็จของกิจกรรมการดำเนินงานโครงการตามเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการ 1.1 การวิเคราะห์ ศึกษา สถานการณ์ด้านสุขภาพคนวัยทำงานในสถานประกอบการ 2. การพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงาน 2.1. แต่งตั้งคณะทำงาน ประชุมชี้แจง และวางแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพดีคนวัยทำงานในสถานประกอบการสู่วิถียั่งยืน 3. พัฒนาระบบเทคโนโลยีและการสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพสถานประกอบการ 3.1 พัฒนาชุดความรู้ 10 packagesแบบบูรณาการ เพื่อสร้างสุขภาวะดีสู่วิถียั่งยืน โดยเน้นจัดทำเป็นแบบสื่อสังคมออนไลน์ (พัฒนา) 4. การสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการ 4.1 พัฒนาหลักสูตรการสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการ และแบบวัดความรอบรู้ทางสุขภาพในสถานประกอบการ 4.2 จัดจ้างการทำหลักสูตรฯ ในรูปแบบออนไลน์ 4.3 การวิเคราะห์และติดตามประเมินผลสถานการณ์ความรอบรู้ทางสุขภาพที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 การวิเคราะห์ ศึกษา สถานการณ์ด้านสุขภาพคนวัยทำงานในสถานประกอบการ 1 งาน 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 286,800.00
2 พัฒนาชุดความรู้ 10 packages แบบบูรณาการ เพื่อสร้างสุขภาวะดีสู่วิถียั่งยืน โดยเน้นจัดทำเป็นแบบสื่อสังคมออนไลน์ 1 งาน 1 ต.ค. 2564 - 31 มี.ค. 2565 595,705.00
3 จ้างการทำหลักสูตรฯ ในรูปแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 200,000.00
4 การวิเคราะห์และติดตามประเมินผลสถานการณ์ความรอบรู้ทางสุขภาพที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 100,000.00
5 พัฒนาหลักสูตรการสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการ และแบบวัดความรอบรู้ทางสุขภาพในสถานประกอบการ 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 119,903.00
6 แต่งตั้งคณะทำงาน ประชุมชี้แจง และวางแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพดีคนวัยทำงานในสถานประกอบการสู่วิถียั่งยืน 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 10,000.00
รวมเป็นเงิน 1,312,408.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,312,408.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
1. สถานประกอบการในพื้นที่นำร่อง 2. ศูนย์อนามัยที่ 1-12 และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขตเมือง 3. หน่วยงานที่ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคประชากรวัยทำงานในสถานประกอบการ (MOU)

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. สถานประกอบการในพื้นที่นำร่อง 2. ศูนย์อนามัยที่ 1-12 และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขตเมือง 3. หน่วยงานที่ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคประชากรวัยทำงาน นสถานประกอบการ (MOU)

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. ประชาชน 2. บุคลากรสาธารณสุข 3. สถานประกอบการในพื้นที่นำร่อง 4. ศูนย์อนามัยที่ 1-12 และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขตเมือง 5. หน่วยงานที่ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคประชากรวัยทำงานในสถานประกอบการ(MOU)

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. กลุ่มอนามัยวัยทำงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ 2. กลุ่มสร้างเสริมศักยภาพเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ

19. ผู้เสนอโครงการ :
หัวหน้ากลุ่มอนามัยวัยทำงาน และหัวหน้ากลุ่มสร้างเสริมศักยภาพเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
รองอธิบดีกรมอนามัย (นพ.อรรถพล)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 8

1. ชื่อโครงการ :
โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (การสร้างความรอบรู้ด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม)

2. ยุทธศาสตร์ :
3 สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
19) ร้อยละของประชาชนที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

4. cluster :
คทง.โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 7 ) 1.7 ราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริย์
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโครงการพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการพัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
จากข้อมูลสถิติด้านสุขภาพของผู้ต้องขังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2559– 2561) พบว่า จำนวนผู้ต้องขังที่เจ็บป่วย และมาเข้ารับการรักษาพยาบาลในเรือนจำ รวมทั้งการส่งต่อผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยไปยังโรงพยาบาลภายนอก มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมาก (ดังรายละเอียดตารางที่ 1) ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากนโยบายคณะกรรมการโครงการราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่ให้ความสำคัญเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการรักษา ได้รับการดูแล ตั้งแต่เจ็บป่วยในระยะแรก ซึ่งในทางปฏิบัติ ในช่วงแรกพบว่าเป็นการเพิ่มภาระให้กับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยการนำผู้ต้องขังออกมาตรวจภายนอกเรือนจำ 1 คน ต้องใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมจำนวน 2 คน และพบว่าการส่งผู้ต้องขังออกไปรักษาอาการป่วยในระยะแรก เป็นการส่งไปรักษาและสามารถนำกลับเข้าเรือนจำได้ภายในวันเดียว (แบบไป – กลับ) ในขณะที่หากปล่อยไว้จนมีอาการรุนแรง ผู้ต้องขังจะถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล (แบบ Admit) ซึ่งผู้ต้องขัง 1 คน จะต้องใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมจำนวน 4 คนต่อวัน นอกจากนี้ยังทำให้ค่ารักษาพยาบาลที่รัฐบาลจะต้องสูญเสียไปในการรักษาก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย จากการวิเคราะห์รายงานการเจ็บป่วยของผู้ต้องขังในสถานพยาบาล พบโรคที่ผู้ต้องขังมาตรวจรักษาที่สถานพยาบาลในเรือนจำส่วนใหญ่เป็นโรคพื้นฐาน เช่น ระบบทางเดินอาหาร ส่วนโรคที่ต้องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลภายนอก ส่วนใหญ่เป็นโรคติดต่อเรื้อรัง (เช่น วัณโรค ภูมิคุ้มกันบกพร่อง) โรคเนื้องอก มะเร็ง ไตวาย โรคเรื้อรัง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคทางจิตเวช) นอกจากนี้ยังพบโรคระบาดตามฤดูกาล เช่น ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส หัด ตาแดง ไข้เลือดออก ซึ่งเป็นโรคพื้นฐานที่ป้องกันได้ (การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการพัฒนาระบบการดูแลด้านสาธารณสุขในเรือนจำวันที่ 15 ตุลาคม 2562 จัดโดยกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม) จากข้อมูลการวิเคราะห์รายงานการเจ็บป่วยของผู้ต้องขังในสถานพยาบาลดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย จึงได้จัดทำ โครงการราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแก่ผู้ต้องขัง และเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม เมื่อพ้นโทษจะได้มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ ออกมาสู่สังคมภายนอกและประกอบอาชีพสุจริตอย่างมีคุณภาพ

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อม (ด้านโภชนาการ ออกกำลังกาย สุขภาพช่องปาก มารดาและทารก ด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม) สำหรับผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุข/ผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำและทัณฑสถาน 2. เพื่อสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ต้องขังอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1. สร้างความรอบรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุข/ผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำและทัณฑสถาน 27 แห่ง
2.ผู้ต้องขังเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม 143 แห่ง
3.มีแนวทางการส่งเสริมและการเฝ้าระวังการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ 1 เรื่อง
4.มีสื่อ/ชุดความรู้เกี่ยวกับอนามัยสิ่งแวดล้อมสนับสนุนห้อง/มุมสุขภาพในเรือนจำ สำหรับ อสรจ. ผู้ต้องขัง และเจ้าหน้าที่ 3 เรื่อง
5.มีระบบรวบรวมและเฝ้าระวังข้อมูลด้านส่งเสริมสุขภาพ อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลอาหารและน้ำ 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ร้อยละผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุข ผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ และ ทัณฑสถาน มีความรู้ด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 85 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : เรือนจำและทัณฑสถานนำร่องมีมุมสุขภาพ 100 ร้อยละ
3.เชิงปริมาณ : เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่เรือนจำ มีแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ในการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ต้องขังที่สอดคล้องกับบริบทของเรือนจำ 1 เรื่อง
4.เชิงคุณภาพ : ผู้ต้องขังได้รับการคุ้มครองสุขภาพ และลดการเจ็บป่วยอันเกิดจากสิ่งแวดล้อม 60 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ประชุมหารือการดำเนินงานของคณะกรรมการและคณะทำงานดำเนินโครงการ 2. ศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการในเรือนจำ 3. การติดตามผลการดำเนินงานการสร้างความรอบรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ อนามัยสิ่งแวดล้อมและบริการทันตะสุขภาพ 4. สนับสนุนการดำเนินงานสุขาภิบาลอาหารและน้ำในเรือนจำ 5. สนับสนุนการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมในเรือนจำ 6. สนับสนุนการดำเนินงานทันตะสาธารณสุขในเรือนจำ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 การติดตามผลการดำเนินงานการสร้างความรอบรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ อนามัยสิ่งแวดล้อมและบริการทันตสุขภาพ 1 ครั้ง 1 ส.ค. 2565 - 31 ส.ค. 2565 7,072.00
2 ศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการในเรือนจำ 2 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ส.ค. 2565 3,968.00
3 ประชุมหารือการดำเนินงานของคณะกรรมการและคณะทำงานดำเนินโครงการ 4 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ส.ค. 2565 7,072.00
รวมเป็นเงิน 18,112.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
18,112.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2564 - 31 ส.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
เรือนจำนำร่อง 27 แห่ง

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. ผู้ต้องขังและพยาบาล 2. ผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำและทัณฑสถานนำร่อง 27 แห่ง 3. ผู้ประกอบอาหารห้องสูทกรรมในเรือนจำและทัณฑสถาน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. ผู้ต้องขังและพยาบาล 2. ผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำและทัณฑสถานนำร่อง 27 แห่ง 3. ผู้ประกอบอาหารห้องสูทกรรมในเรือนจำและทัณฑสถาน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางฐาปะนี คงรุ่งเรือง

19. ผู้เสนอโครงการ :
หัวหน้ากลุ่มอนามัยวัยทำงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
รองอธิบดีกรมอนามัย (นพ.อรรถพล)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 9

1. ชื่อโครงการ :
โครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
12) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 25-59 ปี ที่มีการเตรียมการเพื่อยามสูงอายุโดยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

4. cluster :
คทง.โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 6 ) 1.6 สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโครงการพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี
6.2 ผลผลิต/โครงการ   โครงการพัฒนาและบริการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

7. หลักการและเหตุผล :
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพิจารณาเห็นว่าโรคมะเร็งเต้านม จะเป็นภัยแก่สตรีไทยในปี พ.ศ.2537 จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายนี้ พร้อมกับพระราชทานชื่อ “มูลนิธิถันยรักษ์” โดยมีพระราชปณิธานไว้ด้วยว่า “ให้ใช้เทคโนโลยีที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการดูแลผู้หญิงไทยทุกคน ให้พ้นภัยมะเร็งเต้านม ไม่ว่าเขาจะยากดีมีจน” สมเด็จย่ายังทรงรับเป็น องค์ประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิ สืบต่อมาโดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และปัจจุบันองค์ประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิถันยรักษ์ฯ คือ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องจากโรคมะเร็งเต้านมได้กลายเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดอันดับ 1 ของมะเร็งในสตรีไทยมากว่า 10 ปีแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีทั้งประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก การค้นหาระยะเริ่มต้น โดยการคัดกรองด้วยเครื่องมือ Mammogram ไม่อาจเป็นประโยชน์แก่สตรีไทยได้ครอบคลุม โดยเฉพาะ ผู้ที่ยากจนและอยู่ห่างไกล ยิ่งไม่มีทางที่จะได้เข้าถึงบริการด้วยเครื่องมือทันสมัยเหล่านี้ได้ การดำเนินงานที่ผ่านมา จึงยังมิได้สนองพระราชปณิธานสมเด็จย่า ที่ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้เกิดประโยชน์แก่สตรีไทยทุกคน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและพระราชปณิธานของสมเด็จย่า มูลนิธิถันยรักษ์ฯร่วมกับกรมอนามัย จึงได้ทบทวนแนวทางการดำเนินงานและเห็นว่าการปรับพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองมีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะต่อสู้กับโรคมะเร็ง สำหรับสตรีในประเทศกำลังพัฒนา ต้องเริ่มจากการตรวจเต้านมด้วยตนเอง BSE แต่ต้องทำอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ และหากตรวจอย่างสม่ำเสมอจะได้ทราบถึงความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้แต่มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ยังคงแนะนำให้สตรีตรวจเต้านมตนเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง มูลนิธิถันยรักษ์ฯ จึงได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัย ดำเนินการต่อสู้กับภัยมะเร็งเต้านม ในนามของโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 เป็นต้นมา ร่วมดำเนินการพัฒนาระบบการคัดกรองที่เหมาะสม ที่เริ่มต้นจากการตรวจเต้านมด้วยตนเอง Breast Self Examination BSE ตามด้วยการตรวจโดยเจ้าหน้าที่ Clinical Breast Exam CBE แล้วยืนยันว่าเป็นก้อนหรือไม่ชนิดใดโดย Ultrasound จากการประเมินผลการดำเนินงานโครงการฯ 5 ปี (พ.ศ. 255-2560) พบว่า สตรีไทยตรวจเต้านมอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ ร้อยละ 70.8 พบก้อนมะเร็งขนาดเล็ก (ไม่เกิน 2 ซม.) ร้อยละ 43.7 เป็นมะเร็งระยะแรก (ระยะไม่เกิน 0,1,2) ร้อยละ 69.9 อัตราการรอดชีพในกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจเต้านมตนเองสม่ำเสมอสูงถึง ร้อยละ 95.5 ในภาพรวมทั้งโครงการกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจเต้านมตนเองสม่ำเสมอพบก้อนขนาดเล็ก เป็น 1.443 เท่า ของกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจไม่สม่ำเสมอ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ในภาพรวมทั้งโครงการกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจเต้านมตนเองสม่ำเสมอมีอัตราการรอดชีพสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจไม่สม่ำเสมอ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.002) โครงการสืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านมเป็น Pragmatic trial ที่ปฏิบัติได้ไม่ยาก ไม่ว่าในประเทศไทยหรือประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ มีความสำเร็จเชิงประจักษ์บนพื้นฐานจากความตั้งใจจริงที่จะช่วยลดความทุกข์ทรมานอันเกิดจากมะเร็งเต้านมที่มีต่อสตรีไทยและครอบครัว สมดังพระราชปณิธานของสมเด็จย่า ซึ่งจากความสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นรูปแบบของการคัดกรองมะเร็งเต้านมที่สามารถขยายผลการดำเนินงานได้ครอบคลุมทั่วประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ.2561 กระทรวงสาธารณสุขและมูลนิธิถันยรักษ์ฯ ได้สร้างความร่วมมือการดำเนินงานกับมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ. สว.) เพื่อเป็นการขยายโอกาสให้สตรีไทยในพื้นที่ห่างไกลและต้องการความช่วยเหลือได้รับการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกัน และเพื่อให้การดำเนินงานโครงการฯ มีความต่อเนื่องและยั่งยืนส่งผลต่อพฤติกรรมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของสตรีไทยด้วยตนเอง จึงต้องมีการขยายพื้นที่การดำเนินงาน เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลความรู้เรื่องการดูแลส่งเสริม ป้องกัน รู้เท่าทันอันตรายจากโรคมะเร็งเต้านม จึงควรมีการขยายกลุ่มเป้าหมายในกลุ่มสตรีอายุ 20 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา เพื่อให้การสร้างความรอบรู้ เพิ่มศักยภาพสตรีไทยให้สามารถจัดการสุขภาพของตนเอง เพื่อพ้นภัยมะเร็งเต้านม ดังพระราชปณิธานของสมเด็จย่า ได้อย่างยั่งยืนและมีความเหมาะสม

8. วัตถุประสงค์ :
1.เพื่อส่งเสริมให้สตรีไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการดุแลและเฝ้าระวังตนเองจากโรคมะเร็งเต้านม โดยมีพฤติกรรมการตรวจตเต้านมตนเองอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ 2.เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบคัดกรองมะเร็งเต้านมที่มีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการตรวจเต้านมด้วยตนเอง

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.จำนวนจังหวัดได้รับการพัฒนาระบบการคัดกรองมะเร็งเต้านม 76 จังหวัด
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ร้อยละของสตรีอายุ 30-70 ปี มีการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ 80 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : ร้อยละของนักศึกษาอายุ 20 ปี ขึ้นไปในสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ มีการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ 60 ร้อยละ
3.เชิงปริมาณ : ร้อยละของสตรีอายุ 3070 ปี ได้รับการคัดกรองมะเร็งเต้านม (BSE+CBE) 70 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. การขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการฯ ผ่านการประชุมคณะกรรมการกรรมการสนับสนุนและติดตาม ผลการดำเนินงานโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม และการสร้างความ ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับเขต 2. การสร้างและพัฒนาภาคีเครือข่ายเพื่อการดำเนินงาน โดยการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้ปฎิบัติงาน ผ่านหลักสูตรผู้จัดการดูแลมะเร็งเต้านม (Breast cancer care manager) และการพัฒนาแกนนำ นักศึกษาส่งเสริมสุขภาพในสถานศึกษา 3. พัฒนาระบบข้อมูลเฝ้าระวังสถานการณ์มะเร็งเต้านม ผ่านการติดตามการดำเนินงานและระบบข้อมูลโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 จ้างจัดทำสื่อเพื่อสร้างความรอบรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านมและการป้องกัน 1 งาน 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 150,000.00
2 การพัฒนาสื่อเพื่อสร้างความรอบรู้การดูแลตนเองให้ห่างไกลมะเร็งเต้านม 1 งาน 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 95,000.00
3 จัดทำระบบฐานข้อมูลการคัดกรองมะเร็งเต้านมในสตรีไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป 1 ระบบ 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 50,000.00
4 ประเมินและปรับปรุงระบบสารสนเทศของโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม 1 งาน 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 30,000.00
5 การประชุมใหญ่ประจำปีโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 70,000.00
6 การประเมินผลโครงการและการศึกษาปัจจัยความสำเร็จการดำเนินงานระยะ 10 ที่ผ่านมา 1 งาน 1 พ.ย. 2564 - 30 ก.ย. 2565 62,780.00
7 ประชุมคณะทำงานเพื่อวางแผนและพัฒนาการคัดกรองมะเร็งเต้านมระดับเขต 2 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 30 มิ.ย. 2565 8,000.00
รวมเป็นเงิน 465,780.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
465,780.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
- เขตสุขภาพที่ 1 - 13 - ศูนย์อนามัยที่ 1 - 12 และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง - กรมอนามัย จังหวัดนนทบุรี

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
- บุคลากรสาธารณสุขสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค - บุคลากรสาธารณสุขสังกัดกรมอนามัย ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค - มูลนิธิถันยรักษ์ฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานส่วนกลาง - สตรีอายุ 30-70 ปี ใน 12 เขตพื้นที่ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข - สถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย - หน่วยงาน/องค์กรภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
- สตรีอายุ 30-70 ปี ใน 12 เขตพื้นที่ตรวจราชการ กระทรวงสาธารณสุข - สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.) - สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) - โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) - โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) - โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) - โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) - กรมอนามัย

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางสาวศิรินทรา พินิจกุล ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
หัวหน้ากลุ่มอนามัยวัยทำงาน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
รองอธิบดีกรมอนามัย (นพ.อรรถพล)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 10

1. ชื่อโครงการ :
โครงการขับเคลื่อนสำนักส่งเสริมสุขภาพเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ขององค์กร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
ส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ (HL)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 66 ) 19.4 สร้างระบบการสื่อสารด้วยเทคโนโลยี สื่อที่ทันสมัย และหลากหลายช่องทางการเข้าถึงสื่อและการตอบโต้ความเสี่ยง (RRHL)
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
การพัฒนาและเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นการสร้างและพัฒนา ขีดความสามารถระดับบุคคลในการธำรงรักษาสุขภาพตนเองอย่างยั่งยืน มีการชี้นำระบบสุขภาพที่สอดคล้อง กับปัญหาและความต้องการของประชาชน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพของตนเองร่วมกับผู้ให้บริการ และสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งกำหนดเป้าประสงค์ในการดูแลสุขภาพตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการโรคเรื้อรังที่กำลังเป็นปัญหาระดับโลก ดังนั้น หากประชากรส่วนใหญ่ ของประเทศ มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำย่อมจะส่งผลต่อสภาวะสุขภาพในภาพรวม กล่าวคือ ประชาชน ขาดความสามารถในการดูแลสุขภาพของตนเอง จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นต้องพึ่งพาบริการทางการแพทย์และยารักษาโรคที่มีราคาแพง โรงพยาบาล และหน่วยบริการสุขภาพจะต้องมีภาระหนักในด้านการรักษาพยาบาล จนทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำงานส่งเสริมสุขภาพ และไม่อาจสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการอย่างสมบูรณ์ได้ (WHO, 2009) และโดยที่ทั่วโลก รวมถึงไทยยังอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับ ความท้าทายจากภายนอกและภายในประเทศที่มีความผันแปรสูงและมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ทั้งที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 และ โครงสร้างในประเทศที่ยังคงมีข้อจำกัดภายในที่รอการปรับปรุงแก้ไขในหลายมิติการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจถึงปัจจัยภายนอกและภายใน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลต่อและมีอิทธิพลกับโครงสร้างและองคาพยพของประเทศ ในทุกมิติ เพื่อนำมาประมวลผลและกำหนดกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศที่ควรมุ่งไปในอนาคตให้มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ตลอดจนสามารถ นำพาประเทศให้เติบโตต่อไปท่ามกลางความผันแปรที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างสรรค์โอกาส จากความท้าทายภายนอกและสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศให้สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย เป็นหน่วยงานภาครัฐที่สังกัดในกระทรวงสาธารณสุข ที่มีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินงานด้านการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพทุกกลุ่มวัย มีภาระหน้าที่แบ่งเป็น 2 ภาคส่วน คือ 1. กลุ่มวิชาการ และ 2. กลุ่มสนับสนุนวิชาการ การทำงานกลุ่มวิชาการ คือ การดำเนินงานขับเคลื่อน สำนักส่งเสริมสุขภาพเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ Health Literacy ความสามารถและทักษะในการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อวิเคราะห์ แปลความหมาย ประเมิน ปฏิบัติและจัดการตนเอง รวมทั้งชี้แนะ เรื่องสุขภาพส่วนบุคคล ครอบครัวและชุมชน เพื่อสุขภาพที่ดี เป้าหมายสูงสุด คือ ต้องการให้ประชาชน มีสุขภาพที่ดี มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพอย่างยั่งยืน การทำงานกลุ่มสนับสนุนวิชาการ คือ การพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาศักยภาพ และพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม เพื่อเป็นองค์กรต้นแบบ ด้านความโปร่งใส สร้างความสามัคคีในองค์กร ยกระดับจิตสำนึก และความรับผิดชอบในประโยชน์สาธารณะของบุคลากร และรวมทั้งสองส่วนในการดำเนินงานภายใต้คำจำกัดความว่า “Healthy Workplace Happy for Life” คือ การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและการพัฒนาคนให้มีคุณธรรมจริยธรรม เสริมสร้างความสุขและความผูกพันให้คนในองค์กร พัฒนาสถานที่ทำงานให้น่าอยู่ น่าทำงาน การสื่อสารข้อมูลด้านการส่งเสริมสุขภาพเป็นแนวคิดด้านบวกที่มุ่งเน้นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ส่วนบุคคลและสังคม รวมถึงศักยภาพทางกายของบุคคล การสร้างเสริมสุขภาพจึงไม่เป็นเพียง ความรับผิดชอบของภาคส่วนที่ดูแลสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งไปที่รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การมีสุขภาวะในที่สุด การสร้างเสริมสุขภาพเป็นกระบวนการในการเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถจัดการกับสุขภาพของตนเอง รวมทั้งปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพต่าง ๆ ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มีการพัฒนาสุขภาพ ในที่สุด การสร้างเสริมสุขภาพจึงเป็นงานหลักของสำนักส่งเสริมสุขภาพ ในด้านสนับสนุนการจัดการโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ รวมถึงปัจจัยคุกคามต่อสุขภาพอื่น ๆ ด้วย เพื่อเป็นการเสริมสร้าง ป้องกัน และการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต เป็นความเชื่อมโยงให้บุคลากรทางด้านสาธารณสุขและประชาชนทั่วไป มีสุขภาพที่ยั่งยืน ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรและประชาชนให้เกิดความรอบรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ จัดทำสื่อเพื่อสร้างความเข้าใจ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมและงานส่งเสริมสุขภาพ เสริมสร้างให้ประชาชน มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นการสร้างและพัฒนาขีดความสามารถระดับบุคคลในการธำรงรักษาสุขภาพตนเอง อย่างยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงาน โดยมุ่งหวังให้การบริหารจัดการองค์กร ของสำนักส่งเสริมสุขภาพ สามารถสนองตอบนโยบายของกรมอนามัย และมีการดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามภารกิจหลักของหน่วยงานอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพคน ตลอดช่วงชีวิตให้สนับสนุน การเจริญเติบโตของประเทศ ตามเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กระทรวงสาธารณสุขที่ว่า “ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุขระบบสุขภาพยั่งยืน” ดังนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกกลุ่มวัย ที่จะเป็นการขับเคลื่อน การเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม และระบบสุขภาพให้บรรลุเป้าหมายและผลลัพธ์ตามแผนยุทธศาสตร์และส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการเป็นเกราะป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิด 19 ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลจัดการปัญหาสุขภาพด้วยตนเองได้

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านวิชาการของสำนักส่งเสริมสุขภาพให้สามารถสนองนโยบาย การดำเนินงานของกรมอนามัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. เพื่อพัฒนาและผลิตสื่อในการให้ความรู้กับบุคลากรและประชาชนทั่วไปเกิดความรู้และประเมินสุขภาพตนเอง 3. พัฒนาสื่อในการส่งเสริมสุขภาพในวิถีชีวิตใหม่ และการเฝ้าระวังป้องกันโรคโควิด 19 ให้ประชาชนเข้าถึงเข้าใจ สามารถดูแลจัดการสุขภาพของตนเองได้

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ผลิตและเผยแพร่สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อส่งเสริมสุขภาพในวิถีชีวิตใหม่ 1 ครั้ง
2.ยอดการเข้าถึงเฟซบุ๊ก แฟนเพจ “สำนักส่งเสริมสุขภาพ” 200000 คน
3.ยอดการเข้าถึงเฟซบุ๊ก แฟนเพจ “7 สัปดาห์รอบรู้สู่สุขภาพดี 100000 คน
4.ยอดการกดไลค์เฟซบุ๊ก แฟนเพจ “สำนักส่งเสริมสุขภาพ” 50000 คน
5.ยอดการกดไลค์เฟซบุ๊ก แฟนเพจ “7 สัปดาห์รอบรู้สู่สุขภาพดี” 10000 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแผนงาน/โครงการตามกำหนดการ และระยะเวลาที่สำนักส่งเสริมสุขภาพกำหนด 2. ผลิตและเผยแพร่สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อส่งเสริมสุขภาพในวิถีชีวิตใหม่ และ 3. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์สื่อผ่านช่องทางต่างๆ 4. สรุปผลการดำเนินงานตามกิจกรรมโครงการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ผลิตและเผยแพร่สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อส่งเสริมสุขภาพในวิถีชีวิตใหม่ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 300,000.00
รวมเป็นเงิน 300,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
300,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ เครือข่าย และประชาชน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ เครือข่าย และประชาชน

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นายสมศักดิ์ ปิ่นนาค ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการพิเศษ 2. นายธานินทร์ อ่อนนุชมงคล ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการพิเศษ 3. นางแรกขวัญ สละวาสี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 4. ว่าที่ ร.ต.มณฑล หวานวาจา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นางมลิวัลย์ ศรีม่วง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 6. นางสาวสงกรานต์ กัญญมาสา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 7. นางนิริญา ธนธราธิคุณ ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ 8. นางสาวกรกมล ปรปักษ์ขาม ตำแหน่งนักวิเทศสัมพันธ์

19. ผู้เสนอโครงการ :
หัวหน้ากลุ่มสร้างเสริมศักยภาพเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ. สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
อธิบดี / รองอธิบดี

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 11

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมผู้นำงานส่งเสริมสุขภาพและรับมือ การแพร่ระบาดของ COVID - 19 ในชีวิตวิถีใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
ส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ (HL)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 65 ) 19.3 พัฒนาภาคีเครือข่าย แกนนำภาคประชาชน เป็นผู้ตรวจสอบสถานประกอบการและเฝ้าระวังพฤติกรรม ประชาชนในชุมชน
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
การกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) ยังคงน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักปรัชญานำทางในการขับเคลื่อนและวางแผน การพัฒนาประเทศ ให้เกิดประสิทธิผลในการขับเคลื่อนพลวัตการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ไปสู่เป้าหมาย ตามยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และโดยที่ทั่วโลก รวมถึงไทยยังอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับ ความท้าทายจากภายนอกและภายในประเทศที่มีความผันแปรสูงและมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ในอนาคต ทั้งที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 และ โครงสร้าง ในประเทศที่ยังคงมีข้อจำกัดภายในที่รอการปรับปรุงแก้ไขในหลายมิติการกำหนดทิศทางการพัฒนา ประเทศในระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจถึงปัจจัยภายนอกและภายใน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลต่อและมีอิทธิพลกับโครงสร้างและองคาพยพของประเทศ ในทุกมิติ เพื่อนำมาประมวลผลและกำหนดกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศที่ควรมุ่งไปในอนาคตให้มีความ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ตลอดจนสามารถ นำพาประเทศ ให้เติบโตต่อไปท่ามกลางความผันแปรที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างสรรค์โอกาส จากความท้าทายภายนอกและสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศให้สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง สามารถบรรลุเป้าหมายในระยะ 20 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติตามกรอบระยะเวลาที่คาดหวังไว้โดยกำหนดนโยบาย ทิศทาง เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และวางแผนในระยะยาวในด้านสาธารณสุข และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1) การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (Promotion & Prevention Excellence) 2) ระบบบริการ (Service Excellence) 3) การพัฒนาคน (People Excellence) และ 4) ระบบบริหารจัดการ (Governance Excellence) ตามระบบราชการ 4.0 คือระบบที่มีการเปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย การพัฒนาสุขภาพประชาชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับแนวคิดสุขภาพพอเพียงและสุขภาวะ โดยคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมและมีพื้นที่เป็นฐานภายใต้ระบบสุขภาพพอเพียงระบบสุขภาพ หนึ่งเดียว แบบองค์รวม ไร้รอยต่อ เป็นธรรม และมั่นคงทางสุขภาพ มุ่งพัฒนาสู่สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับประเทศไทย ระบบสุขภาพพอเพียงจะเป็นจริงได้ ก็ด้วยภาคีร่วมพัฒนา ทุกภาคส่วน และพันธกิจสำคัญในการพัฒนา คือ สร้างเอกภาพทางความคิด สร้างจิตสำนึกสุขภาพใหม่ สร้างระบบจัดการที่โปร่งใส สร้างกลไกการมีส่วนร่วมในการพัฒนา จึงต้องอาศัยการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรสาธารณสุขให้มี ความรู้ ทักษะ และความสามารถ เพิ่มมากขึ้นที่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามสถานการณ์ปัญหา โดยการให้การศึกษา ฝึกอบรม ในการเสริมสร้างความรู้ ทักษะนำไปปรับใช้กับการส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชนมีสุขภาพที่ดี สมรรถนะที่เกิดขึ้นจะเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในตัวบุคคลหรือทุนมนุษย์ของบุคลากร ในองค์กรและเป็นทรัพยากรที่สำคัญทำให้องค์การเกิดการพัฒนาองค์กรและส่งต่อไปยังประชาชนต่อไป กรมอนามัยเป็นองค์กรหลักของประเทศในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อประชาชนสุขภาพดี ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์ใช้ความรู้และดูภาพรวม กำหนดนโยบายและออกแบบระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมโดยการประสานงานสร้างความร่วมมือและกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการดำเนินงาน ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ตามแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 โดยกำหนด 4 ประเด็นยุทธศาสตร์คือ 1) ส่งเสริมสุขภาพ 5 กลุ่มวัย 2) สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อสุขภาพ 3) สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ 4) อภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม และ 5) ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรสมรรถนะสูงและมีธรรมมาภิบาลโดยในแผนยุทธศาสตร์ ฯ ของกรมอนามัย โดยกำหนดให้มีการพัฒนาบุคลากรในการขับเคลื่อนระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมให้มีสมรรถนะสูง และสอดคล้องกับแผนของกระทรวงสาธารณสุข คือ ประชาชนสุขภาพดี ภาคีเครือข่ายและเจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบอนามัยยั่งยืน และเพื่อให้กรมอนามัยบรรลุในทิศทางหรือผลลัพธ์ที่ต้องการจำเป็นต้องระดมพลังจากภาคีเครือข่าย ร่วมกระบวนการวางแผนและตัดสินใจกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคตที่ต้องการบรรลุ บนพื้นฐานข้อมูล ที่ครบถ้วนถูกต้อง สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลก และสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคโควิด 19 ชุมชนจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเป็นเกราะป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส การทำให้ชุมชนเกิดพลังในการทำงานจะเป็นข้อต่อสำคัญที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรสุขภาพที่กำลังอ่อนล้า เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยลดการระบาดของโรคโควิด 19 ได้ จึงต้องมุ่งเน้นการพัฒนาสมรรถนะด้านการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มวัย และการป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด 19 ให้ประชาชน และการพัฒนาความพร้อมในการเป็นผู้นำที่เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มีความสอดคล้องตามแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ในการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายด้านการดำเนินงานสาธารณสุขภายใต้ยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) รวมถึงการจัดทำสื่อเพื่อสร้างความเข้าใจ เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการจัดการพฤติกรรมสุขภาพเชิงป้องกันของประชาชน ดังนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกกลุ่มวัย ที่จะเป็นการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม และระบบสุขภาพให้บรรลุเป้าหมายและผลลัพธ์ตามแผนยุทธศาสตร์และส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการเป็นเกราะป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนา 2019 ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลจัดการปัญหาสุขภาพด้วยตนเองได้

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อให้ผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพระดับ ชุมชน อำเภอ รวมถึงระดับภูมิภาค จังหวัด เขตและส่วนกลางมีความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมสุขภาพของคนไทยทุกกลุ่มวัย และได้รับการพัฒนาสมรรถนะการเป็นนักส่งเสริมสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกกลุ่มวัย 2. เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพ การสร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชนที่มุ่งป้องกัน โรคโควิด 19 และการพัฒนางานในระดับพื้นที่ โดยผ่านเครือข่ายงานส่งเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพในการป้องกันและเฝ้าระวังโรคโควิด 19 ตื่นรู้สถานการณ์ ความเสี่ยงในพื้นที่ และสามารถวางแผนป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ภาคีเครือข่ายระดับกรม ศูนย์อนามัย จังหวัด ส่วนภูมิภาค ได้รับการพัฒนา เรื่อง การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมผู้นำงานส่งเสริมสุขภาพและสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกกลุ่มวัย 100 คน
2.บุคลากรด้านสาธารณสุข และประชาชน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจ ได้รับการพัฒนาด้านส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกกลุ่มวัย และมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเองจากโรคโควิด 19 300 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมประชุม ไม่ต่ำกว่า 70 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : การสร้างความรอบรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันตนเอง จากโรคโควิด 19 1 ครั้ง
3.เชิงคุณภาพ : โครงร่างหรือกรอบแนวคิดงานวิจัยจากงานประจำ 5 เรื่อง
4.เชิงคุณภาพ : . ผู้เข้ารับการประชุมมีสมรรถนะตามเกณฑ์ที่กำหนด 70 ร้อยละ
5.เชิงเวลา : กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรมตามที่กำหนด 70 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. พัฒนาสมรรถนะบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมผู้นำงานส่งเสริมสุขภาพ ระยะที่ 3 ในรูปแบบยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) 2. พัฒนาสมรรถนะบุคลากรสาธารณสุข และประชาชน เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกกลุ่มวัยและป้องกันการติดเชื้อโควิด 19

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมผู้นำงานส่งเสริมสุขภาพ ระยะที่ 3 ในรูปแบบยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 100,000.00
2 การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสาธารณสุข และประชาชน เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกกลุ่มวัยและป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 (Online) 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 200,000.00
รวมเป็นเงิน 300,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
300,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ม.ค. 2565 - 30 มิ.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
หน่วยงานราชการหรือเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร หรือปริมณฑล

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
กิจกรรมที่ 1 การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมผู้นำงานส่งเสริมสุขภาพ ระยะที่ 3 ในรูปแบบยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) จำนวน 100 คน โดยแบ่งออกเป็น การพัฒนาสมรรถนะในรูปแบบ ณ สถานที่จัดประชุมจำนวน 25 คน รูปแบบออนไลน์จำนวน 55 คน และรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองจำนวน 20 คน ประกอบด้วย 1. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด - นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านส่งเสริมพัฒนา) หัวหน้างานส่งเสริมสุขภาพ หรือผู้รับผิดชอบ งานส่งเสริมสุขภาพ 2. ส่วนภูมิภาค - นักวิชาการจากโรงพยาบาลชุมชน สาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล 3. กรมอนามัย - ผู้บริหารกรมอนามัย - นักวิชาการจากศูนย์อนามัย สำนักฯ และกองฯ ต่าง ๆ สายส่งเสริมสุขภาพ - นักวิชาการและเจ้าหน้าที่ของสำนักส่งเสริมสุขภาพ - คณะทำงาน - ผู้สังเกตการณ์ 4. วิทยากรจากภาครัฐและเอกชน กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสาธารณสุข และประชาชน เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกกลุ่มวัยและป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 (Online) ประกอบด้วย บุคลากรสาธารณสุข ประชาชน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจ ไม่ต่ำกว่า 300 คน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ส่วนภูมิภาค กรมอนามัย ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ประชาชน และผู้ที่สนใจ

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นายสมศักดิ์ ปิ่นนาค ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการพิเศษ 2. นายธานินทร์ อ่อนนุชมงคล ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการพิเศษ 3. นางแรกขวัญ สระวาสี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 4. ว่าที่ร้อยตรีมณฑล หวานวาจา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นางมลิวัลย์ ศรีม่วง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 6. นางสาวสงกรานต์ กัญญมาสา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 7. นางนิริญา ธนธราธิคุณ ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ 8. นางสาวกรกมล ปรปักษ์ขาม ตำแหน่ง นักวิเทศน์สัมพันธ์

19. ผู้เสนอโครงการ :
หัวหน้ากลุ่มสร้างเสริมศักยภาพเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ. สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
อธิบดี / รองอธิบดี

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 12

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพด้านทักษะการนำเสนอด้วยการใช้สื่อ มัลติมิเดียและดิจิทัล (Multimedia & Digital) อย่างมีประสิทธิภาพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
27) ร้อยละของบุคลากรมีสมรรถนะในการขับเคลื่อนระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม

4. cluster :
ยุทธศาสตร์กำลังคน (HR)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 77 ) 21.1 ยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลกรมอนามัย
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมืออาชีพตามหลักธรรมาภิบาล

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ตามที่รัฐบาลได้กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยไว้ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะใช้โมเดลขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 โดยระบบราชการซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดรับกับบริบทที่จะเกิดขึ้น กล่าว คือ ภาครัฐจะต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับการให้บริการตอบสนองความต้องการ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การพัฒนาระบบราชการไปสู่ระบบราชการ 4.0 มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1. ภาครัฐที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงถึงกัน 2. ภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หมายถึง ส่วนราชการ ต้องทำงานเชิงรุกมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยไม่ต้องรอ ให้เข้ามาติดต่อหรือร้องขอ และ 3. ภาครัฐมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย หมายถึง ต้องมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้ามีการวิเคราะห์ความเสี่ยง สร้างนวัตกรรมและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ต่างๆ เพื่อตอบสนอง กับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันเวลา การปฏิรูปประเทศเพื่อไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญ ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงต้องเร่งปรับตัว ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาผู้อื่นให้มีขีดความสามารถเหมาะสมในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมา "ภาครัฐของไทย" มักจะถูกมองว่ามีการจัดการภาครัฐที่ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ไม่ยืดหยุ่น ไม่คล่องตัว ให้ความสำคัญกับความถูกต้องของกระบวนการมากกว่าผลสัมฤทธิ์ของงาน การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานยังติดขัด ไม่เชื่อมโยง เป็นกระบวนการเดียวกันการบริหารงานยึดติดกับกรอบอำนาจตามกฎหมายเป็นหลัก การประสานความสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่นเป็นไปในแบบที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำ ภาคส่วนอื่นเป็นฝ่ายตาม รูปแบบและวิธีการแก้ไขปัญหา ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากภาครัฐเป็นผู้คิด บอก และดำเนินการ ซึ่งในหลายครั้งไม่ได้นำปัญหาหรือความต้องการที่แท้จริงของประชาชนมาพิจารณาการปฏิบัติงานไม่สอดคล้องและไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม การให้บริการที่ให้กับประชาชนและภาคเอกชนแม้จะมีการพัฒนาให้รวดเร็วและทันสมัย แต่เมื่อเปรียบเทียบ กับต่างประเทศแล้วยังมีความล่าช้าและไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้เท่าที่ควร การปรับเปลี่ยนภาครัฐเป็นรัฐบาลดิจิทัลข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนารัฐบาลดิจิทัล โดยการพัฒนาตนเองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนำเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดมีการเชื่อมโยงและบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง ระหว่างภาครัฐ กับภาคเอกชน และระหว่างภาครัฐกับประชาชน เพื่อการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน (Co-Creation) และเพื่อการพัฒนางานภาครัฐที่มีมูลค่าสูงขึ้น (High Value Jobs) ในการทำงาน จะต้องรู้ เข้าใจ และสามารถ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม ต้องติดตามทิศทางและแนวโน้มของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับ และปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง พัฒนารูปแบบ วิธีคิด และวิธีการทำงานให้สามารถใช้ประโยชน์ จากข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technology) ได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประเทศชาติ สำนักส่งเสริมสุขภาพ มุ่งมั่นพัฒนาเพื่อเป็นองค์กรหลักของประเทศในการส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดี การพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีสมรรถนะ สามารถก้าวออกจากกรอบความคิด และวิธีการทำงานแบบเดิม พร้อมท้าทายสิ่ง ใหม่ แก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล ต้องสามารถ ประสานการทำงานร่วมกัน (Collaboration) เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกันทั้งภายในหน่วยงานเดียวกัน ระหว่างหน่วยงานของรัฐ ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชน และระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน เพื่อการสร้างคุณค่าร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน ซึ่งในยุคแห่งการแข่งขันไร้พรมแดน (Globalization) บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพจึงจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่หลากหลายด้าน ซึ่งความรู้และทักษะด้านทักษะการนำเสนอด้วยการใช้สื่อมัลติมิเดียและดิจิทัล (Multimedia & Digital) เป็นอีกทักษะหนึ่งที่ต้องเร่งให้มีการพัฒนา เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวิถีการทำงาน ทำให้บุคลากรต้องปรับตัว และยกระดับสมรรถนะของตน สามารถเป็นกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรสู่องกรค์สมรรถนะสูงตามเป้าหมายขององค์กรและประเทศชาติสืบไป

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อพัฒนาบุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะการนำเสนอด้วยการใช้สื่อมัลติมิเดียและดิจิทัล (Multimedia & Digital) อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ของภัยคุกคามจากภายนอกอย่างเท่าทันของยุคดิจิทัล ในศตวรรษที่ 21 เพิ่มขึ้น

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพได้รับการพัฒนาศักยภาพความรู้ ความสามารถ และทักษะการนำเสนอด้วยการใช้สื่อมัลติมิเดียและดิจิทัล (Multimedia & Digital) อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคาม จากภายนอกอย่างเท่าทันของยุคดิจิทัล 40 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 40 คน
2.เชิงคุณภาพ : บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพมีความรู้ ความสามารถ และทักษะการนำเสนอด้วยการใช้สื่อมัลติมิเดียและดิจิทัล (Multimedia & Digital) อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคามจากภายนอก อย่างเท่าทันของยุคดิจิทัล ในศตวรรษที่ 21 60 ร้อยละ
3.เชิงเวลา : กิจกรรมของโครงการมีการดำเนินงานตามระยะเวลาที่กำหนด 1 ครั้ง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. จัดทำแบบสำรวจความต้องการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ 2. วิเคราะห์ สังเคราะห์ความต้องการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ 3. จัดทำแผนงาน/โครงการตามกำหนดการ และระยะเวลาที่สำนักส่งเสริมสุขภาพกำหนด 4. วางแผนกิจกรรม ดำเนินงานโครงการ “โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ ด้านทักษะการนำเสนอด้วยการใช้สื่อมัลติมิเดียและดิจิทัล (Multimedia & Digital) อย่างมีประสิทธิภาพ” 5. โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพด้านทักษะการนำเสนอด้วยการใช้สื่อ มัลติมิเดียและดิจิทัล (Multimedia & Digital) อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง 3 ระยะ 6. สรุปรายงานผลการดำเนินงานการประชุม “โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพด้านทักษะการนำเสนอด้วยการใช้สื่อมัลติมิเดียและดิจิทัล (Multimedia & Digital) อย่างมีประสิทธิภาพ”

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 การประชุมปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพด้านทักษะการนำเสนอด้วยการใช้สื่อมัลติมิเดียและดิจิทัล (Multimedia & Digital) อย่างมีประสิทธิภาพ 3 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 200,000.00
รวมเป็นเงิน 200,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
200,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 เม.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นายสมศักดิ์ ปิ่นนาค ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการพิเศษ 2. นายธานินทร์ อ่อนนุชมงคล ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการพิเศษ 3. นางแรกขวัญ สระวาสี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 4. ว่าที่ ร.ต.มณฑล หวานวาจา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นางมลิวัลย์ ศรีม่วง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 6. นางสาวสงกรานต์ กัญญมาสา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 7. นางนิริญา ธนธราธิคุณ ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ 8. นางสาวกรกมล ปรปักษ์ขาม ตำแหน่ง นักวิเทศสัมพันธ์

19. ผู้เสนอโครงการ :
หัวหน้ากลุ่มสร้างเสริมศักยภาพเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ. สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
อธิบดี / รองอธิบดี

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 13

1. ชื่อโครงการ :
โครงการสร้างเสริมศักยภาพและส่งเสริมความรอบรู้สู่สุขภาพดีวิถีใหม่ โดยใช้หลักสูตร 7 สัปดาห์สุขภาพดี หุ่นดี ที่บ้าน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
3 สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
19) ร้อยละของประชาชนที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

4. cluster :
ส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ (HL)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 65 ) 19.3 พัฒนาภาคีเครือข่าย แกนนำภาคประชาชน เป็นผู้ตรวจสอบสถานประกอบการและเฝ้าระวังพฤติกรรม ประชาชนในชุมชน
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ในปัจจุบันประเทศไทยมีความเสี่ยงและเป็นประเด็นที่ท้าทายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) และโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต จึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งสร้างการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนสามารถจัดการสุขภาพของตนเองได้ ประชาชนไทย เจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเกิดจากการมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมาะสม จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่าคนวัยทำงานอายุ 15 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมกินผักผลไม้ต่อวันเพียงพอตามข้อแนะนำเพียงร้อยละ 25.9 มีดัชนีมวลกาย(BMI) อยู่ในเกณฑ์ปกติเพียงร้อยละ 36.43 มีภาวะอ้วนร้อยละ 37.5 พบโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 24.7 โรคเบาหวาน ร้อยละ 8.9 ภาวะไขมันในเลือดสูงร้อยละ 16.4 และจากการสำรวจระดับกิจกรรมทางกายในประชากรไทย โดยศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) พบว่า ในปี 2563 ประชากรวัยทำงาน (อายุ 18-59 ปี) มีกิจกรรมทางกายเพียงพอลดลงเหลือร้อยละ 54.7 จากที่ปี 2562 มีกิจกรรมทางกายเพียงพอร้อยละ 74.6 และจากการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมประชาชนไทยวัยทำงาน (อายุ 15 - 59 ปี) มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3 อ 2 ส อยู่ในระดับไม่ดีร้อยละ 49 จึงอาจส่งผลให้ระดับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3 อ 2 ส ของประชาชนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่ดีร้อยละ 56.7 คือ พฤติกรรมบริโภคอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย และพฤติกรรมการจัดการความเครียด ประกอบกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities: CRPD) ถือเป็นอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศฉบับแรกที่องค์การสหประชาชาติประกาศขึ้นเพื่อให้หลักประกันในสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อคนพิการ อย่างเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป และหนึ่งในสิทธิคนพิการในอนุสัญญาฉบับนี้คือ สิทธิด้านสุขภาพ ที่คนพิการพึงได้รับการดูแล และส่งเสริมสุขภาพอย่างเท่าเทียมกับบุคคลปกติ ฉะนั้นเพื่อให้ปรชาชนไทยรวมถึงผู้พิการมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม จึงต้องยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กลุ่มคนดังกล่าว สามารถเข้าถึงเข้าใจข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพ และตัดสินใจจัดการสุขภาพตนเองให้มีสุขภาพดีได้ นำไปสู่การสร้างผลผลิต สร้างรายได้ครัวเรือน สร้างสังคมแห่งความสุข เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี ตอบสนองต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติให้มีความมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเป็นองค์กรหลักของประเทศในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อประชาชนสุขภาพดี มีเป้าหมายตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ปี 2564-2565 ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง ในประเด็นสุขภาพดีวิถีใหม่ ซึ่งจากผลผลิตและผลลัพธ์ เชิงประจักษ์ของโปรแกรมเจ็ดสัปดาห์สุขภาพดี หุ่นดี ที่บ้าน ถือเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่ทำให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น สามารถจัดการดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเองในวิถีชีวิตใหม่ และมีสุขภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งบอกต่อขยายเครือข่ายสุขภาพได้ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Developmen Goals-SDGs) เป้าหมายที่ 3 การมีสุขภาวะที่ดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย เป้าหมายย่อย ที่ 3.4 ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงให้ความสำคัญกับเป้าประสงค์ในแผนพัฒนาสุขภาพฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2569) ข้อที่ 1 กำหนดไว้ว่าประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากขึ้น จึงต้องขยายผลการดำเนินงานพัฒนารูปแบบการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ สร้างแกนนำนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สร้างพื้นที่ต้นแบบผลักดันและสนับสนุนภาคีเครือข่าย 7 สัปดาห์เพื่อคนไทย สุขภาวะดีในวิถีชีวิตใหม่ ให้ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มผู้พิการให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตระหนักรู้สุขภาพ นำไปสู่การมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ลดอัตราการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย จึงได้จัดโครงการสร้างเสริมศักยภาพและส่งเสริมความรอบรู้สู่สุขภาพดีวิถีใหม่ โดยใช้หลักสูตร 7 สัปดาห์สุขภาพดี หุ่นดี ที่บ้าน

8. วัตถุประสงค์ :
1. สร้างเสริมศักยภาพแกนนำและส่งเสริมความรอบรู้สู่สุขภาพดีวิถีใหม่ในชุมชนโดยใช้หลักสูตร 7 สัปดาห์สุขภาพดี หุ่นดี ที่บ้าน 2. พัฒนาพื้นที่ต้นแบบ 7 สัปดาห์สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในชุมชนเพื่อคนไทยสุขภาพดีวิถีใหม่ 3. เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับคนพิการ 4. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การส่งเสริมสุขภาพสำหรับคนพิการ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.แกนนำได้รับสร้างเสริมศักยภาพและส่งเสริมความรอบรู้สู่สุขภาพดีวิถีใหม่ในชุมชน โดยใช้หลักสูตร 7 สัปดาห์สุขภาพดี หุ่นดี ที่บ้าน 100 คน
2.มีการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ 7 สัปดาห์ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในชุมชนเพื่อคนไทยสุขภาพดีวิถีใหม่ 1 ครั้ง
3.แนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับคนพิการ 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : กลุ่มเป้าหมายเข้าอบรมตามกำหนด ไม่ต่ำกว่า 70 ร้อยละ
2.เชิงคุณภาพ : รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพและส่งเสริมความรอบรู้สู่สุขภาพดีวิถีใหม่ ในชุมชน 1 เรื่อง
3.เชิงคุณภาพ : แนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้พิการ 1 เรื่อง

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. สร้างเสริมศักยภาพและส่งเสริมความรอบรู้สู่สุขภาพดีวิถีใหม่ในชุมชน โดยใช้หลักสูตร 7 สัปดาห์สุขภาพดี หุ่นดี ที่บ้าน ผ่านสื่อออนไลน์ 2. ประชุมเพื่อหาแนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับคนพิการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 สร้างเสริมศักยภาพและส่งเสริมความรอบรู้สู่สุขภาพดีวิถีใหม่ในชุมชน โดยใช้หลักสูตร 7 สัปดาห์สุขภาพดี หุ่นดี ที่บ้าน ผ่านสื่อออนไลน์ 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 150,000.00
2 ประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อหาแนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับคนพิการ 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 25,000.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหาแนวทางและนำเสนอข้อสรุปการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับ คนพิการ 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 25,000.00
รวมเป็นเงิน 200,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
200,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 มี.ค. 2565 - 30 มิ.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
หน่วยงานราชการหรือเอกชน หรือโรงแรม ในเขตกรุงเทพมหานคร หรือปริมณฑล

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. ผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกรมอนามัยทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 2. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เช่น กรมวิชาการ สสจ สสอ รพศ รพท รพช รพสต 4. วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้สังเกตการณ์ คณะทำงาน 5. แกนนำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ประชาชนทั่วไป และผู้พิการทุกกลุ่มวัย

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรด้านสาธารณสุข ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐภาคเอกชน ประชาชน และผู้พิการทุกกลุ่มวัย

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นายสมศักดิ์ ปิ่นนาค ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการพิเศษ 2. นายธานินทร์ อ่อนนุชมงคล ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการพิเศษ 3. นางแรกขวัญ สระวาสี ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 4. ว่าที่ร้อยตรีมณฑล หวานวาจา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นางมลิวัลย์ ศรีม่วง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 6. นางสาวสงกรานต์ กัญญมาสา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 7. นางนิริญา ธนธราธิคุณ ตำแหน่ง นักวิชาการเผยแพร่ 8. นางสาวกรกมล ปรปักษ์ขาม ตำแหน่ง นักวิเทศน์สัมพันธ์

19. ผู้เสนอโครงการ :
หัวหน้ากลุ่มสร้างเสริมศักยภาพเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ. สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
อธิบดี / รองอธิบดี

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 14

1. ชื่อโครงการ :
โครงการยกระดับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัย ให้สุขภาพดีตามวิถีใหม่ (New Normal)

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 92 ) 26.1 พัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการภาครัฐ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกรมอนามัยองค์กรคุณภาพคู่คุณธรรม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
การบริหารยุทธศาสตร์ของสำนักส่งเสริมสุขภาพมีความจำเป็นต้องปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อเป็นทั้งเป้าหมายและเครื่องมือกลไกในการรองรับการขับเคลื่อนของยุทธศาสตร์ชาติด้านอื่น ๆ ให้สามารถดำเนินการจนบรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ดังนั้น แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ จึงมุ่งเน้นพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐให้มีความทันสมัย เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ มีสมรรถนะสูง ในการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนให้เป็นประเทศไทย 4.0 ที่สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนด้วยหลักการ “ภาครัฐของประชาชน เพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม” แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติได้ให้ความสำคัญ กับความพึงพอใจของประชาชนในคุณภาพการให้บริการของภาครัฐ ซึ่งการบริหารยุทธศาสตร์จะต้องมีไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ภายในช่วงปี พ.ศ. 2561 - 2580 โดยจากการประเมินความพึงพอใจของประชาชนในปี พ.ศ. 2561 พบว่า ประชาชนชาวไทยมีความ พึงพอใจต่อการให้บริการของภาครัฐร้อยละ 84 ซึ่งพิจารณาจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ความพึงพอใจ ด้านกระบวนการขั้นตอนในการให้บริการ และเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ อย่างไรก็ตาม จะมีการปรับเพิ่มปัจจัย ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของภาครัฐ เพื่อให้สามารถสะท้อนความพึงพอใจของประชาชนได้อย่างแท้จริง และครอบคลุม ทั้งนี้ เพื่อให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ซึ่งสามารถสะท้อนได้จากดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดลำดับของ UN ที่กำหนดให้ประเทศไทยจะต้องได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 1 ใน 10 ของโลก ภายในช่วงปี 2561 – 2580 ปรับปรุงดีขึ้นจากอันดับ 73 จาก 193 ประเทศทั่วโลกในปี 2561 เพื่อให้เป้าหมายข้างต้นเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ จึงมุ่งเน้นพัฒนาการให้บริการของรัฐให้มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บริการ และเป็นการพัฒนาแบบครอบคลุมทั่วถึง บูรณาการไร้รอยต่อ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือ การพัฒนาบริการดิจิทัล การพัฒนาระบบบริหารงานในองค์กร และอำนวยความสะดวกการบริการภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนและผู้รับบริการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส หลากหลายช่องทาง ตรวจสอบได้ ไม่มีข้อจากัดของเวลา พื้นที่ และกลุ่มคน รวมทั้งนำนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายของประชาชน

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมอนามัยสู่การบูรณาการแผนงานเสริมสร้างสุขภาพทุกกลุ่มวัย 8.2 เพื่อพัฒนาระบบบริหารราชการ สำนักส่งเสริมสุขภาพ 8.3 เพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิตอล สนับสนุนให้เกิด Digital Literacy

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ร้อยละความสำเร็จในการยกระดับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยให้สุขภาพดีตามวิถีใหม่ (New Normal) 80 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 ประชุมราชการ 10.2 ประชุมเชิงปฏิบัติการ / อบรม 10.3 จัดซื้อจัดจ้าง

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมจัดทำแผนคาดการณ์ การเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพกลุ่มวัย (onsite & online ผ่านระบบ web conference) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 29,600.00
2 ประชุมกำกับติดตามสรุป ความก้าวหน้าการดำเนินงานแผนคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพกลุ่มวัย (onsite & online ผ่านระบบ web conference) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 29,600.00
3 จัดจ้างวิเคราะห์ข้อมูลและพร้อมจัดทำรูปเล่ม 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 90,800.00
4 อบรมบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง การบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 31,100.00
5 จ้างดูแลและรวบรวมระบบข้อมูลคลังสื่อดิจิทัล สำนักส่งเสริมสุขภาพ (Digital Archive) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 118,900.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการจัดการความรู้และองค์กรแห่งการเรียนรู้การส่งเสริมสุขภาพที่ยั่งยืน 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 14,800.00
7 การกำกับ ติดตาม เสริมพลังเพื่อเพิ่มพูนความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 14,800.00
8 สรุปถอดองค์ความรู้จากบุคลากรที่มีความชำนาญและประสบการณ์ในด้านส่งเสริมสุขภาพ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 38,400.00
9 จ้างพิมพ์หนังสือรายงานประจำปี 2564 สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย(ภาษาไทย) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 185,000.00
10 จ้างพิมพ์หนังสือรายงานประจำปี 2564 สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย(ภาษาอังกฤษ) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 74,000.00
11 จ้างแปลเอกสารรายงานประจำปี 2564 สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 45,000.00
12 จ้างทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) รายงานประจำปี 2564 สำนักส่งเสริมสุขภาพ ภาคภาษาไทย และภาคภาษาอังกฤษ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 46,000.00
13 ประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามและประเมินผล การดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 และจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สำนักส่งเสริมสุขภาพ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 50,000.00
14 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบบริหารราชการ สำนักส่งเสริมสุขภาพ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 30,000.00
15 นิเทศ ติดตาม ประเมินผล 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 20,000.00
16 ประชุมติดตามผลการดำเนินงาน ได้แก่ - ประชุมสำนักส่งเสริมสุขภาพ - ประชุมกำกับติดตามแผนงานและงบประมาณ - ประชุมกำกับ ติดตามผลการดำเนินงานตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการ - ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและขับเคลื่อนวิชาการ (กพว.) สำนักส่งเสริมสุขภาพ - ประชุมอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 32,000.00
รวมเป็นเงิน 850,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
850,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
13.1 สำนักส่งเสริมสุขภาพ 13.2 สถานที่เอกชน

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
14.1 บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ 14.2 นักวิชาการจากสำนักส่งเสริมสุขภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 14.3 ศูนย์อนามัยและหน่วยงานเครือข่าย

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
15.1 บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ 15.2 นักวิชาการจากสำนักส่งเสริมสุขภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 15.3 ศูนย์อนามัยและหน่วยงานเครือข่าย

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
17.1 นางสาวรดีพร สุขอรุณ ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ 17.2 นางอัญชุรีย์ บุญมาประเสริฐ ตำแหน่ง นักเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ 17.3 นางสาวปิยะวดี พิศาลรัตนคุณ ตำแหน่ง นักเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางวิมล บ้านพวน

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ.สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
รองอธิบดี (นพ.อรรถพล)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 15

1. ชื่อโครงการ :
โครงการบริหารจัดการภายในสำนักส่งเสริมสุขภาพ

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
การคลังและงบประมาณ(FIN)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 87 ) 23.4 ขับเคลื่อนและบริหารจัดการหน่วยงาน
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับการบริหารงานคลังและงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
บริหารจัดการภายในสำนักส่งเสริมสุขภาพ

8. วัตถุประสงค์ :
บริหารจัดการภายในสำนักส่งเสริมสุขภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ร้อยละบริหารจัดการภายในสำนักส่งเสริมสุขภาพ 100 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
ค่าใช้จ่ายต่่าง ๆ ในสำนักส่งเสริมสุขภาพ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์สำนักงาน 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 มี.ค. 2565 30,000.00
2 ค่าจ้างเหมาบริการอื่น ๆ ค่าขนส่ง 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 พ.ค. 2565 40,000.00
3 ค่าวัสดุสำนักงาน 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 100,000.00
4 ค่าวัสดุยานพาหนะ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 5,000.00
5 ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ 2 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2565 10,000.00
6 ค่าตอบแทนคณะกรรมการ 2 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2565 12,500.00
7 ค่าซ่อมแซมยานพาหนะ 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 10,000.00
8 ค่าวัสดุคอมพิวเตอร์ 4 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 200,000.00
9 ค่าผ่านทางพิเศษ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 10,000.00
10 ค่าเช่าเครื่องพิมพ์ระบบดิจิตอล 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 15,000.00
11 ค่าเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 45,000.00
12 ค่าซ่อมบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 62,775.00
13 ค่าจ้างเหมาบุคคลภายนอก 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,012,212.00
14 ค่าน้ำดื่ม 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 77,040.00
15 ค่าหนังสือพิมพ์รายวัน / วารสารหนังสือ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 3,770.00
16 ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 50,000.00
รวมเป็นเงิน 3,683,297.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
3,683,297.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สำนักส่งเสริมสุขภาพ

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสำนักส่งเสริมสุขภาพ

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
บริหารจัดการภายในสำนักส่งเสริมสุขภาพ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นิภา

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ.สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
รองอธิบดี (นพ.อรรถพล)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ
ลำดับที่ : 16

1. ชื่อโครงการ :
ค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
การคลังและงบประมาณ(FIN)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 88 ) 23.5 บริหารจัดการค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามสิทธิ์
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับการบริหารงานคลังและงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์

8. วัตถุประสงค์ :
ค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ร้อยละการเบิกจ่ายงบประมาณ 100 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ

10. วิธีการดำเนินงาน :
ค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์ 12 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 1,317,600.00
รวมเป็นเงิน 1,317,600.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
1,317,600.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
บุคลากรสส.

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
สส.

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรสส.

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางนิภา แย้มพันธุ์

19. ผู้เสนอโครงการ :
นิภา

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
ผอ.สำนักส่งเสริมสุขภาพ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
รองอธิบดี (นพ.อรรถพล)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................