หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 1

1. ชื่อโครงการ :
โครงการยกระดับการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 เขตสุขภาพที่ 3

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
1) อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน
3) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี สูงดีสมส่วน

4. cluster :
สตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 9 ) 2.1 ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
การพัฒนาคุณภาพชีวิตตั้งแต่ในครรภ์มารดา เป็นการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ ซึ่งสัมพันธ์กับการพัฒนาสุขภาพอนามัยของแม่ ที่ต้องมีการพัฒนาสุขภาพมารดาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงระยะหลังคลอด ในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ทารกมีการพัฒนาโครงสร้างสมองสูงสุด อีกทั้งยังเป็นช่วงของการสร้างอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลต่อระบบภูมิต้านทานโรค ระบบเผาผลาญ ระบบทางเดินอาหารของร่างกายให้สมบูรณ์ โรคหรือภาวะหลายอย่างที่พบในพ่อ แม่หรือที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบหรือมีอันตรายต่อทารก ในครรภ์ได้ เช่น ปัญหาการขาดสารอาหาร โรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมเช่น ธาลัสซีเมีย ภาวะกลุ่มอาการดาวน์ โรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น เอดส์ ซิฟิลิส หัดเยอรมัน รวมถึงโรคอายุรกรรมร้ายแรงที่ไม่ควรตั้งครรภ์ จึงจำเป็นต้องมีการดูแลส่งเสริมสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้การตั้งครรภ์และการคลอดมีคุณภาพ มารดาและทารกปลอดภัย ทารกสมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องในการเจริญเติบโต พัฒนาการสมวัย จากผลการดำเนินงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 เขตสุขภาพที่ 3 พบมารดาเสียชีวิต จำนวน 8 ราย คิดเป็น 51.0 ต่อแสนการเกิดมีชีพ โดยเกิดจากสาเหตุทางอ้อมและความล่าช้าของระบบบริการ ร้อยละ 41.42 หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์ครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 12 สัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 88.6 การฝากครรภ์ครบ 5 ครั้งตามเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 80.3 ทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2500 กรัมร้อยละ 6.9 (ข้อมูลจาก HDC 19 สิงหาคม 2564) ภาวะโลหิตจาง คิดเป็นร้อยละ 13.4 การได้รับยาเสริมไอโอดีนคิดเป็นร้อยละ 82.71 เยี่ยมหลังคลอด 3 ครั้งตามเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 80.1 คลอดก่อนกำหนด ร้อยละ 7.9 การตรวจช่องปากหญิงตั้งครรภ์ ร้อยละ 20.09 เด็กกินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ร้อยละ 72.50 ในช่วงที่มีการแพร่ระบาด Covid-19 ทำให้หญิงหลังคลอดกับทารกแยกกันอยู่คนละห้อง คิดเป็นร้อยละ 81.8 ซึ่งจะส่งผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไปในอนาคต ส่วนในประเด็นการขับเคลื่อน พ.ร.บ.นมผง นั้น พบว่ามีการปรับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของพรบ.นมผง และในบทบาทพนักงานเจ้าหน้าที่ยังขาดความมั่นใจในปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการติดตามเฝ้าระวังการละเมิดการกระทำความผิด พ.ร.บ.นมผงได้ สำหรับการประเมินมาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็กนั้น ในปีงบประมาณปี 2564 มีโรงพยาบาลที่ครบรอบการประเมิน 3 แห่ง คือ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ,โรงพยาบาลกำแพงเพชรและโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร ไม่สามารถลงดำเนินการตรวจเยี่ยมประเมินในระดับพื้นที่ได้ จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการเยี่ยมเสริมพลังโดยใช้ระบบออนไลน์เพื่อติดตามการจัดระบบบริการในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ซึ่งยังคงพบประเด็นปัญหาเกี่ยวกับทักษะความชำนาญของแพทย์ในการทำอัลตร้าซาวน์ให้กับหญิงตั้งครรภ์ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญที่ใช้ประเมินภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์ จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มพัฒนาอนามัยแม่และเด็ก ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ จึงมีการจัดทำโครงการยกระดับการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 เขตสุขภาพที่ 3 ขึ้นเพื่อส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินงานแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย โดยการส่งเสริม สนับสนุนความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในการดูแลสุขภาพมารดาและทารก ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 เพื่อพัฒนาระบบบริการการงานอนามัยแม่และเด็กในยุควิถีใหม่ เขตสุขภาพที่ 3 8.2 เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้เรื่อง พรบ.นมผง และ ทบทวนแนวทางการปฏิบัติ ด้านสูติกรรมให้สอดคล้องกับการดำเนินงานในยุควิถีใหม่ 8.3 เพื่อติดตามคุณภาพบริการตามมาตรฐานอนามัยแม่และเด็กระดับจังหวัด 8.4 เพื่อใช้เทคโนโลยีดิจิตัลในการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็ก ในยุควิถีใหม่

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.อัตราส่วนมารดาตายมารดาไทย 17 ร้อยละ
2.การตายมารดาจากสาเหตุตกเลือด ลดลงจากที่ผ่านมา 30 ร้อยละ
3.การตายมารดาจากสาเหตุความดันโลหิตสูง ลดลงจากที่ผ่านมา 30 ร้อยละ
4.การตายมารดาจากสาเหตุการติดเชื้อ COVID 19 ลดลงจากที่ผ่านมา 30 ร้อยละ
5.หญิงตั้งครรภ์ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ครบ 2 เข็ม 66 ร้อยละ
6.อัตราการคลอดก่อนกำหนดไม่เกิน 8.5 ร้อยละ
7.ทารกแรกเกิดจนถึง 6 เดือนกินนมแม่อย่างเดียว 50 ร้อยละ
8.หญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก 70 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : รพ. สวรรค์ประชารักษ์ , รพ.กำแพงเพชร, รพ.ชัยนาทนเรนทรและ รพ.อุทัยธานี ได้รับการประเมินมาตรฐานอนามัยแม่และเด็กและเยี่ยมเสริมพลัง 4 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : ขับเคลื่อนวัคซีนป้องกันโรคโควิด -19 ในหญิงตั้งครรภ์ 5 จังหวัด
3.เชิงปริมาณ : มีการจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการ 5 แห่ง
4.เชิงปริมาณ : รณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สัปดาห์นมแม่โลกและเดือนวันแม่แห่งชาติ 1 ครั้ง
5.เชิงปริมาณ : รณรงค์ส่งเสริมความรอบรู้งานอนามัยแม่และเด็กด้วย DIGITAL PLATFORM 5 จังหวัด
6.เชิงคุณภาพ : รพ. สวรรค์ประชารักษ์ , รพ.กำแพงเพชร,รพ.ชัยนาทนเรนทรและ รพ.อุทัยธานีผ่านมาตรฐานคุณภาพบริการตามมาตรฐานอนามัยแม่และเด็กและเยี่ยมเสริมพลัง 100 ร้อยละ
7.เชิงคุณภาพ : เครือข่ายมีการนำ CPG 5 โรคทางอายุรกรรมไปใช้ 5 จังหวัด
8.เชิงเวลา : การดำเนินกิจกรรมในโครงการเป็นไปตามแผนระยะเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (Assessment) : นำข้อมูลจากการวิเคราะห์สถานการณ์งานอนามัยแม่และเด็ก มาวางแผนพัฒนาในประเด็นที่ยังมีปัญหาหรือความเสี่ยง 10.2 วางแผน/ออกแบบวิธีการดำเนินงาน(Intervention) 10.3 นำแผนสู่การปฏิบัติ /ดำเนินกิจกรรมตามแผนงานโครงการ 10.4 ติดตามประเมินผล 10.5 สรุปผลการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลการดำเนินงานคณะกรรมการอนามัยแม่และเด็กระดับเขต MCH Board, Service plan และ อคม.เขต 3 ครั้งที่ 2 (ประชุมแบบออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 26,200.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในยุค New normal และพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 (ประชุมแบบออนไลน์) 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 26,800.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรงานอนามัยแม่และเด็กของเขตสุขภาพที่ 3 (ประชุมแบบออนไลน์) - การให้บริการตามการให้บริการฝากครรภ์แบบวิถีใหม่ - การขับเคลื่อนฉีดวัคซีนป้องกันโรค Covid 19 ในหญิงตั้งครรภ์ 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 15,800.00
4 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเรื่องการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดของเขตสุขภาพที่ 3 (ประชุมแบบออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 13,900.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายใต้สถานการณ์โควิด 19 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 3,000.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการศักยภาพแพทย์ในการทำอัลตร้าซาวน์ ในเขตสุขภาพที่ 3 (ประชุมแบบออนไลน์) 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 17,800.00
7 ประชุมเชิงปฏิบัติการประเมินมาตรฐานอนามัยแม่และเด็ก และเยี่ยมเสริมพลังเครือข่ายบริการสุขภาพระดับจังหวัด 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2565 - 31 ก.ค. 2565 43,620.00
8 กิจกรรมสร้างกระแสเนื่องใน วันวาเลนไทน์ 1 ครั้ง 14 ก.พ. 2565 - 14 ก.พ. 2565 9,820.00
9 จัดมหกรรมการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเดือนวันแม่แห่งชาติและสัปดาห์นมแม่โลก 1 ครั้ง 1 ส.ค. 2565 - 7 ส.ค. 2565 5,200.00
10 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กแนววิถีใหม่ ภายใต้กรอบมหัศจรรย์ 1,000 วัน - คัดเลือกผลงาน Best Practice ระบบบริการอนามัยแม่และเด็กแนววิถีใหม่ 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 30,200.00
11 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบเฝ้าระวังมารดาเสียชีวิตในยุค New normal (ประชุมแบบออนไลน์) 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 120,750.00
12 สนับสนุนอุปกรณ์การจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบการ 5 แห่ง 1 ม.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 16,000.00
รวมเป็นเงิน 329,090.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
329,090.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
โรงแรม/สถานที่เอกชนในเขตสุขภาพที่ 3 และสถานที่ราชการในเขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ผู้รับผิดชอบงานอนามัยแม่และเด็ก สสจ.,สสอ.,รพท.,รพช.,รพสต.นายก อปท./ปลัดเทศบาล,ศูนย์จิต,สคร.

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
สตรีและเด็กปฐมวัย

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางสาวจริยา บุญอนันต์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นางสาวปราณี สุวัฒนพิเศษ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นายอุดมศักดิ์ แก้วบังเกิด ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ นางสาวพิมลพรรณ ธนสารอนุสรณ์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ นางสาวอภิชญากิติวรรณ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ นางสาวปราณขวัญ จันทร์สงเคราะห์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ นางสาววิยดารัตน์ ชาญชัยชูรัตน์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฎิบัติการ นางสาวสมลักษณ์ จะสุพงษ์ ตำแหน่ง นิติกร นางสาวปุณชนิกา บุญเลิศ ตำแหน่งเจ้าพนักงานวิทยาศาตร์การแพทย์ชำนาญงาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวพิมลพรรณ ธนสารอนุสรณ์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวจริยา บุญอนันต์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 2

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ เขตสุขภาพที่ 3

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย
3 สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
2) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัย
3) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี สูงดีสมส่วน
19) ร้อยละของประชาชนที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

4. cluster :
สตรีและเด็กปฐมวัย

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 14 ) 3.2 การพัฒนาวิชาการ ระบบบริการสาธารณสุขและระบบเฝ้าระวังการเจริญเติบโต
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตและภาวะโภชนาการในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
จากการดำเนินงานเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กปฐมวัย ปี 2564 พบเด็กช่วงอายุ 9, 18, 30 , 42 และ 60 เดือน ได้รับการตรวจคัดกรองครอบคลุมร้อยละ 97.4 พบพัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 26.06 ติดตามส่งเสริมกระตุ้นและประเมินซ้ำ ร้อยละ 97.7 ด้านภาวะการเจริญเติบโตพบเด็ก 0 – 5 ปี สูงดีสมส่วน ร้อยละ 65.71 ปัญหาส่วนใหญ่คือ เด็กเตี้ย ร้อยละ 8.57 ส่วนสูงเฉลี่ยที่อายุ 5 ปี (เพศชาย109.9/หญิง109.3) รองลงมาคือเด็กอ้วน ร้อยละ 8.41 และเด็กผอม ร้อยละ 5.01 ด้านสุขภาพช่องปากของเด็กพบว่าความครอบคลุมการตรวจฟันเด็ก 0 – 2 ปี อยู่ที่ ร้อยละ 62.3 และเด็กอายุ 3 ปี ปราศจากฟันผุ (Caries free) ร้อยละ 74.6 (HDC 19 ส.ค. 64) เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่องส่งผลให้สังคมไทยและทั่วโลกต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตประจำวันในวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ทั้งการทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิต กลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบอย่างมากอีกกลุ่มในช่วงที่โควิด-19 ระบาด คือ กลุ่มเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะเด็กที่เคยใช้ชีวิตการเรียนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เมื่อต้องหยุดเรียน ก็ส่งผลต่อพัฒนาการทุกด้าน เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยและปลอดภัยจากโควิด-19 ไปพร้อมกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องตระหนักในการเฝ้าระวัง และให้การช่วยเหลือดูแลส่งเสริมให้เด็กมีการพัฒนาไปตามวัยอย่างถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ถ้าปล่อยปละละเลยไม่มีกระบวนการดูแลช่วยเหลือที่ชัดเจน เด็กจะเสียโอกาสในการพัฒนาตามวัย รวมทั้งอาจเกิดปัญหาพัฒนาการที่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นภาระต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติในอนาคต เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 สามารถควบคุมได้ การใช้ชีวิตเข้าสู่ภาวะปกติ การเตรียมความพร้อมสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสำหรับการเปิดให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญ จากการนำ “มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ” มาเป็นมาตรฐานกลางให้ทุกหน่วยงานในการประเมินเพื่อพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ โดยบูรณาการความร่วมมือ 6 กระทรวงหลัก ได้แก่กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงานและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกันทำงาน โดยใช้มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ เป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสร้างเด็กไทยให้มีคุณภาพ จากการนำ“มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ”สู่การปฏิบัติ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ผลการดำเนินงานตามมาตรฐานฯ พบว่า ความครอบคลุมการประเมินตนเองตามมาตรชาติฯของ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัด ร้อยละ 58.34 และผ่านเกณฑ์การประเมินขั้นต้น ร้อยละ 55.47 (ข้อมูล 23 ส.ค.64) จากผลการติดตามการดำเนินงานตามมาตรชาติฯ พบว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยหลายแห่งยังมีปัญหาในการนำมาตรฐานฯ สู่การปฏิบัติ ในขณะเดียวกันหลายแห่งก็สามารถประเมินได้ในระดับดีและดีมาก จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ จึงดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ เขตสุขภาพที่ 3 เพื่อติดตามและควบคุมการดำเนินงานการเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังให้เด็กปฐมวัยของเขตสุขภาพที่ 3 เป็นเด็กที่มีภาวะสูงดีสมส่วน พัฒนาการสมวัย ปลอดโรคปลอดภัย ต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 เพื่อพัฒนาระบบบริการคลินิกสุขภาพเด็กดีคุณภาพ แนววิถีใหม่ (New Normal) เขตสุขภาพที่ 3 8.2 เพื่อยกระดับมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้านสุขภาพเด็ก4D แนววิถีใหม่ (New Normal) เขตสุขภาพที่ 3 8.3 เพื่อสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมภาวะโภชนาการและพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 3

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เด็ก 0 - 5 ปี มีพัฒนาการสมวัยร้อยละ 85 5 จังหวัด
2.เด็ก 0 - 5 ปี สูงดีสมส่วนร้อยละ 64 5 จังหวัด
3.เด็กอายุ 5 ปี มีส่วนสูงเฉลี่ยตามเกณฑ์ แยกตามเพศชาย 113 ซม./หญิง 112 ซม. 5 จังหวัด
4.เด็กอายุ 3 ปี ปราศจากฟันผุ (caries free) ร้อยละ 75 5 จังหวัด
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ความครอบคลุมการประเมินตนเองตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ของ สพด. ทุกสังกัด 70 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : รณรงค์ส่งเสริมความรอบรู้งานอนามัยแม่และเด็กด้วย DIGITAL PLATFORM 5 จังหวัด
3.เชิงปริมาณ : ตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus 54 ตำบล
4.เชิงปริมาณ : ความครอบคลุมการประเมินตนเองตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ของ สพด. ทุกสังกัด 70 ร้อยละ
5.เชิงปริมาณ : มีการจัดกิจกรรมสัปดาห์รณรงค์คัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 3 5 จังหวัด
6.เชิงปริมาณ : ผู้อำนวยการเล่น (PLAY WORKER) อย่างน้อยตำบลละ 1 คน 420 คน
7.เชิงปริมาณ : สนับสนุนวัสดุป้องกันโควิด-19 สำหรับเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 700 แห่ง
8.เชิงปริมาณ : พื้นที่ต้นแบบเด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลก อย่างน้อยตำบลละ 1 แห่ง 420 แห่ง
9.เชิงคุณภาพ : ได้รูปแบบบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี แนววิถีใหม่ (New Normal) 1 รูปแบบ
10.เชิงคุณภาพ : ได้รูปแบบการดำเนินงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้านสุขภาพ 4D แนววิถีใหม่ (New Normal) 1 แห่ง
11.เชิงคุณภาพ : ได้พื้นที่ต้นแบบตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus 1 แห่ง
12.เชิงเวลา : ใช้งบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดและทันเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (Assessment) : นำข้อมูลจากการวิเคราะห์สถานการณ์งานอนามัยแม่และเด็ก มาวางแผนพัฒนาในประเด็นที่ยังมีปัญหาหรือความเสี่ยง 10.2 วางแผน/ออกแบบวิธีการดำเนินงาน (Intervention) 10.3 นำแผนสู่การปฏิบัติ /ดำเนินกิจกรรมตามแผนงานโครงการ 10.4 ติดตามประเมินผล 10.5 สรุปผลการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบบริการคลินิกสุขภาพเด็กดีคุณภาพ แนววิถีใหม่ (New Normal) เขตสุขภาพที่ 3 (ประชุม online) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 9,240.00
2 สัปดาห์รณรงค์คัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 3 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 61,500.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ด้วยคู่มือ DSPM สำหรับเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ (ประชุม online) 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 6,150.00
4 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบ “เด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลก”เขตสุขภาพที่ 3 (ประชุม online) 1 ครั้ง 1 พ.ค. 2565 - 31 พ.ค. 2565 6,150.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้านสุขภาพเด็ก4D แนววิถีใหม่ (New Normal) เขตสุขภาพที่ 3 (ประชุม online) 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 6,150.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงาน Sandbox Safety Zone ในสถานรับเลี้ยงและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยศูนย์อนามัยที่ 3 1 ครั้ง 1 ก.พ. 2565 - 28 ก.พ. 2565 9,750.00
7 เยี่ยมเสริมพลังงานขับเคลื่อนมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้านสุขภาพเด็ก4D แนววิถีใหม่ (New Normal) (สพด.บ้านกล้วย จังหวัดชัยนาท) - ขยายการดำเนินงาน Sandbox Safety Zone ในสพด. 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 6,200.00
8 ประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในเด็กปฐมวัย ในยุค New normal (กิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน) (ประชุม online) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 4,350.00
9 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วัน plus เขตสุขภาพที่ 3 (ประชุม online) 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 2,550.00
10 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้งานอนามัยแม่และเด็กโดยใช้ DIGITA L PLATFORM เขตสุขภาพที่ 3 (ประชุมonline) 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 20,700.00
11 เยี่ยมเสริมพลังขับเคลื่อนโครงการ 9 ย่างเพื่อสร้างลูก ในการดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 52,860.00
12 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพทักษะผู้อำนวยการเล่น (Play Worker)เขตสุขภาพที่ 3 (ประชุม online) 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 12,300.00
13 อบรมพัฒนารูปแบบกิจกรรมเสริมทักษะอัจฉริยภาพลูกรัก 5 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 31 พ.ค. 2565 8,000.00
14 เยี่ยมเสริมพลังการป้องกันโควิด 19 สำหรับเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 5 จังหวัด 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 2,960.00
รวมเป็นเงิน 208,860.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
208,860.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ธ.ค. 2564 - 31 ก.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
โรงแรมใน/นอกเขตพื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 และสถานที่ราชการในเขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ผู้รับผิดชอบงานอนามัยแม่และเด็ก สสจ.,สสอ.,รพท.,รพช.,รพสต.,คณะอนุกรรมการเด็กปฐมวัยแห่งชาติ 4 กระทรวง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตสุขภาพที่ 3

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
เด็กปฐมวัย

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสุภิญญา เกียรติพานิชกิจ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 2. นางศรัญญา นาคพรม ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นายอุดมศักดิ์ แก้วบังเกิด ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 4. นางสาวรักน้ำ โมราราช ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นางปิยนุช อ่อนสด ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 6. นางสาวทักษิณา บุญชื่น ตำแหน่ง นักกิจกรรมบำบัดปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสุภิญญา เกียรติพานิชกิจ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวจริยา บุญอนันต์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 3

1. ชื่อโครงการ :
โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่นแนววิถีใหม่ (New normal) และส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพกลุ่มเด็กพิเศษ เขตสุขภาพที่ 3

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
6) ร้อยละของเด็กอายุ 6-14 ปี สูงดีสมส่วน

4. cluster :
วัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 22 ) 6.2 ยกระดับคุณภาพมาตรฐานงานส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียน ในยุคดิจิตัล
5.2 โครงการสำคัญ โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New HPS Plus HL)

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาในสังคมไทย รวมทั้งการได้รับอิทธิพลจากสื่อและวัฒนธรรมของต่างชาติ การใช้ชีวิตของเด็กไทยจึงสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ติดกระแสบริโภคนิยม ส่งผลต่อวิถีชีวิต (Life Style) ของเด็กไทยเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาสุขภาพของเด็กวัยเรียนในปัจจุบันจึงมีความแตกต่างจากในอดีต ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องจากสภาพสังคม วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อวิถีชีวิตของเด็กวัยเรียนและเยาวชน โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมเสี่ยงจากการได้รับแบบอย่างที่ไม่เหมาะสม ใช้ชีวิตอยู่บนฐานความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น ขาดการออกกำลังกาย นิยมบริโภคขนมกรุบกรอบ เครื่องดื่มรสหวานน้ำอัดลมมากขึ้น ติดเกม มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง รวมถึงละเลยการดูแลสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล สอดคล้องกับผลการสำรวจพฤติกรรมพึงประสงค์ของเด็กวัยเรียนเขตสุขภาพที่ 3 พบว่า ข้อมูลการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการ พบว่า มีอัตราเด็กวัยเรียน 6 – 14 ปี สูงดีสมส่วนลดลง ตั้งแต่ปี 2560 – 2564 ร้อยละ 65.8, 64.4, 63.0, 59.0 และ 58.7 ตามลำดับ (HDC, 2564) ในปี 2564 มีเด็กวัยเรียนเริ่มอ้วนและอ้วนสูงถึงร้อยละ 15.5 ข้อมูลระดับจังหวัดพบว่าไม่มีจังหวัดใดผ่านค่าเป้าหมาย รวมถึงระดับประเทศที่มีผลการดำเนินงานเท่ากับร้อยละ 12.5 (เกณฑ์ น้อยกว่าร้อยละ 10) เป็นข้อสังเกตว่า พบภาวะเตี้ยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.2 โดยไม่มีจังหวัดใดดำเนินงานผ่านค่าเป้าหมาย รวมถึงระดับประเทศที่มีเด็กวัยเรียนภาวะเตี้ยร้อยละ 7.6 (เกณฑ์ ไม่เกินร้อยละ 5.0) และปราศจากฟันผุ ร้อยละ 91.2 (เกณฑ์ ร้อยละ 70) ผลการดำเนินงานปี 2564 พบว่าการขับเคลื่อนมาตรการโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ และMobile Child Strong Super hero by NUPHET ยังไม่ครอบคลุมและยังไม่สามารถประเมินทั้งกระบวนการการดำเนินงานของโรงเรียน และพฤติกรรม พึงประสงค์ของนักเรียน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พบอุบัติการณ์การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นักเรียน อายุ 6-14 ปี ระหว่างมกราคม-สิงหาคม ๒๕๖๔ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (1–91 ราย) โรงเรียนไม่สามารถเปิดเรียน on site เด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง จากการเรียนออนไลน์ นอกจากนี้การขับเคลื่อนงานในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสหรือกลุ่มเด็กพิเศษ ไม่ครอบคลุม ดังนั้น ปีงบประมาณ 2565 กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนวัยรุ่น ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ จึงจัดทำโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ (New normal) และนักเรียนอาสารอบรู้สู้ภัยโควิด เขตสุขภาพที่ 3 เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ลดปัจจัยเสี่ยงวัยเรียนวัยรุ่นทั้งกลุ่มปกติและกลุ่มเด็กพิเศษให้เข้าถึงบริการการส่งเสริมสุขภาพ สามารถวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพได้ด้วยตนเอง เรียนรู้ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ รู้รับปรับใช้ตามภาวะสุขภาพตนเองในชีวิตประจำวันของตนเอง มีทักษะชีวิตอย่างเหมาะสมตามวิถีใหม่ และลดการติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มวัยเรียนวัยรุ่น ต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 เพื่อยกระดับมาตรฐานและขยายจำนวนโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพสู่ความรอบรู้ด้านสุขภาพแนวใหม่ (New normal) เขตสุขภาพที่ ๓ 8.2 เพื่อสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพ ในกลุ่มเด็กพิเศษ เขตสุขภาพที่ ๓

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ร้อยละของเด็กวัยเรียน (6-14 ปี) สูงดีสมส่วน เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 % 66 ร้อยละ
2.เด็ก 6-14 ปี เริ่มอ้วนและอ้วน (ลดลงจากปี 2563 ร้อยละ 2) 14 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : โรงเรียนต้นแบบส่งเสริมสุขภาพ (ระดับทอง/ระดับเพชร) plus รอบรู้ด้านสุขภาพ (HPS plus HLS) เขตสุขภาพที่ 3 10 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : โรงเรียนกลุ่มเด็กพิเศษ (โรงเรียนปัญญานุกูล 1, ศูนย์การศึกษาพิเศษ 4) 5 แห่ง
3.เชิงคุณภาพ : โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับทอง plus โรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ 154 แห่ง
4.เชิงคุณภาพ : ระบบฐานข้อมูลภาวะสุขภาพเด็กพิเศษ 1 ระบบ
5.เชิงคุณภาพ : โรงเรียนต้นแบบมีการจัดการปัญหาสุขภาพกลุ่มนักเรียนด้วยพฤติกรรมพึงประสงค์ 10 แห่ง
6.เชิงเวลา : ใช้งบประมาณและดำเนินกิจกรรมได้ตามระยะเวลาและแผนที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 พัฒนาโรงเรียนส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate School: HLS) ให้เป็นโรงเรียนต้นแบบส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate School: HLS) เขตสุขภาพที่ 3 10.1.1 ประชุมภาคีเครือข่ายเพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 3 ประจำปี 2565 และผลักดันให้ผู้เกี่ยวข้องกำหนดข้อตกลงการดำเนินงานแบบบูรณาการระดับเขตการศึกษา และสาธารณสุขในพื้นที่ระดับ สสอ. รพสต. เพื่อ Mapping ฐานข้อมูล ชี้เป้าเป็นโรงเรียนต้นแบบส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate School: HLS) 10.1.2 เยี่ยมเสริมพลังและติดตามการดำเนินงานโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อชี้แนะแนวทางและร่วมแลกเปลี่ยนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานของโรงเรียน 10.1.3 ประเมินรับรองโรงเรียนต้นแบบส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate School: HLS) เขตสุขภาพที่ 3 10.2 พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มเด็กพิเศษ 10.2.1 ประชุมภาคีเครือข่ายชี้แจงแนวทางการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มเด็กพิเศษ (ตามชุดสิทธิประโยชน์) 10.2.2 กำกับติดตามรูปแบบในการจัดทำฐานข้อมูลภาวะสุขภาพของเด็กพิเศษ 10.2.3 ประชุมราชการติดตามปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการลงข้อมูลในการคัดกรองสุขภาพเด็กพิเศษ 10.3 ขยายการขับเคลื่อน Sandbox Safety zone in School ในเขตสุขภาพที่ 3 10.3.1 ประชุม Online ติดตามการดำเนินงาน Sandbox Safety zone in School เขตสุขภาพที่ 3 10.3.2 ประชุมราชการ (ถอดบทเรียนและสรุปผลการดำเนินงาน) Sandbox Safety zone in School เขตสุขภาพที่ 3 10.4 ประชุมติดตามการดำเนินงานของนักเรียนอาสารอบรู้สู้โควิด 10.5 จัดแข่งขันส่งเสริมกิจกรรมทางกายในวัยเรียนวัยรุ่น แบบออนไลน์ “ก้าวท้าใจ สะสม Health Point” 10.6 สรุปผลการดำเนินงาน และคืนข้อมูลให้เครือข่าย

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประเมินรับรองโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร plus Health Literacy School 1 แห่ง 1 ก.พ. 2565 - 28 ก.พ. 2565 3,360.00
2 กิจกรรมวันเด็กกระโดดโลดเต้นส่งเสริมการดื่มนม (วันเด็กแห่งชาติ) 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 7,500.00
3 การประกวดกิจกรรมทางกายในวัยเรียนวัยรุ่น แบบออนไลน์ “ก้าวท้าใจ สะสม Health Point” 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 26,900.00
4 ประชุมราชการติดตามปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการลงข้อมูลในการคัดกรองสุขภาพเด็กพิเศษ 2 แห่ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 2,500.00
5 ค่าวัสดุอุปกรณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมวันสำคัญ 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 มิ.ย. 2565 6,000.00
6 ประเมินรับรองโรงเรียนต้นแบบรอบรู้ด้านสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 3 10 แห่ง 1 มิ.ย. 2565 - 31 ส.ค. 2565 31,600.00
7 ประชุมกำกับติดตาม และสรุปผลการดำเนินงานSandbox Safety zone in School เขตสุขภาพที่ 3 10 แห่ง 1 มิ.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 20,200.00
8 - จัดทำสมุดบันทึกการคัดกรองสุขภาพและการส่งเสริมสุขภาพเด็กพิเศษ - คู่มือมือการประเมินและคัดกรองภาวะสุขภาพเด็กพิเศษ 1100 เล่ม 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 87,000.00
รวมเป็นเงิน 185,060.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
185,060.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 31 ส.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
14.1 โรงเรียนในเขตสุขภาพที่ 3 ที่เข้าร่วมโครงการฯ 14.2 โรงเรียนเด็กพิเศษ 14.3 ศูนย์การศึกษาพิเศษ 14.3 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
15.1 ผู้บริหารโรงเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา (ศึกษาธิการจังหวัด/ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา) 15.2 ผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 15.3 ศูนย์สุขภาพจิตที่ 3 15.4 โรงเรียนกลุ่มด้อยโอกาส/กลุ่มเด็กพิเศษ 15.5 เครือข่ายผู้ปกครอง 15.6 เด็กกลุ่มวัยเรียนวัยรุ่น

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
เด็กวัยเรียนวัยรุ่นและสถานศึกษา

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
18.1 นางสาววันเพ็ญ สุทธิโกมินทร์ ตำแหน่ง นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ 18.2 นางสุมาลัย นิธิสมบัติ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 18.3 นางสาวภัทราพร ทองสังข์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 18.4 นางสายสุนี เจริญศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 18.5 นางสาวณัฏฐิกา นวลเต็ม ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 18.6 นายเอกกวี หอมขจร ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 18.7นางสาวกริษฐา เอกปัชชา ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาววันเพ็ญ สุทธิโกมินทร์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาววันเพ็ญ สุทธิโกมินทร์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 4

1. ชื่อโครงการ :
โครงการสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเขตสุขภาพที่ 3 เพื่อส่งเสริมสุขภาพวัยรุ่นและอนามัยเจริญพันธุ์แบบบูรณาการ

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
10) ร้อยละการตั้งครรภ์ซ้ำในหญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี

4. cluster :
วัยเรียนและวัยรุ่น

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 25 ) 7.1 พัฒนาระบบและส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพและอนามัยการเจริญพันธุ์ในวัยรุ่น
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพวัยรุ่นและอนามัยเจริญพันธุ์แบบบูรณาการ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ สมาชิกองค์การสหประชาชาติได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) รวม 17 เป้าหมาย โดยเป้าหมายที่ 3 คือ การสร้างหลักประกันให้คนมีชีวิตที่มีคุณภาพและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของคนทุกเพศทุกวัยให้บรรลุเป้าหมาย ภายในปี พ.ศ. 2573 สถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของประเทศไทยที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของแม่วัยรุ่น ครอบครัวของแม่วัยรุ่นและสังคมส่วนรวมอย่างต่อเนื่องกัน ปัจจุบันสถานการณ์ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เขตสุขภาพที่ 3 พบว่าอัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 15-19 ปีต่อประชากรหญิงอายุ 15-19 ปีพันคน เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีคือ ปี พ.ศ. 2560-2564 เท่ากับ 33.29, 30.79 ,27.60 , 26.49 และ24.30 (ไตรมาส 3) ตามลำดับ ส่วนอัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 10-14 ปีต่อประชากรหญิงอายุ 10-14 ปีพันคน ยังคงมีสถานการณ์ที่ไม่คงที่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี คือ ปี พ.ศ. 2560-2564 เท่ากับ 1.16, 1.14 ,1.18 , 0.97 และ 1.09 (ไตรมาส 3) ตามลำดับ สำหรับร้อยละของการตั้งครรภ์ซ้ำในหญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี ยังไม่คงที่จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2564 เท่ากับ 14.86 ,14.17,12.55,11.19 และ11.01 (ไตรมาส 3) ตามลำดับ และร้อยละของหญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี ที่ได้รับบริการคุมกำเนิดด้วยวิธีสมัยใหม่ (Modern Methods) หลังคลอดหรือหลังแท้ง พบว่ายังอยู่ในอัตราที่ต่ำ จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี พ.ศ. 2560-2564 เท่ากับ 4.39 , 52.64, 54.93, 52.88, และ46.09 (ไตรมาส 3) ตามลำดับ และร้อยละของหญิงไทย อายุน้อยกว่า 20 ปี หลังคลอดหรือหลังแท้งที่คุมกำเนิดได้รับการคุมกำเนิดด้วยวิธีกึ่งถาวร (ยาฝังคุมกำเนิด/ ห่วงอนามัย) พบว่ายังอยู่ในอัตราที่ต่ำ จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี คือ ปี พ.ศ. 2560-2564 เท่ากับ 72.89, 69.18, 66.69, 73.11 และ 68.44 (ไตรมาส 3) ตามลำดับ ยังไม่เป็นไปตามค่าเป้าหมาย ซึ่งการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นก่อให้เกิดผลกระทบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมโดยรวม ผลเสียบางอย่างมีความสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่ การแก้ปัญหาจึงต้องใช้กลไกจากหลายภาคส่วนอย่างเข้มแข็งจึงจะช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นได้สำเร็จ การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อย่างจริงจังเป็นรูปธรรม ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559 ให้มีผลบังคับใช้ ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ในระดับจังหวัดให้มีการขับเคลื่อนผ่านคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัดโดยมีผู้ว่าราชการเป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นเลขานุการ มีการประชุมและจัดทำแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัด ที่สอดคล้องกับปัญหาของพื้นที่และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับชาติพ.ศ. 2560-2569 ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ได้ดำเนินการสนับสนุนงบประมาณให้ทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 3 ในการจัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2560-2564 ปัจจุบันจังหวัดได้มีกคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ครบถ้วน และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องบริบทของแต่ละจังหวัดแล้ว จากการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัด ทำให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการได้ในบ้างพื้นที่จนเกิดต้นแบบการดำเนินงานอำเภออนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Health District : RHD) อย่างเป็นรูปธรรมที่จังหวัดชัยนาท คือ “วัดสิงห์โมเดล” ในยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาระบบบริการทางเพศและอนามัยการเจริญพันธ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตร ในปี 2563 และจังหวัดนครสวรรค์ได้กำหนดนโยบายการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของสถานศึกษา สถานบริการ สถานประกอบกิจการ และส่วนราชการในจังหวัดนครสวรรค์ ที่เกี่ยวข้องได้ถือปฏิบัติด้วย มีการจัดทำโครงการเพื่อของบประมาณจาก สสส. ในการทำโครงการ “วัยรุ่นต้องไม่ท้อง หากท้องต้องได้เรียน” เพื่อให้เกิดโมเดลของจังหวัดนครสวรรค์ ในยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาระบบการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตที่มีคุณภาพและระบบการดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสม ในปี 2564 ระยะเวลาที่ผ่านมาการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นโดยผ่านกลไกลการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ยังเห็นผลรับได้เพียงยุทธศาสตร์ที่ 1 และ 3 แม้จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 3 มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ ในระดับจังหวัด แต่ขาดการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายบางส่วนในบางจังหวัด จะเห็นว่าส่วนใหญ่จะเป็นภาคสาธารณสุขเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงาน คณะอนุกรรมการฯระดับจังหวัดภาคส่วนอื่น ยังดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ ไม่ครบถ้วน และการถ่ายระดับลงสู่พื้นที่ยังไม่ครอบคลุม ทั้งนี้ในระดับพื้นที่ ที่รับการถ่ายระดับการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ฯ มีการบูรณาการการแก้ไขปัญหาตามบริบท ของพื้นที่ โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานอำเภออนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Health District : RHD) และการจัดบริการสุขภาพ ที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS) จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 ทำให้กลไกการขับเคลื่อนต้องชะลอตัวลดมุ่งเน้นการทำงานให้เหมาะกับสถานการณ์ การระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 ประกอบกับมีการปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานการประเมินรับรองการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS) เป็นรูปแบบใหม่ ( YFHS Application) และรูปแบบการดำเนินงานอำเภออนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Health District : RHD) มีการเปลี่ยนรูปแบบเพื่อพัฒนาปรับปรุงกระบวนการประเมินรับรองและใช้ชื่อใหม่เป็นมาตรฐานการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอ เพื่อให้เกิดการบูรณาการที่ชัดเจนตามบทบาทของภาคีเครือข่ายตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 อย่าเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งนี้ยังพบว่าในเขตสุขภาพที่ 3 ยังไม่มีข้อมูลความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตของวัยรุ่นในการประกอบการทำแผนกิจกรรมให้ตรงประเด็นปัญหาวัยรุ่นในเขตสุขภาพที่ 3 แม้ว่าสถานการณ์ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นโดยรวมมีแนวโน้มลดลง แต่ยังคงเป็นความท้าทายของ เขตสุขภาพที่ 3 รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่การก้าวเข้าสู่วัยรุ่นของประชากรเป็นพลวัต จากวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่นและก้าวสู่วัยทำงาน ซึ่งยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับชาติ ปี พ.ศ. 2560-2569 ที่กำหนดเป้าหมายปี พ.ศ. 2569 อัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 10-14 ปี ไม่เกิน 0.5 ต่อประชากรหญิงอายุ 10-14 ปีพันคน และอัตราการคลอด มีชีพในหญิงอายุ 15-19 ปี ไม่เกิน 25 ต่อประชากรหญิงอายุ 15-19 ปีพันคน และเด็กวัยเรียนวัยรุ่นมีความรอบรู้พฤติกรรมการคุมกำเนิดที่ถูกต้องหลังคลอดและแท้งด้วยวิธี Modem Methods ร้อยละ 80 กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนวัยรุ่น ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ จึงจัดทำโครงการสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเขตสุขภาพที่ 3 เพื่อส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนวัยรุ่นและอนามัยเจริญพันธุ์แบบบูรณาการเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ฯ ระดับชาติต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 เพื่อส่งเสริมกลไกการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ระดับจังหวัดแบบบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง สอดคล้องกับปัญหาของพื้นที่และแผนยุทธศาสตร์ฯ 8.2 เพื่อยกระดับการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในระดับพื้นที่ ผ่านกลไกการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอและมาตรฐาน YFHS เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นและบริการยาฝังคุมกำเนิด 8.3 เพื่อสำรวจความรอบรู้พฤติกรรมสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ในวัยรุ่น และรวบรวมข้อมูลปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอายุ 10-14 ปี

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.อัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 10-14 ปีต่อประชากรหญิงอายุ 10-14 ปีพันคน 0.09 ร้อยละ
2.อัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 15-19 ปีต่อประชากรหญิงอายุ 15-19 ปีพันคน 2.5 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : สนับสนุนการจัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัด onsite/ online 5 จังหวัด
2.เชิงปริมาณ : ประเมินรับรองการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS) และการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอ onsite/ online 10 แห่ง
3.เชิงปริมาณ : เยี่ยมเสริมพลังการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS) ผ่านระบบ Online 5 จังหวัด
4.เชิงปริมาณ : เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอ 5 จังหวัด
5.เชิงคุณภาพ : อำเภอรับการประเมินเกณฑ์ การดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอ 10 แห่ง
6.เชิงคุณภาพ : วัยรุ่นได้รับการส่งเสริมความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาในวัยรุ่น และส่งเสริมการเข้าถึง Teenage Digital Platform 5 จังหวัด
7.เชิงคุณภาพ : การจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS) รับการประเมินตามมาตรฐานฯ 10 แห่ง
8.เชิงคุณภาพ : ข้อมูลความรอบรู้พฤติกรรมสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ในวัยรุ่น และข้อมูลปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอายุ 10-14 ปี 1 ชุด
9.เชิงเวลา : การดำเนินกิจกรรมเป็นไปตามแผนและระยะเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
กิจกรรมที่ 1 : สนับสนุนการจัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัด 10.1.1 ประสานทีมเลขาฯ/ผู้รับผิดชอบงานระดับจังหวัด 5 จังหวัด เพื่อวางแผนการดำเนินงานจัดประชุมคณะอนุกรรมการฯ ระดับจังหวัด onsite/ online 10.1.2 สนับสนุนการจัดประชุมคณะอนุกรรมการฯ 5 จังหวัด onsite/ online 10.1.3 สนับสนุนข้อมูลและเป็นที่ปรึกษา ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ 10.1.4 ติดตามผลการดำเนินงาน และสรุปรายงานการประชุม 10.1.5 รายงานผลการดำเนินงานต่อกรมอนามัย กิจกรรมที่ 2 : ประชุมเยี่ยมเสริมพลังการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS) และเยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอ online 10.2.1 ประสานผู้รับผิดชอบงานวัยรุ่นระดับจังหวัด ร่วมวางแผนการประชุมผ่านระบบ Online 10.2.2 จัดประชุมเพื่อเยี่ยมเสริมพลังการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS) และเยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอ online 10.2. รายงานผลสรุปผลการประชุมเยี่ยมเสริมพลังฯ กิจกรรมที่ 3 : ประเมินรับรองการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS)และ และการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอ onsite/ online 10.3.1 ประสานผู้รับผิดชอบงานวัยรุ่นระดับจังหวัดและระดับอำเภอ 10.3.2 ประเมินรับรองการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS) onsite/ online 10.3.3 ประเมินรับรองการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอ onsite/ online ( **กรณีสามารถลงพื้นที่ได้ ประเมินแบบ onsite หากลงพื้นที่ไม่ได้จัดการประเมินแบบ online) 10.3.4 รายงานผลสรุปผลการประเมินฯ กิจกรรมที่ 4 : ส่งเสริมความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาในวัยรุ่น และ ส่งเสริมการเข้าถึง Teenage Digital Platform ในเขตสุขภาพที่ 3 10.4.1 สำรวจความรอบรู้ความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตในวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี เขตสุขภาพที่ 3 10.4.2 ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอายุ 10-14 ปี ในเขตสุขภาพที่ 3 10.4.3 ประชาสัมพันธ์เครือข่ายยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ในเวทีประชุมคณะอนุกรรมการฯ, สื่อออนไลน์, เวทีเยี่ยมเสริมพลังฯ 10.4.4 ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาในวัยรุ่น และส่งเสริมการเข้าถึง Teenage Digital Platform

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ค่าวัสดุอุปกรณ์ และค่าถ่ายเอกสารในกิจกรรมที่ 1- 3 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ส.ค. 2565 2,500.00
2 สนับสนุนการจัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัด 5 จังหวัด 1 ต.ค. 2564 - 31 ส.ค. 2565 137,655.00
3 สำรวจความรอบรู้ความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตในวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี เขตสุขภาพที่ 3 เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาในวัยรุ่น และ ส่งเสริมการเข้าถึง Teenage Digital Platform ในเขตสุขภาพที่ 3 5 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 30 ก.ย. 2565 17,200.00
4 จัดประชุมเยี่ยมเสริมพลังการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS)และเยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับอำเภอ online 10 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 พ.ค. 2565 1,750.00
5 ประเมินรับรองการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services: YFHS) ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2563 10 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 31 ก.ค. 2565 12,200.00
รวมเป็นเงิน 171,305.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
171,305.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
5 จังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
คณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ระดับจังหวัดและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 5 กระทรวงหลักตาม พ.ร.บ.ฯ และวัยรุ่น

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
วัยรุ่น ครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา สถานบริการสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
18.1 นางสุมาลัย นิธิสมบัติ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 18.2 นางสาวณัฏฐิกา นวลเต็ม ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 18.3 นางสายสุนี เจริญศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 18.4 นางสาวกริษฐา เอกปัชชา ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 18.5 นายเอกกวี หอมขจร ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสุมาลัย นิธิสมบัติ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาววันเพ็ญ สุทธ์โกมินทร์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 5

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมสุขภาพคนไทยวัยทำงานหุ่นดี สุขภาพดี เตรียมความพร้อมสู่สูงวัยอย่างภาคภูมิเขตสุขภาพที่ 3

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
11) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 18-59 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ

4. cluster :
วัยทำงาน

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 27 ) 8.2 การเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ ความรอบรู้ และปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพวัยทำงาน
5.2 โครงการสำคัญ โครงการชุมชนเป็นฐานจัดการครอบครัวรอบรู้สุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ประชาชนกลุ่มวัยทำงาน คือประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18-59 ปี เป็นกลุ่มวัยที่มีจำนวนมากถึง 2 ใน 3 ของประชาชนทั้งหมด ปัจจุบันพบว่าวัยทำงานต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาสังคม เศรษฐกิจและปัญหาสุขภาพ จากคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2564 พบว่าเขตสุขภาพที่ 3 ปี 2563–2564 ร้อยละของประชากรวัยทำงานอายุ 18-59 ปี มีค่าดัชนีมวลกายปกติ 45.46 และ 43.95 ซึ่งค่า BMI ปกติของเขตสุขภาพที่ 3 น้อยกว่า ค่าเป้าหมายของประเทศ ร้อยละ 49.00และร้อยละ 50ตามลำดับ และยังพบว่าประชากรวัยทำงานอายุ 18-59 ปี เขตสุขภาพที่ 3 มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้น ปี 2563-2564 ร้อยละ 49.6 และ 51.01 ตามลำดับ ซึ่งพบว่าวัยทำงานส่วนใหญ่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non communicable diseases) : NCD เช่นความดันโลหิตสูง เบาหวาน และ หลอดเลือดสมอง ปี 2562-2563 พบว่าโรคเหล่านี้มีอัตราการเสียชีวิต 136.6 และ 90.58 รายต่อแสนประชากร การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทำให้อายุคาดเฉลี่ยของประชาชนในเขตสุขภาพที่ 3 ปี 2563 เป็น 76.5 ซึ่งต่ำกว่าระดับประเทศ คือ 80.1 โดยปัญหาสุขภาพเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมสุขภาพของวัยทำงาน เช่นการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม มีไขมันและให้พลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยหรือไม่ออกกำลังกาย จากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มวัยทำงานในเขตสุขภาพที่ 3 ปี 2563-2564 ด้วยโปรแกรม H4U (Health for you) พบว่า วัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพียงร้อยละ 29.72 และ 46.16 ตามลำดับ โดยมีพฤติกรรมการรับประทานเค็ม ปี2563-2564 ร้อยละ 75.91 และ 67.3 ตามลำดับ และดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ร้อยละ 81.77 และ 72 ตามลำดับ และออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ปี 2563-2564 ร้อยละ 63.68 และ 75.7 และมีพฤติกรรมเนือยนิ่งต่อเนื่องตั้งแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไปปี 2563-2564พบ ร้อยละ 59.13และ50.6ตามลำดับ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้นำมาซึ่งภาวะโภชนาการเกินและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามมาเช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด จากสถานการณ์ปัญหาสุขภาพวัยทำงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ คนวัยทำงานให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีส่งผลต่อการเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ จึงได้มีการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพคนวัยทำงานด้วยชุดความรู้สุขภาพ 10 เรื่อง (10 Packages) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามปัญหาและความต้องการของคนวัยทำงาน ซึ่งชุดความรู้สุขภาพนี้ประกอบด้วย ชุดหุ่นดี สุขภาพดี ชุดจิตสดใส ใจเป็นสุข เป็นต้น โดยศูนย์อนามัยที่ 3 นำมาเผยแพร่ และถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติในเขตสุขภาพที่ 3 นอกจากนี้ มีการเตรียมความพร้อม เข้าสู่สูงวัยอย่างภาคภูมิ ด้วยการอบรมบุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการเตรียมความพร้อมประชาชนวัยทำงานที่จะก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ รวมถึงมีการส่งเสริมให้ประชาชนมีการออกกำลังกายทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบสะสมแต้ม สะสมระยะทางและพลังงานผ่านทางดิจิตอลแพลตฟอร์มด้วยกิจกรรมก้าวท้าใจ ซึ่งเป็นรูปแบบการส่งเสริมให้ประชาชนมีการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ดังนั้นเพื่อเสริมสร้างวัยทำงานให้มีสุขภาวะที่ดี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ มีสุขภาวะที่ดี ศูนย์อนามัยที่ 3 จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการนี้ เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์และสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ ส่งเสริมให้พื้นที่เป้าหมายมีการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน หุ่นดีสุขภาพดี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีการเตรียมความพร้อมวัยทำงานเข้าสู่สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ขับเคลื่อนการดำเนินงาน 10 ล้านครอบครัวไทยออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 10 Packages ลงสู่การปฏิบัติ และพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพในหน่วยงาน โดยมีการบูรณาการระหว่างภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนวัยทำงาน หุ่นดี สุขภาพดี สามารถเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ ดูแลครอบครัวและเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ รวมทั้งเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนนโยบาย แนวคิด และประสบการณ์การดำเนินงานที่ผ่านมาให้เกิดการเรียนรู้ในการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆร่วมกันให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 2. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการเตรียมการเพื่อยามสูงอายุโดยมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 3. เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพประชากรวัยทำงานในเขตสุขภาพที่ 3 4. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงานในสถานประกอบการ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 3 มีรูปแบบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 5 จังหวัด
2.วัยทำงาน อายุ 25-59 ปี มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 51.12 ร้อยละ
3.จำนวนแกนนำครอบครัวมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ 221727 คน
4.สถานประกอบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการด้วย 10 Packages 25 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : มีสถานประกอบการต้นแบบของการส่งเสริมสุขภาพ 5 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : 1.1 วัยทำงาน อายุ 18-29 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ 49.4 ร้อยละ
3.เชิงปริมาณ : จำนวนประชาชนวัยทำงานที่ได้รับการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์และความรอบรู้ด้านสุขภาพ (จังหวัดละ 600 คน) 3000 คน
4.เชิงปริมาณ : 1.2 วัยทำงาน อายุ 30-44 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ 48.9 ร้อยละ
5.เชิงปริมาณ : จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม 10 ล้านครอบครัวไทยออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพ 221727 คน
6.เชิงปริมาณ : 1.3 วัยทำงาน อายุ 45-59 ปี มีดัชนีมวลกายปกติ 43.6 ร้อยละ
7.เชิงคุณภาพ : รูปแบบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพกิจกรรมทางกาย 1 รูปแบบ
8.เชิงคุณภาพ : การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการด้วย 10 Packages 5 จังหวัด
9.เชิงเวลา : การดำเนินงานเป็นไปตามตารางกำกับระยะเวลา (Gantt chart) 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพเพื่อแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 10.1.1 จัดประชุมชี้แจงการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพเพื่อแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 ด้วย Digital Health Platform ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ (H4U) ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม (BSE) ออกกำลังกาย (ก้าวท้าใจ) และอาหาร (Mooc Anamai) ผ่านระบบออนไลน์ 10.1.2 ประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความรอบรู้ในชุมชน เรื่อง การป้องกันปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 ด้วย 2อ. (ออกกำลังกาย อาหาร) หญิงวัยเจริญพันธ์ (ซีด มะเร็งเต้านม) โดยใช้ Digital Health Platform 10.1.3 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้นำสุขภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมยามสูงอายุโดยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 10.1.4 จัดทำสื่อชุดความรู้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ แก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 10.1.5 เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานชุมชนต้นแบบด้านการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ แก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 10.1.6 จัดมหกรรมเชิดชูเกียรติพื้นที่ต้นแบบด้านการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ แก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 10.1.7 รายงานผลการดำเนินโครงการ และวิเคราะห์ผลการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ในเขตสุขภาพที่ 3 10.2 ส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในสถานประกอบการ 10.2.1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากร/แกนนำสุขภาพในสถานประกอบการเขตสุขภาพที่ 3 (10 Packages กิจกรรมก้าวท้าใจ) บูรณาการงานร่วมกับ Non-health sector (สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด, สำนักงานประกันสังคม, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่3) ผ่านทางระบบ Online และ Onsite 10.2.2 สร้างความรอบรู้ในแกนนำสตรีวัยเจริญพันธ์ในสถานประกอบการ (บูรณาการร่วมมะเร็งเต้านม สาวไทยแก้มแดง ก้าวท้าใจ Packages นมแม่ ชุมชนส่งเสริม) 10.2.3 กำกับติดตามการดำเนินงานการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสถานประกอบการ เขตสุขภาพที่ 3 (Good Factory Practice , Thai Stop Covid Plus , Thai Save Thai) 10.2.4 จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างกระแสการสร้างเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ผ่านทางระบบ Online Facebook live 10.2.5 จัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ 3อ. 1ฟ. และสมดุลชีวิต ในศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ (คณะกรรมสมดุลชีวิต) 10.2.6 เยี่ยมเสริมพลังและกำกับติดตามการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ 10.2.7 ประเมินผล และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ในสถานประกอบการ 10.3 สิบล้านครอบครัวไทย ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (ก้าวท้าใจ) 10.3.1 จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ Kick Off ก้าวท้าใจต้านภัยโควิด 10.3.2 รณรงค์กิจกรรมโครงการ 10 ล้านครอบครัวไทยฯ (ก้าวท้าใจต้านภัยโควิด) ผ่านทางเวทีประชุมจังหวัด/พชอ./สถานประกอบการ/หน่วยงานราชการ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/อปท./ชุมชน/อสม. โดยใช้ Digital Platform เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ โดยสร้างแกนนำส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยก้าวท้าใจในแต่ละพื้นที่ (Online ผ่าน Facebook Live จำนวน 3 ครั้ง, Post ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ Social, Onsite) 10.3.3 เยี่ยมเสริมพลังและกำกับติดตามการส่งเสริมกิจกรรมทางกายด้วยก้าวท้าใจต้านภัยโควิด - ในสถานศึกษา - ในสถานประกอบการ - ในชุมชน 10.3.4 ประชาสัมพันธ์ชุดสื่อวีดีโอสนับสนุนการออกกำลังกาย ด้วยก้าวท้าใจต้านภัยโควิด 10.3.5 ประเมินผล และจัดทำรายงานสิบล้านครอบครัวไทยออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (ก้าวท้าใจ)

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 จัดทำสื่อชุดความรู้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ แก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 1 ชุด 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 50,000.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากร/แกนนำสุขภาพในสถานประกอบการเขตสุขภาพที่ 3 (10 Packages กิจกรรมก้าวท้าใจ) บูรณาการงานร่วมกับ Non-health sector (สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด, สำนักงานประกันสังคม, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3) ผ่านทางระบบ Online และ Onsite 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 8,500.00
3 จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างกระแสการสร้างเสริมสุขภาพวัยทำงานในสถานประกอบการเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ผ่านทางระบบ Online Facebook live 1 ครั้ง 1 พ.ค. 2565 - 31 พ.ค. 2565 3,000.00
4 จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ Kick Off ก้าวท้าใจต้านภัยโควิด 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 12,100.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความรอบรู้ในชุมชน เรื่อง การป้องกันปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 ด้วย 2อ. (ออกกำลังกาย อาหาร) หญิงวัยเจริญพันธ์ (ซีด มะเร็งเต้านม) โดยใช้ Digital Health Platform 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 พ.ย. 2564 43,350.00
6 เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานชุมชนต้นแบบด้านการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ แก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 5 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 31 พ.ค. 2565 7,800.00
7 จัดมหกรรมเชิดชูเกียรติพื้นที่ต้นแบบด้านการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ แก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตสุขภาพที่ 3 5 จังหวัด 1 ก.ค. 2565 - 31 ส.ค. 2565 68,580.00
8 กำกับติดตามการดำเนินงานการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสถานประกอบการ เขตสุขภาพที่ 3 (Good Factory Practice ,Thai Stop Covid Plus ,Thai Save Thai) 5 จังหวัด 1 พ.ย. 2564 - 31 ส.ค. 2565 1,000.00
9 เยี่ยมเสริมพลังและกำกับติดตามการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ 5 จังหวัด 1 ม.ค. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 7,800.00
10 รณรงค์กิจกรรมโครงการ 10 ล้านครอบครัวไทยฯ (ก้าวท้าใจต้านภัยโควิด) ผ่านทางเวทีประชุมจังหวัด/พชอ./สถานประกอบการ/หน่วยงานราชการ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/อปท./ชุมชน/อสม. โดยใช้ Digital Platform เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ โดยสร้างแกนนำส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยก้าวท้าใจในแต่ละพื้นที่ (Online ผ่าน Facebook Live จำนวน 3 ครั้ง, Post ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ Social, Onsite) 5 จังหวัด 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 41,500.00
11 เยี่ยมเสริมพลังการส่งเสริมกิจกรรมทางกายด้วยก้าวท้าใจต้านภัยโควิด - ในสถานศึกษา - ในสถานประกอบการ - ในชุมชน 5 จังหวัด 1 ต.ค. 2564 - 30 มิ.ย. 2565 7,800.00
รวมเป็นเงิน 251,430.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
251,430.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ศูนย์อนามัยที่ 3 หน่วยงานราชการ อสม. สถานประกอบการ สถานบริการสาธารณสุข ชมรมสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
บุคลากรสาธารณสุข และประชาชนภาคเอกชน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ประชาชนและสถานประกอบการในเขตสุขภาพที่ 3

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางนาฏสินี ชัยแก้ว ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางณพิชญา งดงามทวีสุข ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางสาววิชุดา นพเสริฐ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 4. นางสาวปาจารีย์ อุดมสุข ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นางสาวสุนันทา โพธิพล ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวสุนันทา โพธิพล

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางนาฏสินี ชัยแก้ว

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 6

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ เขตสุขภาพที่ 3

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
12) ร้อยละของวัยทำงานอายุ 25-59 ปี ที่มีการเตรียมการเพื่อยามสูงอายุโดยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
13) ร้อยละของผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

4. cluster :
คทง.โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 6 ) 1.6 สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโครงการพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
มะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของสตรีทั่วโลก ซึ่ง Worls Cancle Report 2018 ได้รายงานว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมของสตรีทั่วโลกทุกกลุ่มอายุ 46.3 ต่อแสนประชากร อัตราตาย 13.0 ต่อแสนประชากร สำหรับประเทศไทยมะเร็งเต้านมพบมากเป็นอันดับหนึ่งของสตรีและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน (จากรายงาน Global Cancle 2018) ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมาพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมของสตรีไทยทุกกลุ่มอายุ 35.7 ต่อแสนประชากร มีอัตราตาย 10.9 ต่อแสนประชากร โดยปีงบประมาณ 2561 พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วประเทศ 28,027 คน หรือร้อยละ 0.69 (HDC : 10 ตุลาคม 2561) ปีงบประมาณ 2562 พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วประเทศ 30,211 คนหรือร้อยละ 0.73 (HDC : 22 สิงหาคม 2562) ปีงบประมาณ 2563 พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วประเทศ 32,563 คนหรือร้อยละ 0.77 (HDC : 21 กันยายน 2563) และปีงบประมาณ 2564 พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วประเทศ 34,084 คนหรือร้อยละ 0.79 (HDC : 19 ส.ค 64) จะเห็นได้ว่ามีแนวโน้มเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น มะเร็งเต้านมส่วนมากอยู่ในช่วงอายุ 40 – 50 ปี และที่น่าสนใจคือ อายุต่ำกว่า 40 ปี พบมะเร็งเต้านมถึงร้อยละ 22 จากสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว จึงได้มีโครงการพระราชดำริด้านสาธารณสุขสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านมเพื่อส่งเสริมให้สตรีไทยมีพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ จากการดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริด้านสาธารณสุขสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านมตั้งแต่ปี 2555 -2563 พบว่า สตรีไทยตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างน้อยทุก 2 เดือน เฉลี่ย 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 70.8 โดยพบก้อนมะเร็งขนาดเล็ก (ไม่เกิน 2 ซม) ร้อยละ 43.7 เป็นมะเร็งระยะแรก (ระยะไม่เกิน 0,1,2) ร้อยละ 69.9 ซึ่งอัตราการรอดชีวิตของกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอสูงถึงร้อยละ 95.5 เนื่องจากสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะแรก อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี เมื่อพบมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 สูงถึงร้อยละ 97.2 อัตราการรอดชีวิตที่ 10 ปี เมื่อพบมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 สูงถึงร้อยละ 95.9 และข้อมูลจาก Health Data Centa ปี 2560 – 2564 (HDC 19 สิงหาคม 2564) พบสตรีไทยอายุ 30 – 70 ปี ทั้งประเทศได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร้อยละ 66.06 , 72.89 , 73.74 , 76.13 และ 73.41 ตามลำดับ และในกลุ่มนี้พบว่ามีการตรวจเต้านมด้วยตนเองเพียงร้อยละ 40.74 , 59 , 64.42 , 71.85 และ 69.54 ตามลำดับ ส่วนเขตสุขภาพที่ 3 ปี ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร้อยละ 83.13 , 83.20 , 85.07 , 86.99 และ 86.78 ตามลำดับ และมีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ร้อยละ 60.82 , 73.77 , 80.18 ,84.24 และ 84.62 ตามลำดับ จะเห็นว่าอัตราการตรวจเต้านมด้วยตนเองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนของการพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 กลับยังไม่ผ่านเกณฑ์ โดยในปี 2563 พบเพียงร้อยละ 43.42 โดยพบอัตราป่วยมะเร็งเต้านมต่อประชากรเขตสุขภาพที่ 3 ส่วนมากพบในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ รองลงมาคือจังหวัดพิจิตร จากการสำรวจการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมของสตรีไทยในเขตสุขภาพที่ 3 พบว่า สตรีไทยในเขตสุขภาพที่ 3 ส่วนใหญ่มีระดับความรู้อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 68.0 คิดว่าตนเองไม่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม ร้อยละ 62.0 ยังขาดความมั่นใจในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองถึงร้อยละ 51.49 เหตุผลที่ไม่ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง เนื่องจากไม่มีอาการร้อยละ 42.84 และรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจ ร้อยละ 25.67 และเมื่อสุ่มประเมินความถูกต้องการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจากหุ่นเต้านมจำลอง พบผ่านเกณฑ์ประเมินเพียงร้อยละ 19.8 เพื่อส่งเสริมให้สตรีไทยเห็นความสำคัญและมีพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ศูนย์อนามัยที่ 3 โดยงานพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น โรคขาดสารไอโอดีนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของหลายประเทศทั่วโลกและสามารถพบได้ในประชากรทุกวัยการขาดสารไอโอดีนจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสมองและระบบประสาทของมนุษย์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาแรกคลอดจนวัยชรา โดยเฉพาะในวัยเด็กหากมีการขาดสารไอโอดีนมากจนเกิดภาวะพร่องไธรอยด์ฮอร์โมนอย่างรุนแรงในช่วงที่สมองมีการเจริญเติบโตจะไม่สามารถแก้ไขกลับคืนมา เป็นปกติได้ ทำให้รูปร่างแคระแกรน สติปัญญาต่ำมีปัญหาทางการเรียนคือเรียนไม่ทันเพื่อนต้องเรียนช้ำชั้น ในวัยผู้ใหญ่จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียเชื่องช้า ทำงานในหน้าที่ประจำวันได้ไม่เต็มที่และไม่มีประสิทธิภาพ ในหญิงตั้งครรภ์หากขาดสารไอโอดีนอาจทำให้เกิดการแท้งบุตร ตายคลอด คลอดออกมาน้ำหนักน้อยหรือทารกเสียชีวิตตั้งแต่เยาว์วัย การเจริญเติบโตของสมองทารกผิดปกติ เกิดความพิการทางสมอง ปัญญาอ่อน เป็นใบ้หูหนวก สติปัญญาเชื่องช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นความสำคัญมีพระราชดำริที่ต้องการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนในหมู่คนไทย โดยการสำรวจปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ และความครอบคลุมเกลือไอโอดีนที่ได้มาตรฐานระดับครัวเรือน กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงมียุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน คือให้ประชากรในพื้นที่ได้รับสารไอโอดีนเพียงพอกับความต้องการของร่างกายอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจความครอบคลุมการกระจายเกลือเสริมไอโอดีนระดับครัวเรือน ในเขตสุขภาพที่ 3 ในปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 84.0 ซึ่งยังไม่ผ่านเกณฑ์ และในปี 2564 ยังมีพื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์เช่นกัน โดยเฉพาะจังหวัดพิจิตรที่มีเพียงอำเภอบึงนาราง อำเภอเดียวที่ผ่านเกณฑ์ และจังหวัดอุทัยธานีที่มีเพียง 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหนองขาหย่าง และอำเภอลานสัก ที่ผ่านเกณฑ์ เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ร้อยละ 90 และข้อมูลการแจกยาเม็ดเสริมไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ ในเขตสุขภาพที่ 3 ปี 2561-2564 พบว่าเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มจากร้อยละ 76.44 ,79.53 , 78.48 และ 82.96 จังหวัดที่ได้รับมากที่สุดคืออุทัยธานี ร้อยละ 98.82 ส่วนการขับเคลื่อนชุมชน/หมู่บ้านไอโอดีนเขตสุขภาพที่ 3 ปีงบประมาณ 2564 ที่ผ่านมามีพื้นที่ดำเนินงานขับเคลื่อนชุมชนหมู่บ้านไอโอดีนโดยการสื่อสารให้แกนนำชุมชน บุคลากรสาธารณสุข ประชาชน มาใช้แพลตฟอร์ม อนามัยไอโอดีน จำนวน 1,069 หมู่บ้าน จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานขับเคลื่อนชุมชน/หมู่บ้านไอโอดีนในภาพรวมดีขึ้นแต่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ จึงจำเป็นต้องดำเนินการขับเคลื่อนต่อไป เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง และป้องกันโรคจากการขาดสารไอโอดีน โดยการพัฒนาให้ชุมชน/หมู่บ้านผ่านเกณฑ์การประเมินรับรองเพิ่มขึ้น และส่งเสริมให้มีการใช้เกลือเสริมไอโอดีนในครอบครัวเพิ่มขึ้น ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญทางสาธารณสุขที่พบบ่อยที่สุด ในประเทศที่กำลังพัฒนา ประเทศไทยมีประชากรที่ขาดธาตุเหล็กร้อยละ 10 ซึ่งผลของการขาดธาตุเหล็กก็จะทำใหประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองลดลง ส่งผลต่อสุขภาพ สติปัญญา ความสามารถในการเรียนรู้และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง สตรีวัยเจริญพันธุ์เป็นประชากรกลุ่มหนึ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจาง เนื่องจากมีการสูญเสียธาตุเหล็กไปกับประจำเดือน ประมาณ 12.5-15 มิลลิกรัมต่อวันหรือเฉลี่ยววันละ 0.4-0.5 มิลลิกรัม ซึ่งปกติร่างกายจะสูญเสียธาตุเหล็กจากการขับถ่ายวันละ 0.5-1.0 มลลิกรัมและยังมีการสูญเสียธาตุเหล็กออกไปทางปัสสาวะ ผิวหนังบาดแผล และการบรจาคโลหิต นอกจากนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องทำใหร้างกายได้ร้บธาตุเหล็กไม่เพียงพอ หญิงวัยเจริญพันธุ์ของประเทศไทยพบว่ามีภาวะโลหิตจาง ร้อยละ 22.7 หรือประมาณ 1 ใน 4 ของหญิงวัยเจริญพันธุ์ (ข้อมูลจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2556-2557) จากการทบทวนผลงานวิจัยพบว่า ภาวะโลหิตจางมีผลต่อสุขภาพและมีผลต่อการทำงาน เช่น อาการเวียนศีรษะเมื่อยล้า อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ติดเชื้อง่ายขึ้น และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต ซึ่งมีทำให้มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด ทารกแรกเกิดนํ้าหนักน้อย หากมีภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของมารดาและทารกได้ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ไว้ในยุทธศาสตร์พัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2569) ว่าด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ เด็กเกิดรอด แม่ปลอดภัย ให้มีพัฒนาการสมวัยและเจริญเติบโตได้ดี โดยมีเป้าหมายหลักเป้าหมายหนึ่ง คือ “การลดภาวะโลหิตจาง” เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบของภาวะโลหิตจางในหญิงวัยเจริญพันธุ์ จากข้อมูลปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (Thai DRI) ได้กำหนดปริมาณธาตุเหล็กที่ควรได้รับในกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ในช่วงอายุ 19-50 ปี วันละ 24.7 มิลลิกรัม ส่วนปริมาณโฟเลทสำหรับกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ ควรได้รับวันละ 400 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งแหล่งอาหารที่มีโฟเลทสูงพบในผักผลไม้ ข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกและองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (WHO/FAO) ได้กำหนดเป้าหมายการบริโภคผักผลไม้อย่างน้อย 400 กรัม หรือ 5 ส่วนต่อวัน ซึ่งจากผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคผักและผลไม้ (ข้อมูลจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5พ.ศ. 2556-2557) ของหญิงวัยเจริญพันธุ ์ อายุ 15-45 ปี พบว่า บริโภคผักผลไม้เฉลี่ย 4 ส่วนต่อวันและพบเพียง ร้อยละ 25 เท่านั้นที่บริโภคผักผลไม้เพียงพอตามข้อแนะนำ ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวพบว่าหญิงวัยเจริญพันธุ์ได้รับธาตุเหล็กและ โฟเลท (ผักผลไม้) ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และข้อมูลภาวะโลหิตจางของหญิงตั้งครรภ์ในเขตสุขภาพที่ 3 จากคลังข้อมูลสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (HDC 19 ส.ค 2564) ปี พ.ศ.2562 - 2564 พบว่า จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท และพิจิตร หญิงตั้งครรภ์ มีภาวะโลหิตจาง ถึงร้อยละ 14.05 , 13.86 และ 13.49 ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าค่าเป้าหมาย คือ ร้อยละ 15 เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าว หญิงวัยเจริญพันธ์ก่อนมีการตั้งครรภ์ ควรมีการเตรียมความพร้อมด้วยการรับประทานยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กและโฟเลท อย่างสม่ำเสมอ จากปัญหาสถานการณ์ดังกล่าว ศูนย์อนามัยที่ 3 โดยงานพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน จึงได้จัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อเพื่อส่งเสริมให้สตรีไทยอายุ 30 – 70 ปี มีพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง และป้องกันโรคจากการขาดสารไอโอดีน โดยการพัฒนาให้ชุมชน/หมู่บ้านผ่านเกณฑ์การประเมินรับรองเพิ่มขึ้น และส่งเสริมให้มีการใช้เกลือเสริมไอโอดีนในครอบครัวเพิ่มขึ้น ส่งเสริมให้หญิงวัยเจริญพันธุ์มีการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การตั้งครรภ์ ด้วยการรับประทานยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กและโฟเลท และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสม เกิดความตระหนักในการดูแลตนเอง รวมทั้งขับเคลื่อนให้ครอบครัว ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสตรีวัยเจริญพันธุ์และสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุและโฟเลทเหล็กด้วย

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม 2. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติ 3. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานควบคุมและป้องกันภาวะโลหิตจาง 4. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์กษัตริย์

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.สตรีไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพและมีพฤติกรรมการตรวจเต้านมตนเอง 80 ร้อยละ
2.จังหวัดมีระบบการคัดกรองมะเร็งเต้านมที่มีประสิทธิภาพ 5 จังหวัด
3.ส่งเสริมการเฝ้าระวังการขาดสารไอโอดีนในชุมชน เขตสุขภาพที่ 3 5 จังหวัด
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ 150 หน่วยนับ
2.เชิงปริมาณ : ร้อยละของประชากรสตรีกลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง 80 ร้อยละ
3.เชิงปริมาณ : จำนวนร้านอาหารที่ใช้เกลือเสริมไอโอดีนและผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีนเพิ่มขึ้น 100 แห่ง
4.เชิงปริมาณ : มีการจัดกิจกรรมสร้างกระแสการส่งเสริมสุขภาพหญิงวัยเจริญพันธ์(สาวไทยแก้มแดง) 1 ครั้ง
5.เชิงปริมาณ : จำนวนสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการตรวจเต้านมด้วยตนเอง 1 แห่ง
6.เชิงปริมาณ : ร้อยละของการใช้เกลือบริโภคเสริมไอโอดีนในระดับครัวเรือนที่ผ่านเกณฑ์ 20-40 ppm 90 ร้อยละ
7.เชิงปริมาณ : จำนวนชุมชนหมู่บ้านเป็นชุมชนหมู่บ้านไอโอดีน 540 แห่ง
8.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของสตรีไทยที่ได้รับการสอนตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม มีความรู้และสามารถตรวจ เต้านมด้วยตนเองได้ถูกต้อง 80 ร้อยละ
9.เชิงเวลา : ร้อยละของนักศึกษาอายุ 20 ปีขึ้นไปในสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการมีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง 60 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
การสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม แผนงาน/โครงการตามแผนยุทธศาสตร์คือ 1. จัดประชุมสร้างความรอบรู้ในสตรีวัยเจริญพันธ์เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตนเองด้วย Digital Health Platform (BSE Application) ผ่านผู้จัดการดูแลมะเร็งเต้านม (บูรณาการร่วมกับ สาวไทยแก้มแดง โครงการส่งเสริมสุขภาพ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี) 1.1 แกนนำเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 1.2 ในชุมชน โดยแกนนำสตรีวัยเจริญพันธ์ อสม. 1.3 ในสถานประกอบการ ผ่านแกนนำสตรีวัยเจริญพันธ์ 1.4 ในสถาบันการศึกษา ผ่านแกนนำนักศึกษาและครู อาจารย์ 2. จัดมหกรรมรณรงค์สตรีไทยห่างไกลมะเร็งเต้านมพร้อมสร้างความรอบรู้สตรีไทยรุ่นใหม่พ้นภัยมะเร็งเต้านม 3. ผลักดันให้ทุกหน่วยบริการทุกระดับมีกิจกรรมเชิงรุกการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านและเผยแพร่การใช้ BSE Applicatioื การป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคขาดสารไอโอดีนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนภายในเขตสุขภาพที่ 3 1. จัดประชุมชี้แจงผู้รับผิดชอบเพื่อวางแผนและขับเคลื่อนงานไอโอดีนเรื่องการขยายผลการดำเนินงานชุมชนหมู่บ้านไอโอดีนระดับเขต และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้ผู้ประกอบร้านอาหารใช้เกลือเสริมไอโอดีนและผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีนในการปรุงประกอบอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แพลตฟอร์ม อนามัยไอโอดีน 2. จัดซื้อ I-KIT ให้พื้นที่ และเฝ้าระวังคุณภาพเกลือบริโภคในครัวเรือน โดยการตรวจเกลือบริโภคด้วย I-KIT 3. พื้นที่ดำเนินงานเฝ้าระวังการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ โดยติดต่อประสานงานกับจังหวัดในการเก็บตัวอย่างปัสสาวะและส่งตัวอย่างมาวิเคราะห์ที่ศูนย์อนามัย 4. ผลักดันและติดตามพื้นที่ในการดำเนินงานขับเคลื่อนชุมชนหมู่บ้านไอโอดีนโดยการสื่อสารให้แกนนำชุมชน บุคลากรสาธารณสุข ประชาชน ให้มากขึ้น 5. ร่วมกับส่วนกลางในการรณรงค์วันไอโอดีนแห่งชาติ ปี 2565 ขับเคลื่อนการดำเนินงานและเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก (สาวไทยแก้มแดง 1. รณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก (14 กุมภาพันธ์) บูรณาการร่วมกับ Cluster แม่และเด็ก (กิจกรรมวิวาห์สร้างชาติ) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 1. บูรณาการงานส่งเสริมสุขภาพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ งานสิ่งแวดล้อม และโรงพยาบาลผู้รับผิดชอบหลัก  

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 จัดประชุมสร้างความรอบรู้ในสตรีวัยเจริญพันธ์เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตนเองด้วย Digital Health Platform (BSE Application) ผ่านผู้จัดการดูแลมะเร็งเต้านม 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 184,050.00
2 จัดประชุมสร้างความรอบรู้ในสตรีวัยเจริญพันธ์ในสถานประกอบการ เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตนเองด้วย Digital Health Platform (BSE Application) ผ่านผู้จัดการดูแลมะเร็งเต้านม 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 21,650.00
3 จัดประชุมสร้างความรอบรู้ในสตรีวัยเจริญพันธ์ในสถานศึกษา เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตนเองด้วย Digital Health Platform (BSE Application) ผ่านผู้จัดการดูแลมะเร็งเต้านม 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 3,500.00
4 ร่วมกับส่วนกลางในการรณรงค์วันไอโอดีนแห่งชาติ ปี 2565 1 ครั้ง 25 มิ.ย. 2565 - 25 มิ.ย. 2565 5,000.00
5 รณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก 1 ครั้ง 14 ก.พ. 2565 - 14 ก.พ. 2565 6,800.00
6 สนับสนุน I-KIT ในการสุ่มตรวจเกลือบริโภคเสริมไอโอดีนในครัวเรือน เขตสุขภาพที่ 3 5 จังหวัด 1 ต.ค. 2564 - 30 พ.ย. 2564 30,000.00
รวมเป็นเงิน 251,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
251,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 25 มิ.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
สสจ. สสอ. รพช. รพท. รพสต. กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี สถานประกอบการ และสถานศึกษาใน 5 จังหวัด เขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
บุคลากรสาธารณสุข และประชาชนภาคเอกชน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
สตรีวัยเจริญพันธ์ในเขตสุขภาพที่ 3

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1.นาฏสินี ชัยแก้ว ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2.นางณพิชญา งดงามทวีสุข ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3.นางสาววิชุดา นพเสริฐ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 4.นางสาวปาจารีย์ อุดมสุข ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5.นางสาวสุนันทา โพธิพล ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางณพิชญา งดงามทวีสุข

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางนาฏสินี ชัยแก้ว

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 7

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้วยการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในสถานการณ์ การระบาดของโรค Covid-19 เขตสุขภาพที่ 3 ปี 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
13) ร้อยละของผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
14) ร้อยละของตำบลที่มีระบบการส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุ
15) ร้อยละของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแล ตาม Care Plan

4. cluster :
วัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 37 ) 11.1 พัฒนาระบบข้อมูลการส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงระยะยาวผ่านระบบ Health Platform
5.2 โครงการสำคัญ โครงการขับเคลื่อนระบบการส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงระยะยาวแบบบูรณาการ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ปัจจุบันสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด คือ มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ปัญหาที่เพิ่มขึ้นตามมาอย่างเห็นได้ชัดเจน นั่นคือ ปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐ โดยในปี พ.ศ.2553 มีรายงานประมาณการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ สูงถึง ร้อยละ 30 และยังมีการคาดการว่า ในอีก 12 ปี ข้างหน้า (พ.ศ.2565) ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะสูงเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 เท่า เหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากวัยสูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายที่มีความเสื่อมและผู้สูงอายุนั้นมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) ที่กำลังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นซึ่ง รัฐบาลได้มีนโยบาย และสนับสนุนการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุทุกกลุ่ม โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการประเมินคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุโดยแบ่งผู้สูงอายุได้เป็น 3 กลุ่ม ตามความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ กลุ่มติดสังคม กลุ่มติดบ้าน และกลุ่มติดเตียง ซึ่งในบริบทของกำกับดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่จำเป็นต้องสนับสนุนบริการด้านสุขภาพ และสังคม คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง(กลุ่มติดบ้านติดเตียง) โดยมีเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุที่แข็งแรงมีอาการเจ็บป่วยจนต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยได้มีการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ที่กระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งเชื้อดังกล่าวติดต่อได้ทางละอองฝอยของสารคัดหลั่ง เช่นน้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอจามหรือการพูดคุยใกล้ชิด ในระยะ 1-1.5 เมตร และการสัมผัสสารคัดหลั่งที่อยู่ตามสิ่งของต่างๆแล้วไปโดนเยื่อบุต่างๆเช่น ตา จมูก ปาก ประกอบกับการแพร่เชื้อสามารถติดต่อจากผู้ที่ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการได้ โดยหากมีการติดเชื้อในผู้สูงอายุซึ่งอยู่ในวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของระบบร่างกายที่เสื่อมถอย จะทำให้มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไปเนื่องด้วยสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ภูมิคุ้มกันลดลงตามวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคปอดเรื้อรังโรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง เป็นต้น) นอกจากนี้พบว่าผู้สูงอายุในประเทศไทยได้รับผลกระทบของการแพร่ระบาดโรค Covid-19 หลายด้าน เช่น การดูแลตัวเอง การซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค การเดินทางไปสถานที่ต่างๆ รวมถึงการเข้ารับบริการทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วย สำหรับความช่วยเหลือและสวัสดิการจากรัฐนั้น รัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อมาช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือนร้อนให้ผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบหลายมาตรการ ซึ่งบางมาตรการก็ได้ผลดี ตรงเป้าหมาย บางมาตรการก็ยังตกหล่นไม่ถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่ควรได้รับความช่วยเหลือ เขตสุขภาพที่ 3 มีประชากรผู้สูงอายุ จำนวน 608,586 คน คิดเป็นร้อยละ 20.73 โดยเขตสุขภาพที่ 3 เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจากการแพร่ระบาดของโรค Covid-19พบผู้สูงอายุติดโรค Covid-19ทั้งหมด 907 คน พบผู้สูงอายุเสียชีวิตจากการติดโรค Covid-19 จำนวน 58 คน และพบผู้สูงอายุที่ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 จำนวน 163,327 คน จากสถาการณ์การแพร่ระบาดโรค Covid-19 ทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมไม่สามารถออกไปเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้ เป็นผลทำให้เกิดปัญหาทางสภาพจิตใจ และส่งผลร่างสุขภาพร่างกายที่ไม่ได้รับการส่งเสริมจากกิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ หรือโรงเรียนผู้สูงอายุ ทำให้สุขภาพของผู้สูงอายุมีโอกาสถดถอยเปลี่ยนไปเป็นภาวะพึ่งพิง ในส่วนของผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงก็ได้รับผลกระทบจากการที่บุคลากรที่ทําหน้าที่ในการจัดบริการระบบสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ได้แก่ ผู้จัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Care manager) และผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ไม่สามารถเข้าไปให้บริการสาธารณสุขที่บ้านได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากความจำเป็นในด้านการเว้นระยะเพื่อป้องกัน การแพร่กระจายเชื้อ จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ มีภารกิจหลักในการศึกษา วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาตรฐานการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ จึงจัดทำโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้วยการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในสถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19เขตสุขภาพที่ 3 ปี 2565 เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ทั่วถึง ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้วยการเข้าถึงบริการสาธารณสุขภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 2. เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 3. เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ตำบลที่มีระบบการส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care)ผ่านเกณฑ์ 98 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : บุคลากรสาธารณสุขได้รับการอบรมหลักสูตรผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ(Care Manager)รายใหม่ 50 คน
2.เชิงปริมาณ : สื่อการสอนหลักสูตรผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว(Care Manager) 1 ระบบ
3.เชิงปริมาณ : ผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ(Care Manager)ได้รับการอบรมฟื้นฟูศักยภาพ 50 คน
4.เชิงปริมาณ : สื่อการสอนหลักสูตรฟื้นฟูผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Refresher Care Manager ) 1 ระบบ
5.เชิงคุณภาพ : ความพึงพอใจของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ(Care Manager)ได้รับการอบรมฟื้นฟูศักยภาพ 80 ร้อยละ
6.เชิงคุณภาพ : แนวทางดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 1 รูปแบบ
7.เชิงคุณภาพ : ความพึงพอใจของบุคลากรสาธารณสุขได้รับการอบรมหลักสูตรผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ(Care Manager) 80 ร้อยละ
8.เชิงคุณภาพ : แนวทางการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุผ่าน Health Platform 1 รูปแบบ
9.เชิงเวลา : ใช้งบประมาณและการดำเนินกิจกรรมได้ตามระยะเวลาและแผนปฏิบัติการ 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
กิจกรรมที่ 1 ขับเคลื่อนการดำเนินงานระบบคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุผ่านระบบ Health Platformและพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพผู้สูงอายุ 1.ทบทวนและศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ 2.วางแผนการพัฒนารูปแบบระบบการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุผ่านระบบ Health Platform 3.ชี้แจงการดำเนินงานคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุผ่าน Health Platform ให้แก่ภาคีเครือข่าย 4.เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุผ่าน Health Platform 5.สรุปรูปแบบการดำเนินงาน กิจกรรมที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวแบบบูรณาการ ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 1.ทบทวนและศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 2.วางแผนการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงในช่วงสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ร่วมกับภาคีเครือข่าย 3.พัฒนาหลักหลักสูตรพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 4.พัฒนาศักยภาพของบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 5. กำกับติดตามประเมินมาตรฐานตำบลดูแลผู้สูงอายุระยะยาวร่วมกับภาคีเครือข่าย 6. เยี่ยมเสริมพลังกำกับติดตามมาตรฐานการดำเนินงานสถานดูแลผู้สูงอายุในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 7. สรุปรูปแบบการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการประชุมชี้แจงการดำเนินงานคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุผ่าน Health Platform (line OA hug สูงวัย /blue book /anamai care /3c) แบบ Hybrid ทั้ง online และ onsite 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 10,300.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติการฟื้นฟูผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Refresher Care Manager) รูปแบบ online 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 13,600.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพหลักสูตรผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Care Manager) รูปแบบ online 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 43,000.00
4 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลักสูตรฟื้นฟูผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Refresher Care Manager) 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 เม.ย. 2565 36,650.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลักสูตรผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Care Manager) 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 เม.ย. 2565 84,690.00
6 เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุผ่าน Health Platform 5 จังหวัด 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 14,600.00
7 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงในช่วงสถานการณ์ของโรคโควิด-19 5 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 39,600.00
8 กำกับติดตามประเมินมาตรฐานตำบลดูแลผู้สูงอายุระยะยาว เขตสุขภาพที่3 5 จังหวัด 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 14,600.00
9 เยี่ยมเสริมพลังกำกับติดตามมาตรฐานการดำเนินงานสถานดูแลผู้สูงอายุในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 5 จังหวัด 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 14,600.00
รวมเป็นเงิน 271,640.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
271,640.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
5 จังหวัดใน เขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 3/ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในเขตสุขภาพที่3

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 3/ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในเขตสุขภาพที่3

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางนาฎสินี ชัยแก้ว นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวอนุช สีนารอด นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นางสาววิลาสิณี ไชยวัฒนานนท์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 4. นางสาวอัชฌามาศ ปานแดง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นายสุรศักดิ์ ลิสันเทียะ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 6. นายชาตรี สีดาคำ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวอัชฌามาศ ปานแดง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางนาฏสินี ชัยแก้ว

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 8

1. ชื่อโครงการ :
โครงการยกระดับระบบการดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ วัยสูงอายุในชุมชนแบบบูรณาการ เขตสุขภาพที่ 3 ปี 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
13) ร้อยละของผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
14) ร้อยละของตำบลที่มีระบบการส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุ
15) ร้อยละของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแล ตาม Care Plan

4. cluster :
วัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 34 ) 10.2 ส่งเสริม สนับสนุนความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้สูงอายุ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวเชิงป้องกัน (Preventive Long Term Care) ปี 2565

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางประชากร (Demographic transition) อัตราการเกิดและอัตราการตายลดลงพร้อมกับอายุคาดเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นของคนไทย ทำให้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในระยะเวลาอันสั้น โดยในปี พ.ศ.2513 มีประชากรสูงอายุ 1.7 ล้านคนหรือประมาณร้อยละ 4.9 ของประชากรทั้งหมด เพิ่มเป็น 7.5 ล้านคนหรือร้อยละ 11.8 ของประชากรทั้งหมดในปี พ.ศ.2553 การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุนี้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของประชากรภาวะพึ่งพิง ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและสุขภาพ การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายในสังคมต้องมีการพัฒนาและจัดการองค์ความรู้อย่างบูรณาการลงไปสู่การดูแลผู้สูงอายุที่เสี่ยง กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2559 – 2579) โดยมีเป้าหมายในการดูแลผู้สูงอายุ (active and health ageing) คือ ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเอง ดำรงชีวิตประจำวันได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ คือ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในสังคม โดยมีมาตรการพัฒนาบริการสุขภาพและสังคม เน้นให้มีชมรมผู้สูงอายุทุกตำบลในรูปแบบต่าง ๆ มีศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุและโรงเรียนผู้สูงอายุและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพและสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ จากมาตรการและแนวคิดการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่กระทรวงสาธารณสุขคาดหวังในการแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุจากข้อมูลประชากร HDC (วันที่ 27 เม.ย. 64) เขตสุขภาพที่ 3 มีประชากรทั้งหมด 2,935,081 เป็นประชากรสูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปีบริบูรณ์) 608,586 คน คิดเป็นร้อยละ 20.73 โดยเขตสุขภาพที่ 3 เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี สัดส่วนประชากรสูงอายุปี 2564 จำแนกแต่ละจังหวัด พบว่า จังหวัดชัยนาท มีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากที่สุด เท่ากับ 23.28 รองลงมา คือ จังหวัดพิจิตร เท่ากับ 21.48 และจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ร้อยละ 21.06, 20.72 ตามลำดับ โดยมีเพียงจังหวัดเดียวในเขตสุขภาพที่ 3 ที่ยังไม่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร ที่มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุน้อยที่สุด เท่ากับ ร้อยละ 18.54 จากการคัดกรองประเมินสุขภาพผู้สูงอายุ ด้วย ADL จำนวน 454,834 คน คิดเป็นร้อยละ 87.96 ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด พบว่า เป็นกลุ่มติดสังคม 441,115 คน ร้อยละ 96.98 กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 13,719 คน ร้อยละ 3.01 (กลุ่มติดบ้าน 10,529 คน ร้อยละ 2.31 และกลุ่มติดเตียง 3,190 คน ร้อยละ 0.70) จากสถานการณ์ย้อนหลัง (ปี 2561-2564) พบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง ร้อยละ 0.60, 0.63, 0.62, 0.70 ตามลำดับ ผลจากการคัดกรองสุขภาพของผู้สูงอายุผู้พบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุด ร้อยละ 50.8 และยังพบความเสี่ยงเรื่อง โรคอ้วน(BMIเกิน) ,DM, HT (ร้อยละ 27.91,12.02,11.86 ตามลำดับ) เหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากพฤติกรรม ผลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ทั้ง 5 ด้านของผู้สูงอายุ พบว่ามีผู้สูงอายุ เพียงร้อยละ 29.4 เท่านั้นที่มีพฤติกรรมพึงประสงค์ครบ 5 ด้าน โดยด้านการออกกำลังกาย มีเพียงร้อยละ 50.63 เท่านั้น สอดคล้องกับผลการคัดกรองจากโครงการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพเพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมและภาวะพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 3 ปีงบประมาณ 2564 ที่พบว่า ผู้สูงอายุเขตสุขภาพที่ 3 มีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มมากถึง ร้อยละ 57.4 รองลงมาคือความเสี่ยงด้านสมองเสื่อม และ ด้านสุขภาพช่องปาก ร้อยละ 16.6 และ ร้อยละ 15.3 ตามลำดับ ถือเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องได้รับการส่งเสริมสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในผู้สูงอายุ เมื่อพิจารณาจากชมรมผู้สูงอายุ พบว่ามีผู้สูงอายุเข้าร่วมชมรม ร้อยละ 23.94 (100,910 คน) โดยมีชมรมผู้สูงอายุในเขตสุขภาพที่ 3 ทั้งสิ้น 399 ชมรม ผู้สูงอายุแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตามความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ กลุ่มติดสังคม กลุ่มติดบ้าน และกลุ่มติดเตียง ซึ่งในบริบทของการกำกับดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่จำเป็นต้องสนับสนุนบริการด้านสุขภาพและสังคม คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (กลุ่มติดบ้าน ติดเตียง) โดยมีเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุที่แข็งแรงมีอาการเจ็บป่วยจนต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิง และทำอย่างไรผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2564 ที่ผ่านมา พบว่า มีผลการดำเนินงานเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลตาม Care Plan เป้าหมาย ร้อยละ 85 ผลงานที่ทำได้ ร้อยละ 98.19 และ ตำบลที่มีระบบการส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) เป้าหมาย ร้อยละ 95 ผลงานที่ทำงาน ร้อยละ 97.62 เมื่อพิจารณาผลลัพธ์ทางสุขภาพจะเห็นได้ว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมี ADL เป้าหมาย เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 โดยสามารถทำผลงานได้ที่ 31.22 ซึ่งการดูแลผู้สูงอายุนั้นนอกเหนือจากการดูแลในชุมชนแล้วยังต้องมีการเชื่อมต่อระบบ Intermediate Care และ Long Term Care เข้าด้วยกันให้เป็นระบบบริการแบบไร้รอยต่อเพื่อยกระดับบริการสาธารณสุขส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้ดีขึ้น จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ เป็นองค์กรหลักในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพประชาชน มีภารกิจหลักในการศึกษา วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาตรฐานการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มวัยและการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ รวมทั้งนวัตกรรมการให้บริการทั้งรูปแบบบริการและเทคโนโลยี ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ทำการจัดกิจกรรมในโครงการเพื่อพัฒนาระบบการดูแลผูสูงอายุระยะยาวเชิงปองกัน (Preventive Long Term Care) เขตสุขภาพที่ 3 อันจะส่งผลต่อพฤติกรรมที่พึงประสงค์ส่งเสริมให้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ (Active aging)และยกระดับการบริการด้านสาธารณสุขสำหรับผุ้สูงอายุภาวะพึ่งพิง รวมถึงมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ดูแลตนเองได้ สามารถประเมินสุขภาวะตนเองได้เบื้องต้น และจัดการชีวิตประจำวันของตนได้อย่างเหมาะสม

8. วัตถุประสงค์ :
1 เพื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยสูงอายุ 2 เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเชิงปองกัน (Preventive Long Term Care) 3 เพื่อส่งเสริม สนับสนุนความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุคุณภาพ 4 เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายในผู้สูงอายุเพื่อลดโอกาสพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ 5 เพื่อขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ 6 เพื่อยกระดับระบบดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงด้วยการดำเนินงานพื้นที่ต้นแบบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพแบบผสมผสาน Long Term Care และ Intermediate Care ระดับชุมชน (Seamless health care)

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ผู้สูงอายุในเขตสุขภาพที่ 3 มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 50 ร้อยละ
2.ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลตาม Care Plan 90 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานพื้นที่ต้นแบบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพแบบผสมผสาน Long Term Care และ Intermediate Care ระดับชุมชน (Seamless health care) ระดับเขตสุขภาพ 1 ชุด
2.เชิงปริมาณ : ผู้เข้ารับการอบรมเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยสูงอายุ มีความรู้ ความเข้าใจในหลักสูตร 80 ร้อยละ
3.เชิงปริมาณ : มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานแผนบูรณาการเครือข่ายเพื่อรองรับสังคมสูงวัยระดับเขตสุขภาพ 1 ชุด
4.เชิงปริมาณ : ผู้สูงอายุได้รับการประเมินและคัดกรอง ADL 452391 คน
5.เชิงปริมาณ : พื้นที่ต้นแบบเมือง/ชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ 12 แห่ง
6.เชิงปริมาณ : ผู้สูงอายุมีแผนการดูแลส่งเสริมสุขภาพรายบุคคลในชุมชน (Individual WellnessPlan) 2100 คน
7.เชิงคุณภาพ : รูปแบบการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายในผู้สูงอายุเพื่อลดโอกาสพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ 1 รูปแบบ
8.เชิงคุณภาพ : รูปแบบการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยสูงอายุ 1 รูปแบบ
9.เชิงคุณภาพ : รูปแบบการดำเนินการเมือง/ชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ 1 รูปแบบ
10.เชิงคุณภาพ : รูปแบบการดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุคุณภาพ 1 รูปแบบ
11.เชิงคุณภาพ : รูปแบบการดำเนินการพื้นที่ต้นแบบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพแบบผสมผสาน Long Term Care และ Intermediate Care ระดับชุมชน (Seamless health care) ระดับเขตสุขภาพ 1 รูปแบบ
12.เชิงเวลา : ใช้งบประมาณและการดำเนินกิจกรรมได้ตามระยะเวลาและแผนปฏิบัติการ 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
กิจกรรมที่ 1 สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุรายบุคคล รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุและพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ด้วยกลไกเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ ช่วงสถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 1.ทบทวนและศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคCovid-19 2.วางแผนการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพและสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคCovid-19 ร่วมกับภาคีเครือข่าย 3.จัดตั้งคณะกรรมการ แผนบูรณาการเครือข่ายเพื่อรองรับสังคมสูงวัยระดับเขตสุขภาพร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ ท้องถิ่น 5 จังหวัด, สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด(พมจ.) 5 จังหวัด,สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด 5 จังหวัด ,สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 5 จังหวัด ,ศูนย์วิชาการเขต ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขตสุขภาพที่ 3 , กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 3 , สำนักงานควบคุมป้องกันโรค เขตสุขภาพที่ 3 , ศูนย์สุขภาพจิตที่ 3 โดยมี ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ เป็นเลขา 4.ประชุมคณะกรรมการเพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานระบบส่งเสริมสุขภาพและสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุคุณภาพ ช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคCovid-19 ร่วมกับภาคีเครือข่าย (ทุกไตรมาส) 5.ประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแผนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ช่วงสถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 เขตสุขภาพที่ 3 ปีงบประมาณ 2565 (รูปแบบ online) 6.ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ CG ผู้นำสุขภาพสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้สูงอายุด้วยแผนการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุรายบุคคล (IWP) เขตสุขภาพที่ 3 7.ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนารูปแบบเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะพลัดตกหกล้มร่วมกับภาคีเครือข่าย 8.ประชุมเชิงปฏิบัติการลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (MOU) 9.ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ระดับเขตสุขภาพ 10.ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุแบบบูรณาการ เขตสุขภาพที่ 3 ประจำปี 2565 11.พัฒนารูปแบบการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในหน่วยบริการ (Premium Clinic Model) 11.เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานระบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ 12.สรุปรูปแบบการดำเนินงาน กิจกรรมที่ 2 ยกระดับระบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงแบบผสมผสาน (Seamless health care) 1.ทบทวนและศึกษาสถานการณ์ระบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงแบบผสมผสาน (Seamless health care) 2.วางแผนการยกระดับระบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงแบบผสมผสาน (Seamless health care) 3.จัดตั้งคณะกรรมการคณะกรรมการพัฒนาระบบดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง (Seamless health care) ระดับเขตสุขภาพ 4.ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง (Seamless health care) 5.เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงาน Seamless health care ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 6.สรุปรูปแบบการดำเนินงาน

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแผนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ช่วงสถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 เขตสุขภาพที่ 3 ปีงบประมาณ 2565 (รูปแบบ online) 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 350.00
2 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนารูปแบบเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะพลัดตกหกล้มร่วมกับภาคีเครือข่าย แบบ Hybrid ทั้ง online และ onsite 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 30 เม.ย. 2565 23,200.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (MOU) แบบ Hybrid ทั้ง online และ onsite 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 21,400.00
4 มหกรรมการประกวดต้นแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ระดับเขตสุขภาพ แบบ Hybrid ทั้ง online และ onsite 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 61,600.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุแบบบูรณาการเขตสุขภาพที่ 3 ประจำปี 2565 1 ครั้ง 1 ส.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 84,900.00
6 เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานระบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 5,800.00
7 ประชุมราชการพัฒนาระบบดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง (Seamless health care) แบบ Hybrid ทั้ง online และ onsite 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 1,050.00
8 ประชุมราชการคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุ แบบบูรณาการ (แบบ Hybrid ทั้ง online และ onsite) 4 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 4,200.00
9 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ CG ผู้นำสุขภาพสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้สูงอายุด้วยแผนการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุรายบุคคล (IWP) เขตสุขภาพที่ 3 แบบ Hybrid ทั้ง online และ onsite 5 จังหวัด 1 พ.ย. 2564 - 30 เม.ย. 2565 117,240.00
10 เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงาน Seamless health care ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 5 จังหวัด 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 12,100.00
11 พัฒนาสื่อ องค์ความรู้สำหรับการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ 8 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 57,200.00
รวมเป็นเงิน 389,040.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
389,040.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
5 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 3/ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในเขตสุขภาพที่3

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 3/ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในเขตสุขภาพที่3

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางนาฎสินี ชัยแก้ว นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวอนุช สีนารอด นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นายสุรศักดิ์ ลิสันเทียะ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 4. นายชาตรี สีดาคำ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นางสาวอัชฌามาศ ปานแดง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 6. นางสาววิลาสิณี ไชยวัฒนานนท์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวอนุช สีนารอด

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางนาฏสินี ชัยแก้ว

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 9

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ เขตสุขภาพที่ 3

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
13) ร้อยละของผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

4. cluster :
วัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 39 ) 12.1 ขับเคลื่อนการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะแบบบูรณาการ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ ปี 2565

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
สถาบันพระพุทธศาสนาอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างช้านาน นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่มีความศรัทธาและนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จนพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานและแก่นสารของขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีไทยที่คนไทยยึดถือปฏิบัติเป็นแนวทางวิถีชีวิตที่กลมกลืน (พระครูปลัดธวัช สุนทร พูนเอียด และจตุพล ชูจันทร์, 2560) นอกจากนั้นพระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านการศึกษา ด้านศิลปวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยมีพระสงฆ์เป็นสื่อกลางในการสืบทอดและนำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปสู่การปฏิบัติ (พระพรหมคุณาภรณ์, 2556 อ้างใน คณิศฉัตร์ วุฒิศักดิ์สกุล, 2561) ปัจจุบันวัดในประเทศไทยมีจำนวน 41,654 วัด มีพระสงฆ์ จำนวน 215,871 รูป และมีสามเณร จำนวน 36,980 รูป (ข้อมูลพื้นฐานทางพระพุทธศาสนาประจำปี 2563) ซึ่งร้อยละ 32.45 ของพระสงฆ์ เป็นพระสงฆ์ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (พระสงฆ์สูงอายุ) ดังนั้นพระสงฆ์ได้เข้าสู่สังคมพระสงฆ์สูงอายุระดับสุดยอด (Super aged society) และมีแนวโน้มเป็นพระสงฆ์สูงอายุมากขึ้น (รายงานประจำปี 2562 โรงพยาบาลสงฆ์) จากมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 7/2560 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีการประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2560 เรื่องการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะที่กำหนดให้ดำเนินการวัดส่งเสริมสุขภาพและธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบและแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้พระสงฆ์ได้ดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย โดยมีแนวปฏิบัติการอุปัฏฐากพระสงฆ์ตรงตามหลักพระธรรมวินัย และกำหนดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการสนับสนุน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์ทั่วประเทศ การมีพระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด–อสว.) ถือเป็นกลไกการพัฒนาด้านการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ที่สำคัญ เนื่องจากพระสงฆ์ไทยมีปัญหาทางสุขภาพเป็นจำนวนมาก จากสถิติข้อมูลพระสงฆ์ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสงฆ์ ปีพ.ศ. 2562 มีพระสงฆ์อาพาธเข้ารักษาด้วยโรคไขมันในโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน เป็นลำดับต้นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่ใส่บาตรทำบุญของประชาชน ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงผลเสียต่อการเจ็บป่วยของพระสงฆ์ นอกจากนี้พระสงฆ์ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสิ่งที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม หากไม่ได้รับการแก้ไขจะกลายเป็นผู้ป่วยรายใหม่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีวิสัยทัศน์ “กรมอนามัยเป็นองค์กรหลักของประเทศในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพ และระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อประชาชนสุขภาพดี” โดยศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายหน่วยงานพื้นที่ 5 จังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 3 ร่วมกันขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายการขับเคลื่อน คือ พระสงฆ์กับการดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย และบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม ที่จะนำไปสู่การส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างวัดกับชุมชน ทำให้ “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข” การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ต้องอาศัย พลังจากภาคีเครือข่ายทุกส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และคณะสงฆ์ โดยรวมเรียกพลังเหล่านี้ว่า พลัง “บวร” หากมีการประสานที่เชื่อมต่อการดำเนินงานในทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน บูรณาการงานที่ข้องเกี่ยวกับพระสงฆ์ ผนึกกำลังร่วมแก้ไขปัญหา จะสามารถขับเคลื่อนส่งเสริมให้พระสงฆ์มีสุขภาวะที่ดี สามารถดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ให้คำแนะนำดูแลพระสงฆ์ภายในวัดและชุมชน รวมไปถึงเตรียมการรองรับระบบการดูแลพระสงฆ์สูงอายุที่ต้องการการดูแลระยะยาวได้ ดังนั้นศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ จึงจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ สามเณร และแม่ชี ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 ให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ได้รับการดูแลส่งเสริมสุขภาพตามหลักพระธรรมวินัย และสามารถขยายผลสู่การพัฒนาสุขภาวะของชุมชนต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะโดยใช้กลไกธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แบบบูรณาการ เขตสุขภาพที่ 3 2. เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้พระสงฆ์ สามเณร และแม่ชี เขตสุขภาพที่ 3 3. เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ เขตสุขภาพที่ 3

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.พระสงฆ์มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 15 ร้อยละ
2.วัดส่งเสริมสุขภาพผ่านเกณฑ์ 40 ร้อยละ
3.วัดส่งเสริมสุขภาพสู่วัดรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านเกณฑ์ 5 แห่ง
4.พระคิลานุปัฏฐากครอบคลุมทุกตำบล (1 รูป/ตำบล) 420 คน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : วัดส่งเสริมสุขภาพต้นแบบ (จังหวัดละ 1 วัด) 5 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : พระคิลานุปัฏฐาก (พระ อสว.) รูปใหม่ (จังหวัดละ 30 รูป) 150 คน
3.เชิงปริมาณ : วัดได้รับการประเมินวัดส่งเสริมสุขภาพผ่านเกณฑ์ 1005 แห่ง
4.เชิงปริมาณ : พระสงฆ์ได้รับการส่งเสริมสมรรถนะด้านการป้องกันและควบคุมโรคในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 100 คน
5.เชิงปริมาณ : พระสงฆ์ต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาพ (จังหวัดละ 1 รูป) 5 คน
6.เชิงปริมาณ : พระสงฆ์ได้รับการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ 1000 คน
7.เชิงคุณภาพ : พระสงฆ์มีความรู้ด้านการป้องกันและควบคุมโรคในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 80 ร้อยละ
8.เชิงคุณภาพ : คณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ระดับเขตสุขภาพ 1 ชุด
9.เชิงคุณภาพ : รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ระดับเขตสุขภาพ 1 รูปแบบ
10.เชิงคุณภาพ : หลักสูตรพระสงฆ์รอบรู้สู้ภัยโควิด-19 1 ชุด
11.เชิงคุณภาพ : ระบบฐานข้อมูลส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ระดับเขตสุขภาพ 1 ระบบ
12.เชิงเวลา : การดำเนินงานเป็นไปตามตารางกำกับระยะเวลา (Gantt chart) 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพพระสงฆ์ 2. วางแผนสนับสนุนและส่งเสริมการแก้ไขปัญหาในประเด็นที่ยังมีปัญหาหรือมีความเสี่ยงในพื้นที่ 3. แต่งตั้งคณะทำงานและคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ระดับเขตสุขภาพ 4. นำแผนสู่การปฏิบัติ และดำเนินกิจกรรมตามแผนงานโครงการ 5. เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานตามแผนงานโครงการ 6. ติดตามประเมินผล 7. สรุปผลการดำเนินงาน และคืนข้อมูลให้พื้นที่

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะโดยใช้กลไกธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แบบบูรณาการ เขตสุขภาพที่ 3 รูปแบบ Hybrid ผ่านระบบ online และ on site 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 9,100.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและฐานข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ รูปแบบ Hybrid ผ่านระบบ online และ on site 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ม.ค. 2565 4,900.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านหลักสูตรพระสงฆ์รอบรู้สู้ภัยโควิด-19 รูปแบบ Hybrid ผ่านระบบ online และ on site 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ม.ค. 2565 17,800.00
4 จัดงานมหกรรมประกวดและยกย่องเชิดชูเกียรติการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ เขตสุขภาพที่ 3 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2565 - 31 ส.ค. 2565 54,720.00
5 เยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของพระสงฆ์ สามเณร และแม่ชี และการดำเนินงานวัดส่งเสริมสุขภาพ และวัดส่งเสริมสุขภาพสู่วัดรอบรู้ด้านสุขภาพ 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2565 3,400.00
6 พัฒนาองค์ความรู้ สื่อ นวัตกรรมดูแลส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ 3 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 พ.ค. 2565 6,000.00
7 เยี่ยมเสริมพลังการขับเคลื่อนการดำเนินงานมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในศาสนสถาน การจัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อชุมชน (Community isolation) ในวัด และศูนย์พักคอยกุฏิสงฆ์อาพาธ (Temple isolation) สำหรับพระภิกษุและสามเณรผู้อาพาธติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในวัด 3 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2565 3,400.00
8 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ ผ่านหลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด-พระ อสว.) รูปแบบ Hybrid ผ่านระบบ online และ on site 5 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 มี.ค. 2565 76,340.00
9 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมอบวุฒิบัตร หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด-พระ อสว.) รุ่นปี 2564 และ 2565 5 ครั้ง 30 เม.ย. 2565 - 30 ก.ย. 2565 109,340.00
10 จัดทำสื่อมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในศาสนสถาน 5 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 พ.ค. 2565 5,000.00
รวมเป็นเงิน 290,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
290,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
5 จังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. พระสงฆ์ สามเณร และแม่ชี ในเขตสุขภาพที่ 3 2. สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดและรองเจ้าคณะจังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 3 3. ผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 3 4. สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 3 5. โรงเรียนพระปริยัติธรรม และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในเขตสุขภาพที่ 3

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. พระสงฆ์แกนนำในเขตสุขภาพที่ 3 2. พระสงฆ์ สามเณร และแม่ชี ในเขตสุขภาพที่ 3 3. บุคลากรสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคีเครือข่าย ในเขตสุขภาพที่ 3

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางนาฏสินี ชัยแก้ว นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 2. นางสาวอนุช สีนารอด นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 3. นางสาวอัชฌามาศ ปานแดง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 4. นางสาววิลาสิณี ไชยวัฒนานนท์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นายสุรศักดิ์ ลิสันเทียะ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 6. นายชาตรี สีดาคำ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นายชาตรี สีดาคำ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางนาฏสินี ชัยแก้ว

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 10

1. ชื่อโครงการ :
โครงการยกระดับคุณภาพการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
2 สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
16) ร้อยละของจังหวัด มีระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

4. cluster :
อนามัยสิ่งแวดล้อม

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 56 ) 16.1 การคาดการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพเพื่อสนับสนุนการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมเมืองสุขภาพดี
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับท้องถิ่น ชุมชน จัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อเมืองสุขภาพดี

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
จากยุทธศาสตร์ และนโยบายการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมระดับสากล (Sustainable Development Goals) เป้าหมายที่ 3, 6, 11, 12 และ13 ระดับชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2565) แผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข (2561-2580) แผนงานที่ 4 ยุทธศาสตร์กรมอนามัย (2560-2564) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัย สิ่งแวดล้อมชุมชนอย่างยั่งยืน รวมถึงการที่ต้องผลักดันการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคและคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นเลิศตามยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ 1 ใน 4 ด้านที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ และการขับเคลื่อนการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย (พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 เป็นภารกิจสำคัญของกรมอนามัยเพื่อสร้างกลไกและสนับสนุนให้หน่วยงานระดับจังหวัด อำเภอและตำบลมีความเข้มแข็งและกลไกในการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัสิ่งแวดล้อมเพื่อปกป้องประชาชนจากผลกระทบและการเจ็บป่วยจากอนามัยสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านกลไกและกระบวนงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การดำเนินงานยกระดับให้จังหวัดมีระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงเพื่อลดอัตราป่วยด้วยโรคสำคัญจากสิ่งแวดล้อม การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการด้านสุขาภิบาลอาหาร การโรงแรม และการขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐาน การดำเนินงานยกระดับให้จังหวัดมีระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงเพื่อลดอัตราป่วยด้วยโรคสำคัญจากสิ่งแวดล้อม ผลการดำเนินงานปี 2561 - 2564 เขตสุขภาพที่ 3 มีผลการดำเนินงานบรรลุค่าเป้าหมายตามตามตัวชี้วัดมาโดยตลอด โดยผลการดำเนินงานปี 2564 พบว่า จังหวัดร้อยละ 80 จังหวัดผ่านเกณฑ์ประเมินจังหวัดจัดการปัจจัยเสี่ยงระดับดีมาก ในขณะที่ทั้งประเทศมีจังหวัดที่ผ่านเกณฑ์ฯ ระดับดีมาก ร้อยละ 76.32 ในประเด็นความเสี่ยงด้าน อวล. ที่ดำเนินการจัดการปัญหาฯ 5 อันดับแรก ได้แก่ การป้องกันโรค COVID-19 มลพิษอากาศ โรคจากการประกอบอาชีพ ขยะติดเชื้อและอาหารปลอดภัย ตามลำดับอย่างไรก็ตาม GAP การดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ยังต้องขับเคลื่อนการดำเนินงานและยกระดับการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมตามสถานการณ์ในพื้นที่ต่อไป เช่น ขาดระบบการจัดการฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายไม่ทันสถานการณ์ จนท.ยังขาดความรู้และทักษะด้านกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายไม่มากพอที่จะจัดการปัญหาได้ การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการด้านสุขาภิบาลอาหาร การโรงแรม จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชากรปี 2560 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบพฤติกรรมการกินของคนไทยที่น่าสนใจ ได้แก่ คนไทยเลือกซื้ออาหารจากความชอบเป็นหลัก รองลงมา ได้แก่ รสชาติ ความอยากกิน ความสะอาด คุณค่าอาหาร ความสะดวก ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยให้ความสำคัญกับความสุขจากการกิน การเลือกปัจจัย ความชอบ ความอยากกิน รสชาติ มากกว่าคุณภาพของอาหาร มากกว่าการเลือกความสะอาดและคุณค่าอาหาร ในช่วง ปีพ.ศ. 2563–2564 เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นั้น ทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากกับธุรกิจหลายๆด้าน รวมถึงธุรกิจร้านอาหาร ตลาด การเลือกอาหารที่ผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อนและเลือกใช้วัตถุดิบที่สะอาด ปลอดภัย ใส่ในภาชนะที่สะอาด ไม่ใช้มือหยิบจับโดยตรง และผู้ประกอบอาหารต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ป้องกันการจาม หรือไอ เพื่อไม่ให้ละอองฝอยเล็ก ๆ กระจายออกมาจากจมูก หรือปาก ใส่ในวัตดุดิบที่จัดเตรียมไว้ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนประกอบอาหารและปรุงอาหาร นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงโรคทางเดินอาหาร ยังสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากผลการดำเนินงานพัฒนาและยกระดับอาหารริมบาทวิถี และตลาดสดน่าซื้อ ปี 2564 ในเขตสุขภาพที่ 3 พบว่าการดำเนินงานอาหารริมบาทวิถี ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในระดับ พื้นฐาน 4 แห่ง ระดับดี 2 แห่ง และ การดำเนินงานตลาดสดน่าซื้อผ่านเกณฑ์มาตรฐานในระดับพื้นฐาน 1 แห่ง ระดับดี 1 แห่ง ระดับดีมาก 3 แห่ง ดังนั้นจึงควรขับเคลื่อนการดำเนินงานจังหวัดอาหารปลอดภัยให้ครอบคลุมในเขตสุขภาพที่ 3 ต่อไปเพื่อควบคุมกำกับดูแลให้อาหารมีความปลอดภัยตลอดทั้ง ห่วงโซ่อาหาร และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งมีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงตลอดจนการดำรงชีวิตของประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติมากกว่าคาดไว้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 จึงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวโดยเฉพาะในส่วนที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร นันทนาการ และการขนส่ง ได้รับผลกระทบมากและฟื้นตัวช้า (Economic Intelligence Center (EIC), 2020) อย่างไรก็ตาม การกลับมาฟื้นตัวใหม่ของธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างเช่น โรงแรม รีสอร์ทต่าง ๆ จำเป็นต้องสร้างความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจจากนักท่องเที่ยว ในด้านความปลอดภัย สุขอนามัยที่ดี ด้วยการกำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่าง ๆ รวมถึงการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของโรงแรมให้ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นการยกระดับการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของโรงแรมและรีสอร์ท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ การขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐาน จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้เกิดสภาพความเป็นเมืองที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวของอุตสาหกรรม และครัวเรือน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สามารถเป็นเหตุให้ เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งประเด็นของความปลอดภัยอาหาร คุณภาพน้ำบริโภค การจัดการมูลฝอย และ สิ่งปฏิกูล เป็นต้น ตามแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 - 2564 มุ่งเน้นที่ จะป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบบริหารจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต พร้อมกับเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับบุคลากรและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ โดยต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ทุกองค์กร ทุกชุมชน และทุกท้องถิ่น สำหรับการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง 3 กรม คือ กรมอนามัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมควบคุมมลพิษเมือง ได้ร่วมกันดำเนินการประเมินรับรองคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (EHA) มาอย่างต่อเนื่อง ตามประเด็นงานหลัก 9 ระบบ (20 ประเด็นย่อย) พื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 มีจำนวนเทศบาลทั้งหมดใน พื้นที่ 459 แห่ง แบ่งเป็นระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด 5 แห่ง เทศบาลนคร จำนวน 1 แห่ง ระดับเทศบาลเมือง จำนวน 10 แห่ง ระดับเทศบาลตำบล จำนวน 116 แห่ง และมีองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ รับผิดชอบ จำนวน 327 แห่งจำนวนทั้งสิ้น 459 แห่ง ผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม (EHA) สะสม 3 ปี 2562- 2564 พบว่า มีเทศบาลพัฒนาระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม ผ่านระดับพื้นฐานขึ้นไป จำนวน 101 แห่ง จากจำนวนเทศบาลทั้งหมด 127 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 79.53 ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์จึงได้จัดทำโครงการยกระดับคุณภาพการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพปีงบประมาณ 2565 ขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ระดับต่าง ๆ ด้านสาธารณสุขที่จะส่งผลต่ออายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีไม่น้อยกว่า 75 ปี (HALE) รวมถึงการลดลงของโรคที่เกี่ยวข้องกับอาหารและน้ำเป็นสื่อ ภายใต้แผนบูรณาการการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม โดยสร้างกลไกการควบคุมกำกับ ออกแบบระบบและกฎหมายให้เอื้อและส่งเสริมการดำเนินงานของระดับจังหวัดสู่การเป็นจังหวัดที่สามารถจัดการตนเองด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการสนับสนุนจังหวัดให้มีระบบตรวจการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์สังเคราะห์ ใช้มาตรฐานตามบริบทพื้นที่ กำหนดมาตรการระดับจังหวัด เป็นผู้ประสาน บูรณาการแผนงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการทำงานระดับพื้นที่ และจังหวัดสามารถสนับสนุนและกำกับติดตามท้องถิ่นให้มีคุณภาพในการเฝ้าระวังและจัดการในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อต่อการลดลงของอัตราป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยและมลพิษจากสิ่งแวดล้อมของจังหวัด การขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานในเขตสุขภาพที่ 3 8.2 พัฒนาฐานข้อมูลอนามัยสิ่งแวดล้อมพื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 8.3 พัฒนายกระดับมาตรฐานสถานประกอบการด้านสุขาภิบาลอาหาร โรงแรม และสถานประกอบการอนามัยส่งแวดล้อมในพื้นที่ให้มีมาตรฐานตามที่กรมอนามัยกำหนด

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.สนับสนุนให้จังหวัดมีการขับเคลื่อนระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการลดลงของอัตราป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยและมลพิษจากสิ่งแวดล้อม 1.1 ด้านจังหวัดอาหารปลอดภัย 1.2 ด้านการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ 5 แห่ง
2.สนับสนุนกำกับติดตามให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงาน ตามกฎหมายสาธารณสุข เช่น การออกใบอนุญาต การอบรมผู้ประกอบการ 5 แห่ง
3.สนับสนุนกำกับติดตามให้จังหวัดมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานอาหารปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ 5 แห่ง
4.สนับสนุนกำกับติดตามให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ 5.1 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมัครและเข้ารับการประเมินมาตรฐาน EHA 70 ร้อยละ
5.องค์การบริหารส่วนตำบลมีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชนและท้องถิ่นน่าอยู่ 15 ร้อยละ
6.สนับสนุนกำกับติดตามให้จังหวัดขับเคลื่อนมาตรฐานการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในภาวะฉุกเฉินและสาธารณภัย 5 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : โรงแรมที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 10 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : จังหวัดมีระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการลดลงของอัตราป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยและมลพิษจากสิ่งแวดล้อม 60 ร้อยละ
3.เชิงปริมาณ : เทศบาลมีการพัฒนาคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม (EHA) ระดับพื้นฐานขึ้นไป 70 ร้อยละ
4.เชิงปริมาณ : ตลาดนัดน่าซื้อ (Healthy Market) 25 แห่ง
5.เชิงปริมาณ : ประชาชนมีพฤติกรรม อนามัยสิ่งแวดล้อมที่พึงประสงค์ (สวมหน้ากาก ล้างมอ ทำความสะอาด คัดแยกขยะ) 85 ร้อยละ
6.เชิงปริมาณ : สถานีขนส่งที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 2 แห่ง
7.เชิงปริมาณ : องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานสาธารณสุขเป้าหมายได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อม ด้านกฎหมายสาธารณสุขและแนวทางแก้ไขปัญหาเหตุรำคาญตามกฎหมาย และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงาน ตามกฎหมายสาธารณสุข เช่น การออกใบอนุญาต การอ 5 แห่ง
8.เชิงปริมาณ : อบต. มีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชนและท้องถิ่นน่าอยู่ 15 ร้อยละ
9.เชิงปริมาณ : ร้านอาหาร (Clean Food Good Taste Plus) 25 แห่ง
10.เชิงปริมาณ : ส้วมสาธารณะไทยผ่านมาตรฐาน (HAS) 70 ร้อยละ
11.เชิงปริมาณ : อาหารริมบาทวิถี (Street Food Good Health) 5 แห่ง
12.เชิงปริมาณ : สถานประกอบการดำเนินตามมาตรฐานความปลอดภัยป้องกันการระบาดของโรคโควิด 19 ผ่าน TSC+ 85 ร้อยละ
13.เชิงคุณภาพ : อปท. สมัครและเข้ารับการประเมิน EHA อย่างน้อย 1 ประเด็น จำนวนไม่น้อยกว่าผลการดำเนินงานปี 2564 70 ร้อยละ
14.เชิงคุณภาพ : ฐานข้อมูลสุขาภิบาลอาหาร และด้านกฎหมายสาธารณสุขของเขตสุขภาพที่เป็นปัจจุบัน 1 ชุด
15.เชิงคุณภาพ : สถานประกอบการประเภทสถานที่จำหน่ายอาหาร ได้แก่ ร้านอาหาร(อย่างน้อยจังหวัดละ 5 แห่ง) ตลาดนัดน่าซื้อ (อย่างน้อยจังหวัดละ 5 แห่ง) อาหารริมบาทวิถี (อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง) โรงแรมที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อย่างน้อยจังหวัดละ 2 แห่ง) ฯลฯ ในแหล่ง 5 แห่ง
16.เชิงคุณภาพ : จังหวัดมีระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 5 แห่ง
17.เชิงเวลา : สามารถดำเนินกิจกรรมตามโครงการได้ 100 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 เตรียมทีมงาน วางแผนการดำเนินงานตามกิจกรรมโครงการตามระยะเวลาที่กำหนดในแผน 10.2 ประชุมชี้แจงหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง สาธารณสุขจังหวัด อำเภอ โรงพยาบาล ฯลฯ ที่เกี่ยวข้อง(ออนไลน์) 10.3 กำหนดกลุ่มเป้าหมายการดำเนินงานร่วมกับจังหวัด 10.4 จัดอบรมพัฒนาศักยภาพหน่วยงานเครือข่ายด้วยการจัดการอบรม ประชุมเชิงปฏิบัติการ การประชุมราชการ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดประชุม (ออนไลน์) 10.5 ประสานพื้นที่ หน่วยงานเป้าหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการสมัครรับการประเมิน 10.6 เตรียมทีมประเมิน ประสานและรวบรวมแผนการลงพื้นที่เพื่อดำเนินการประเมิน 10.7 กำกับ ติดตามการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10.8 สรุปผลการดำเนินงาน และคืนข้อมูลให้เครือข่าย 10.9 รายงานความก้าวหน้า ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณตามระยะที่กำหนด 10.10 สรุปผลโครงการเสนอผู้บังคับบัญชา

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนอาหารปลอดภัยและโรงแรม สถานีรถไฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (online) (ร่วมกำหนดเป้าหมาย เกณฑ์มาตรฐาน การนิเทศติดตามและชี้แจงการประเมิน Thai Stop COVID 19 สำรวจฐานข้อมูลสุขาภิบาลอาหารผ่าน google from ทุก setting ) 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 30 พ.ย. 2564 5,550.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการกำกับมาตรฐานอาหารปลอดภัยใส่ใจสุขภาพและการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ๑๐๖ ปี จังหวัดนครสวรรค์ (จังหวัดอาหารปลอดภัย วิถีใหม่ Universal Prevention @ Paknampo Chinese’s New Year 2022) 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 28 ก.พ. 2565 42,340.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานและขับเคลื่อนการพัฒนาระบบบริการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับเทศบาลและอบต. (online) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 2,550.00
4 การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ๑๐๖ ปี จังหวัดนครสวรรค์ 1 แห่ง 1 ม.ค. 2565 - 28 ก.พ. 2565 10,065.00
5 จัดประชุมราชการชี้แจงเป้าหมาย หารือแนวทางการดำเนินงานและติดตามความก้าวหน้าจังหวัดจัดการปัจจัยเสี่ยงฯ (Online) 3 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 30 พ.ย. 2564 7,650.00
6 ประชุมราชการวางแผนและติดตามการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับอาหารปลอดภัยและโรงแรม สถานีรถไฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (online) (ร่วมกำหนดเป้าหมาย เกณฑ์มาตรฐาน การนิเทศติดตามและชี้แจงการประเมิน Thai Stop COVID 19 สำรวจฐานข้อมูลสุขาภิบาลอาหารผ่าน google from ทุก setting ) 3 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 30 มิ.ย. 2565 7,650.00
7 ขับเคลื่อนจังหวัดขับเคลื่อนอาหารปลอดภัย - อาหารริมบาทวิถี - ตลาดนัดน่าซื้อ - ร้านอาหาร - โรงแรมที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 5 จังหวัด 1 ก.พ. 2565 - 31 พ.ค. 2565 76,140.00
8 ป้ายรับรองมาตรฐาน - อาหารริมบาทวิถี - ตลาดนัดน่าซื้อ - ร้านอาหาร 5 จังหวัด 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 16,500.00
9 ประเมินรับรองคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมของเทศบาล(EHA) 10 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 17,600.00
10 ประเมินรับรอง อบต. มีการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชนและท้องถิ่นน่าอยู่ 10 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 31 พ.ค. 2565 17,600.00
11 ใบประกาศโรงแรม/สถานีขนส่งที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 12 แห่ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 360.00
12 นิเทศติดตาม/ประเมินยกระดับมาตรฐานโรงแรมและสถานีขนส่งที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม/ส้วมสาธารณะ 15 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 22,800.00
13 นิเทศกำกับติดตาม การดำเนินงานการใช้มาตรการทางกฎหมาย การใช้ platforms ดิจิตอล ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุทธรณ์คำสั่งและเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม คสจ. 20 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 35,200.00
14 นิเทศติดตาม/ประเมินรับรองมาตรฐาน (อาหารริมบาทวิถี 5 วัน/ตลาดนัดน่าซื้อ 10 วัน และร้านอาหาร 5 วัน) 20 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 35,200.00
15 ตรวจประเมินความรอบรู้ TSC+ ในสถานประกอบการ (5 จังหวัด) 25 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ส.ค. 2565 44,000.00
16 ใบประกาศงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ 150 แห่ง 1 มิ.ย. 2565 - 31 ก.ค. 2565 4,500.00
รวมเป็นเงิน 345,705.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
345,705.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2564 - 31 ส.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
หน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ โรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลาดและสถานประกอบกิจการตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ในพื้นที่ 5 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ผู้รับผิดชอบงานอนามัยสิ่งแวดล้อมของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของสถานประกอบกิจการ ในพื้นที่ 5 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลาดและสถานประกอบกิจการตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ในพื้นที่ 5 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 3

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1.นางศรีวรรณ ทาวงศ์มา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านสาธารณสุข)2.นางสาวสุทธิหญิง ฝอยทอง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 3.นางสาวกมลรัตน์ สังขรัตน์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 4.นางสาวนันทินี อุทัยวรรณ์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 5.นางสาวเสาวนีย์ สาบุตร ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 6.นางสาวพัชรี โฉมจุ้ย ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 7.นางสาวรักษ์สุดา ช่อรักษ์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 8.นางสาวฐิรัศท์ชา รอดตัว ตำแหน่ง เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญงาน 9.นางสาวณัฐพร ชัยอาม ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุข 10. นายธนกฤต ศรีพิรอด ตำแหน่ง เจ้าพนักงานสถิติ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวสุทธิหญิง ฝอยทอง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางศรีวรรณ ทาวงศ์มา

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 11

1. ชื่อโครงการ :
โครงการส่งเสริมการลดและป้องกันปัจจัยเสี่ยงและการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อมของสถานบริการสาธารณสุขที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

2. ยุทธศาสตร์ :
2 สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
16) ร้อยละของจังหวัด มีระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
18) ร้อยละของสถานบริการการสาธารณสุขที่จัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital

4. cluster :
อนามัยสิ่งแวดล้อม

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 56 ) 16.1 การคาดการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพเพื่อสนับสนุนการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมเมืองสุขภาพดี
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับท้องถิ่น ชุมชน จัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อเมืองสุขภาพดี

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
อนามัยสิ่งแวดล้อม ตามความหมายองค์การอนามัยโลกหมายถึง องค์ประกอบด้านต่างๆ และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ สังคมและจิตวิทยารวมถึงหลักการและวิธีปฏิบัติในการประเมิน แก้ไข ควบคุม ป้องกันปัจจัยด้านที่สิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพ การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในชุมชน ประชาชนในชุมชนต้องมีความเข้าใจและตระหนักเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ในปีงบประมาณพ.ศ. 2564 ประเด็นที่พื้นที่ส่วนใหญ่เลือกดำเนินการได้แก่ การจัดการการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การจัดการมลพิษทางอากาศ การเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม มูลฝอยติดเชื้อและอาหารปลอดภัย องค์การอนามัยโลกได้กำหนดนโยบายระดับโลกเพื่อขับเคลื่อนงานอนามัยสิ่งแวดล้อมผ่านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเป้าหมายที่ 3 เน้นเรื่องสุขภาพและสุขภาวะที่ดี ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมาย ลดการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศในบรรยากาศและครัวเรือนให้ได้ 2 ใน 3 ภายในปีพ.ศ. 2573 และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาประชาชนในประเทศไทย เริ่มมีการตื่นตัวในเรื่องปัญหามลภาวะทางอากาศ เนื่องจากปัญหาฝุ่นควันมีปริมาณเกินมาตรฐานและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในบางพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีลักษณะเมืองเช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษ ในปีพ.ศ. 2563 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคเหนือมีรายงานค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน (50 โมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) จำนวน 63 วันและ 85 วันตามลำดับ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเนื่องจากสภาพอากาศปิด ผลกระทบจากการรับสัมผัสฝุ่นละอองไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด ผื่นคันและตาแดง รวมทั้งมะเร็งปอด โดยเฉพาะในประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีโรค และมีงานวิจัยในอดีตทั้งในและต่างประเทศที่แสดงให้เห็นว่าการรับสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็กมีความสัมพันธ์กับผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การเพิ่มอัตราผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งจากแผนกฉุกเฉินและผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้น การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการรับสัมผัส PM10 ที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโดยโรคระบบหัวใจและระบบหายใจในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ โดยการศึกษาระบุว่า การรับ PM10 เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเพิ่มความเสี่ยงในการเพิ่มขึ้นของการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในวันเดียวกัน 0.36 % การศึกษาในประเทศออสเตรเลียพบว่า การรับสัมผัส PM10 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเข้ารับการรักษาด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease, IHD) ในทุกกลุ่มวัย ในประเทศไทยรายงานว่าการรับสัมผัส PM10 เพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยโรคระบบทางเดินหายใจในแผนกผู้ป่วยนอกของเด็กอายุ 6-14 ปี อย่างมีนัยสำคัญ และการศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ พบการเพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของ PM10 มีความสัมพันธ์กับการตายจากทุกกลุ่มโรคที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุโดยมีค่าความเสี่ยง RR เท่ากับ 1.018 (95% CI: 1.007-1.029) และค่า RR ของความสัมพันธ์กับการเกิดโรคระบบไหลเวียนโลหิตเท่ากับ 1.036 (95% CI: 1.014-1.059) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เขตสุขภาพที่ 3 ได้รับการสนับสนุนเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ (Dustboy) จำนวน 64 เครื่อง และมีการติดตั้งโดยหน่วยงานอื่น ๆ อีก 7 เครื่อง ทำให้ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 ได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 71 เครื่อง ซึ่งครอบคลุม 54 อำเภอในเขตสุขภาพที่ 3 แต่ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ทำให้ในปีที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการติดตั้งได้ ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา มีเครื่อง Dustboy ที่ทำการติดตั้งแล้วเพียง 6 เครื่อง เหลืออีก 65 เครื่องที่ต้องเร่งดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จ หลังจากที่ทุกอำเภอมีเครื่องตรวจวัดฝุ่นแล้ว ทางศูนย์อนามัยที่ 3 จะทำการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก และทำการเชื่อมโยงฐานข้อมูลฝุ่นทุกระบบเพื่อจัดทำฐานข้อมูล โดยใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลทั้งระบบ (Data Saver) ของสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นระบบที่ดำเนินการในปัจจุบัน โดยระบบนี้จะวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นและแจ้งเตือนแนวปฏิบัติด้านการแพทย์ให้กับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนและประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการความเสี่ยงจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป นอกจากนี้ควรมีการเตรียมการรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการเตรียมการดูแลและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นศูนย์อนามัยที่ 3 วางแผนขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2564-2573) ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ผลกระทบจากอุทกภัยและพายุที่ก่อให้เกิดภัยสุขภาพเป็นต้น ผลการดำเนินงานพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ Green and Clean Hospital ในปีงบประมาณพ.ศ. 2564 ของเขตสุขภาพ 3 มีโรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์ดีมากขึ้นไปร้อยละ 100.0 (เป้าหมาย 98.0) ซึ่งผ่านค่าเป้าหมาย ดังนั้นในปีงบประมาณพ.ศ. 2565 กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมได้วางแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน Green and Clean Hospital ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล หรือที่เรียกว่า Green and Clean Sub-Hospital (GCSH) โดยมุ่งเน้นประเด็นการจัดการมูลฝอยติดเชื้อให้ถูกต้องตามกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการมูลฝอยติดเชื้อพ.ศ. 2545 จากข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 มีรพ.สต. เพียงร้อยละ 43.42 % ที่ใช้งานโปรแกรมกำกับมูลฝอยติดเชื้อ (Manifest System) และรพ.สต.ไม่ใช้ระบบดังกล่าวในการรายงานจำนวน 331 แห่ง และในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาไวรัส (COVID-19) พบว่าสถานพยาบาลทุกแห่งมีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 29.7 และร้อยละ 30.3 ในระดับประเทศและเขตสุขภาพที่ 3 ตามลำดับ ดังนั้นหากมูลฝอยติดเชื้อไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้องอาจส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ โปรแกรม Manifest System เป็นโปรแกรมที่ช่วยกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อที่แสดงให้เห็นว่ามูลฝอยติดเชื้อได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กรมอนามัย ได้ดำเนินการสำรวจ ส่งเสริม พัฒนา ติดตาม และประเมินสถานการณ์คุณภาพน้ำบริโภคในประเทศไทยเพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคให้สะอาดปลอดภัยจากการปนเปื้อนของแบคทีเรีย สารเคมีและโลหะหนัก จากแหล่งน้ำบริโภคทุกประเภท ร่วมกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องในระดับการผลิต การควบคุมคุณภาพและผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำสะอาดทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน ผลคุณภาพน้ำบริโภคในครัวเรือนของประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2553-2563 โดยการจำแนกตามความเหมาะสมของน้ำที่สามารถนำมาบริโภคได้นั้น พบว่า คุณภาพน้ำบริโภคในครัวเรือนมีความเหมาะสมสำหรับการบริโภค ร้อยละ 34.3 ต้องปรับปรุงคุณภาพก่อนจึงจะเหมาะสมสำหรับการบริโภค ร้อยละ 49.06 เนื่องจากปนเปื้อนแบคทีเรีย ความขุ่นและสี เกินมาตรฐาน จึงต้องมีการกรอง ต้ม หรือเติมคลอรีนฆ่าเชื้อโรคก่อนนำมาบริโภค และไม่เหมาะสมสำหรับการบริโภคเพราะมีการปนเปื้อนทางด้านเคมีเกินค่าเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 16.64 ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส ความกระด้าง คลอไรด์ ซัลเฟต ฟลูออไรด์ เป็นต้น ศูนย์อนามัยที่ 3 ได้ดำเนินการสุ่มตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 มีประปาจำนวน 86 แห่งที่ได้รับการวิเคราะห์คุณภาพน้ำประปาพบว่า มีประปาร้อยละ 18.60 (16 แห่ง) มีผลคุณภาพน้ำผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภค กรมอนามัย ร้อยละ 48.8 (42 แห่ง) ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านกายภาพและแบคทีเรียซึ่งสามารถปรับปรุงในครัวเรือนได้ และร้อยละ 32.6 (28 แห่ง) มีผลคุณภาพน้ำด้านเคมีไม่ผ่านเกณฑ์ ในปีงบประมาณ 2563 มีการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านจำนวน 125 ตัวอย่าง พบว่าผลคุณภาพน้ำผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภค กรมอนามัยร้อยละ 14.0 (12 แห่ง) ร้อยละ 36.0 (31 แห่ง) คุณภาพน้ำด้านเคมีไม่ผ่านเกณฑ์ และร้อยละ 50.0 (43 แห่ง) ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านกายภาพและแบคทีเรีย การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาในพื้นที่เสี่ยงบริเวณเหมืองแร่ทองคำ ในพื้นที่ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เป็นสิ่งที่ศูนย์อนามัยที่ 3 ได้ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เพื่อติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำ รวมถึงการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากกิจการดังกล่าว นอกจากนี้ศูนย์อนามัยที่ 3ได้ทำการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำเสีย/น้ำทิ้งจากเรือนจำ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 พบว่าระบบการจัดการน้ำเสียในเรือนจำเขตสุขภาพที่ 3 จำนวน 6 แห่ง มีเพียง 1 แห่ง ที่คุณภาพน้ำทิ้งผ่านมาตรฐาน กรมควบคุมมลพิษ ดังนั้นกรมอนามัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากเรือนจำให้ได้มาตรฐาน ดังนั้นในปีงบประมาณพ.ศ. 2565 ศูนย์อนามัยที่ 3 ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการลดและป้องกันปัจจัยเสี่ยงและการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อมของสถานบริการการสาธารณสุขที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เพื่อยกระดับการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในเขตสุขภาพที่ 3 ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานระบบเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงยกระดับและส่งเสริมการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการและสถานบริการสาธารณสุข เพื่อให้การพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด อันจะนำไปสู่การมีสุขภาพดีของประชาชนทุกกลุ่มวัย

8. วัตถุประสงค์ :
1.เพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่ายให้มีการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ 2.เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลฝุ่นละอองขนาดเล็กเขตสุขภาพที่ 3 เพื่อนำไปสู่การจัดการปัจจัยเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ 3.เพื่อพัฒนาชุมชนต้นแบบที่มีการจัดการมลพิษทางอากาศและอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อลดและป้องกันผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ 4.เพื่อผลักดันให้สถานบริการสาธารณสุข (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล) ใช้โปรแกรมกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ (Manifest System) เพื่อให้มูลฝอยติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากทุกแหล่งได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง 5.เพื่อจัดทำฐานข้อมูลระบบประปาหมู่บ้านในเขตสุขภาพที่ 3 6.เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมเครือข่ายให้มีการพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้มีระบบการผลิตน้ำที่ได้มาตรฐาน 7.เพื่อพัฒนาต้นแบบประปาหมู่บ้านผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย 8.เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในพื้นที่เสี่ยงเช่น จากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำและน้ำทิ้งจากราชฑัณฑ์

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ระบบเฝ้าระวังเตือนภัยสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ ระดับเขตสุขภาพ 1 ระบบ
2.จังหวัดมีจัดการความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัด
3.จังหวัดมีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบาย/แผนการคุ้มครองสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อมหรือการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2564-2573) 5 จังหวัด
4.จังหวัดมีฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ 5 จังหวัด
5.จังหวัดมีการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อการจัดการสุขภาพ 5 จังหวัด
6.ชุมชนต้นแบบที่มีการจัดการเพื่อลดและป้องกันผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อม 5 ตำบล
7.ชุมชนมีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบาย/แผนการคุ้มครองสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อมหรือการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2564-2573) 5 ตำบล
8.ชุมชนมีฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อม 5 ตำบล
9.ชุมชนมีการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อการจัดการสุขภาพ 5 ตำบล
10.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลใช้โปรแกรมกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ (Manifest System) 60 ร้อยละ
11.มูลฝอยติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากทุกแหล่งได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง 100 ร้อยละ
12.ฐานข้อมูลระบบประปาหมู่บ้านเขตสุขภาพ 1 ระบบ
13.ระบบประปาหมู่บ้านได้รับรองมาตรฐานคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน (ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563) 15 แห่ง
14.ต้นแบบประปาหมู่บ้านผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำประปาดื่มได้กรมอนามัย 5 แห่ง
15.การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในพื้นที่เสี่ยงเช่น จากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ (1 แห่ง) และน้ำทิ้งจากราชฑัณฑ์ (6 แห่ง) 7 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : มีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กแบบเซ็นเซอร์ DustBoy 54 เครื่อง
2.เชิงคุณภาพ : มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานต้นแบบประปาหมู่บ้านผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำประปาดื่มได้กรมอนามัย 5 แห่ง
3.เชิงคุณภาพ : อัตราป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจลดลงร้อยละ 5 เทียบปีฐาน 2564 5 ร้อยละ
4.เชิงคุณภาพ : เครือข่ายเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีศักยภาพในการดำเนินงานเฝ้าระวังอนามัยสิ่งแวดล้อม 5 จังหวัด
5.เชิงคุณภาพ : ประชาชนมีความรอบรู้ในการป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อม 60 ร้อยละ
6.เชิงคุณภาพ : จังหวัดมีการดำเนินงานเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะต่อการจัดการปัญหา 5 จังหวัด
7.เชิงเวลา : การดำเนินงานตามโครงการเป็นไปตามกำหนดระยะเวลา 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
1. ขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังเตือนภัยสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศระดับเขตสุขภาพ/จังหวัดและชุมชน (1) ประชุมคณะกรรมการ PHEOC กรณีหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก เขตสุขภาพที่ 3 (2) สนับสนุนการติดตั้งเครื่องตรวจวัดอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กแบบเซ็นเซอร์ DustBoy ในทุกอำเภอ (3) พัฒนาระบบรายงานข้อมูลและสร้างระบบคาดการณ์ล่วงหน้า 3 วัน ผ่านระบบเว็บไซด์ https://www.cmuccdc.org/hpc1 (4) พัฒนาฐานข้อมูลฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ (5) พัฒนาระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านไลน์กลุ่มผู้รับผิดชอบแต่ละตำบล (6) ผลักดันการใช้กลไกคณะกรรมการระดับเขต/คณะทำงานระดับจังหวัด/พื้นที่ ในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ - การกำหนดแผนการดำเนินงาน การค้นหาปัจจัยเสี่ยง การคาดการณ์ผลกระทบ ความเชื่อมโยงสุขภาพ - แจ้งเตือนผลกระทบต่อสุขภาพจากปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องทราบผ่านทางเว็บไซด์ - จัดทำรายงานและข้อเสนอแนะเพื่อแจ้งเตือนผลกระทบต่อสุขภาพปัจจัยเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ผ่านทางเว็บไซด์, dashboard หรือเวทีตรวจราชการ (รายงานประจำปี รายงานประจำเดือน รายงานประจำสัปดาห์ หรือรายงานประจำวัน) (7) สนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ 2. พัฒนาบุคลากรสาธารณสุขให้มีความรู้เรื่องการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง การจัดการและการสื่อสารความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (1) พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าระดับศูนย์อนามัย และพื้นที่ ให้มีความสามารถในการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง การจัดการและการสื่อสารความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (2) ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเตือนภัยสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อม 3. ยกระดับชุมชนต้นแบบที่มีการจัดการเพื่อลดและป้องกันผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ (1) การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ สื่อสารความเสี่ยง เพื่อลดและป้องกันผลกระทบจากมลพิษทางอากาศหรือความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (2) การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมให้ชุมชนสามารถเฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมตามบริบทเพื่อให้เกิดชุมชนเข้มแข็งในการป้องกันผลกระทบจากมลพิษทางอากาศหรือความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม 4. สนับสนุนให้สถานบริการสาธารณสุขใช้โปรแกรมกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ (Manifest System) และมูลฝอยติดเชื้อได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง (1) ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อขอความร่วมมือในการติดตามการใช้งานโปรแกรมกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ (2) ติดตามผลการใช้งานระบบโปรแกรมกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อของสถานบริการสาธารณสุขเพื่อสรุปผลส่งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโดยการประชุมออนไลน์ (3) นิเทศติดตามการดำเนินงาน (4) ยกย่องเชิดชูเกียรติโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลที่มีการดำเนินงาน Green and Clean Sub-Hospital (GCSH) 5. พัฒนาระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์น้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย (1) จัดทำฐานข้อมูลระบบประปาหมู่บ้านของเขตสุขภาพที่ 3 (google from) (2) ประชุมชี้แจงการดำเนินงานพัฒนาประปาต้นแบบน้ำประปาและจัดประชุมการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผ่านระบบZOOM (ในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์เกินค่ามาตรฐาน) (3) การพัฒนาศักยภาพพื้นฐาน เทคนิคการดูแลประปาหมู่บ้าน ผ่านช่องทางการอบรม ระบบ E-learning (ในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์เกินค่ามาตรฐาน) (4) นิเทศติดตามการดำเนินงานพัฒนาระบบประปาต้นแบบ (5) การเฝ้าระวังเก็บและส่งตัวอย่างน้ำตรวจทางห้องปฏิบัติการ (6) ประชุมราชการชี้แจงคืนข้อมูลสถานการณ์น้ำประปา (ในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์เกินค่ามาตรฐาน) (7) ประชุมถอดบทเรียนพื้นที่ต้นแบบประปาหมู่บ้านผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำประปาดื่มได้กรมอนามัยและสรุปผลการดำเนินผ่านระบบ ZOOM (8) จัดทำฐานข้อมูลประปาของเขตสุขภาพที่ 3 ผ่านเว็บไซด์, dashboard 6. การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในพื้นที่เสี่ยงและคุณภาพน้ำทิ้งจากราชทัณฑ์ (1) ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อร่วมดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพในพื้นที่เสี่ยงบริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำ (2) ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อร่วมดำเนินการประเมินด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม 5 ด้านในราชทัณฑ์และทำการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำทิ้งจากราชทัณฑ์

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฎิบัติการการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อมแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 5,300.00
2 ประชุมเชิงปฎิบัติการ การสื่อสารและตอบโต้ความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อมแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 พ.ค. 2565 - 31 พ.ค. 2565 5,300.00
3 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเตือนภัยสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อมแบบ onsite และออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ส.ค. 2565 - 31 ส.ค. 2565 17,400.00
4 ประชุมชี้แจงการดำเนินงานพัฒนาประปาต้นแบบน้ำประปาและจัดประชุมการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแล(ในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์เกินค่ามาตรฐาน) แบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 2,650.00
5 ประชุมถอดบทเรียนพื้นที่ต้นแบบประปาหมู่บ้านผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำประปาดื่มได้กรมอนามัยและสรุปผลการดำเนินแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ส.ค. 2565 - 31 ส.ค. 2565 2,650.00
6 ไวนิลในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ สื่อสารความเสี่ยง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อม แบบ onsite 1 ผืน 1 ก.พ. 2565 - 28 ก.พ. 2565 500.00
7 ใบประกาศสำหรับรพ.สต.ที่ผ่านมาตรฐาน Green and Clean Sub Hospital 1 แห่ง 1 ส.ค. 2565 - 31 ส.ค. 2565 1,800.00
8 ประชุมราชการคณะกรรมการ PHEOC กรณีหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก เขตสุขภาพที่ 3 2 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 28 ก.พ. 2565 3,400.00
9 ประชุมเชิงปฏิบัติการการใช้ระบบรายงานข้อมูลมลพิษทางอากาศเพื่อพัฒนาระบบรายงานข้อมูลและสร้างระบบคาดการณ์ล่วงหน้า 3 วัน 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 10,600.00
10 ประชุมชี้แจงผลการใช้งานระบบโปรแกรมกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อของสถานบริการสาธารณสุขและขับเคลื่อนการใช้โปรแกรมกำกับขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ (Manifest System) แบบออนไลน์ 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 30 เม.ย. 2565 1,700.00
11 ประชุมราชการคืนข้อมูลสถานการณ์น้ำประปา (ในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์เกินค่ามาตรฐาน) 4 ครั้ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 19,880.00
12 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ สื่อสารความเสี่ยง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ/อนามัยสิ่งแวดล้อม แบบ onsite 5 ครั้ง 1 ก.พ. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 40,100.00
13 การเฝ้าระวังเก็บและส่งตัวอย่างน้ำตรวจทางห้องปฏิบัติการ 5 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 6,600.00
14 การเก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำบริเวณรอบเหมืองทองคำและราชฑัณฑ์ 5 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 6,600.00
15 ค่าใช้จ่ายในการเฝ้าระวังเก็บและส่งตัวอย่างน้ำประปาตรวจทางห้องปฏิบัติการ 5 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 7,200.00
16 ค่าใช้จ่ายในการเก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำบริเวณรอบเหมืองทองคำและราชฑัณฑ์ 5 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 4,000.00
17 นิเทศติดตามการใช้เครื่องตรวจวัดอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กแบบเซ็นเซอร์ DustBoy ในทุกอำเภอ 10 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 13,200.00
18 นิเทศติดตามการดำเนินงาน G&C และ GCSH 10 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 พ.ค. 2565 13,200.00
19 นิเทศติดตามการดำเนินงานพัฒนาระบบประปาต้นแบบ 10 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 13,200.00
รวมเป็นเงิน 175,280.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
175,280.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
พื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 (กำแพงเพชร ชัยนาท นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี)

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ผู้รับผิดชอบงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของ สสจ./ สสอ./ รพศ/ รพท./ รพช./ รพ.สต./ อปท./ ผู้นำชุมชน/ อสม. และศูนย์วิชาการอื่นที่เกี่ยวข้อง

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรส่วนกลาง/ ศอ.3/ สสจ./ สสอ./ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข/ อปท./ แกนนำชุมชน และ อสม.

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1 นางศรีวรรณ ทาวงศ์มา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านสาธารณสุข) 2 นางสาวสุทธิหญิง ฝอยทอง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 3 นางสาวกมลรัตน์ สังขรัตน์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 4 นางสาวนันทินี อุทัยวรรณ์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 5 นางสาวเสาวนีย์ สาบุตร ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 6 นางสาวพัชรี โฉมจุ้ย ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 7 นางสาวรักษ์สุดา ช่อรักษ์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 8 นางสาวฐิรัศท์ชา รอดตัว ตำแหน่ง เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญงาน 9 นางสาวณัฐพร ชัยอาม ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุข 10 นายธนกฤต ศรีพิรอด ตำแหน่ง เจ้าพนักงานสถิติ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวกมลรัตน์ สังขรัตน์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางศรีวรรณ ทาวงศ์มา

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 12

1. ชื่อโครงการ :
โครงการยกระดับมาตรฐานการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ประจำปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :
2 สร้างความเข้มแข็งระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
16) ร้อยละของจังหวัด มีระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
18) ร้อยละของสถานบริการการสาธารณสุขที่จัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital

4. cluster :
อนามัยสิ่งแวดล้อม

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 60 ) 17.1 ส่งเสริมการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานบริการการสาธารณสุข
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับคุณภาพการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมสถานบริการการสาธารณสุขที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
กระทรวงสาธารณสุข ได้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค (PP&PExcellence) โดยกำหนดให้มีการดำเนินงานเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ GREEN & CLEAN Hospital ซึ่งกำหนดให้โรงพยาบาล ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะต้องเป็นโรงพยาบาลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ผ่านเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital และยกระดับโรงพยาบาลไปสู่การเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ชุมชน การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลโดยใช้หลักสุขาภิบาลอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Sustainable and Ecological Sanitation) จะใช้กลยุทธ์ CLEAN และกิจกรรม GREEN ช่วยบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพ ได้แก่ C: Communication การสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความเข้าใจจากบุคลากรและผู้รับบริการ, L: Leader สร้างต้นแบบในการดำเนินงาน, E: Effective การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและเกิดผลเป็นรูปธรรม, A: Activity สร้างกิจกรรมและจิตสำนึกอย่างมีส่วนร่วม และ N: Network ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายชุมชนและท้องถิ่น รวมถึงการแลกเปลี่ยนการดำเนินงาน นอกจากนี้มีกิจกรรม GREEN ได้แก่ G: Garbage การจัดการมูลฝอยทุกประเภท ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ผ่านการรับรองตามเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital ระดับดีมาก Plus ในปีงบประมาณ 2562 และครบกำหนดในปีงบประมาณ 2564 ดังนั้นในปีงบประมาณ 2565 จะต้องมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการตรวจประเมิน ซึ่งระดับดีมาก Plus โรงพยาบาลจะต้องมีการดำเนินงานนโยบายโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และผ่านมาตรฐานการจัดบริการอาชีวอนามัยและเวชกรรมสิ่งแวดล้อม ระดับเริ่มต้นพัฒนาขึ้นไป และในปีงบประมาณ 2564 ศูนย์อนามัยที่ 3 ผ่านเกณฑ์ประเมินสถานที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความสุขของคนทำงาน (Health Workplace Happy for life) ระดับดีมาก ซึ่งทางคณะกรรมการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมมีเป้าหมายให้ผ่านระดับดีเยี่ยม ซึ่งจะต้องผ่านการประเมินระดับดีมากต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี ดังนั้น กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 3 ได้จัดทำโครงการยกระดับสถานที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความสุขของคนทำงาน (Health Workplace Happy for life) การดำเนินงาน Green and Clean Hospital และมาตรฐานการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย เพื่อให้บุคคลากรได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้คนทำงานมีความสุข มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัย

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อยกระดับหน่วยงาน ให้มีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐาน สถานที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความสุขของคนทำงาน (Health Workplace Happy for life) Green and Clean Hospital ระดับดีมากPlus และมาตรฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.• ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพ ในมาตรฐานที่ดำเนินการ ได้แก่ - มาตรฐาน GREEN&CLEAN Hospital plus - Healthy Worksplace for life ระดับดีมาก 2 กระบวนการ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : - หน่วยงานมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมาตรฐานที่กำหนด (มีแผน-ผลการดำเนินงานตามแผน) 29 หน่วยงาน
2.เชิงปริมาณ : - ร้อยละกิจกรรมตามโครงการมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมประชุมมากกว่าร้อยละ 90 90 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : - หน่วยงานผ่านการประเมิน Healthy Workplace for life ระดับดีมาก 100 ร้อยละ
4.เชิงคุณภาพ : - หน่วยงานมีการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital มีนวัตกรรม/ วิจัย/ เทคโนโลยี 100 ร้อยละ
5.เชิงเวลา : จัดกิจกรรมได้ตามแผนที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 ประชุมทีมนำ เพื่อวิเคราะห์ ทบทวน และโอกาสพัฒนางานคุณภาพ 10.2 จัดทำแผนปฏิบัติงานของคณะกรรมการประจำปี 2565 10.3 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการประเมินวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาลแบบออนไลน์ 10.4 จัดอบรม“การเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพจากการประกอบอาชีพ” 10.5 จัดกิจกรรมซ้อมแผนรับอุบัติภัยหมู่ (บนโต๊ะ) 10.6 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การซ้อมแผนรับอุบัติภัยหมู่” 10.7 จัดอบรม “การป้องกันและระงับอัคคีภัยหลักสูตร: อพยพหนีไฟ” แบบออนไลน์ (ติดตามผ่านหัวหน้างาน/กรรมการ ENV) 10.8 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการซักซ้อมแผนอพยพหนีไฟ 10.9 จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการอนามัยสิ่งแวดล้อม 10.10 จัดกิจกรรมวันส้วมโลก /Big Cleaning 10.11 จัดกิจกรรมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย 10.12 จัดกิจกรรมรณรงค์ล้างส้วมในวันสงกรานต์/วันล้างมือโลก 10.13 กิจกรรมตรวจเยี่ยมประเมินจากหน่วยงานภายใน 10.14 กิจกรรมตรวจเยี่ยมประเมินจากหน่วยงานภายนอก 10.15 ติดตาม ประเมินผล และสรุปผลโครงการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการประเมินวิศวกรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาลแบบออนไลน์ 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 14,000.00
2 อบรม “การเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพจากการประกอบอาชีพ” (on line และ on site) 1 ครั้ง 1 พ.ค. 2565 - 31 พ.ค. 2565 13,100.00
3 กิจกรรมซ้อมแผนรับอุบัติภัยหมู่ (บนโต๊ะ) 1 ครั้ง 1 พ.ค. 2565 - 31 พ.ค. 2565 1,050.00
4 ประชุมเชิงปฏิบัติการ “การซ้อมแผนรับอุบัติภัยหมู่” 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 1,750.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการซักซ้อมแผนอพยพหนีไฟ 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 5,550.00
6 จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการอนามัยสิ่งแวดล้อม 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 8,975.00
7 จัดกิจกรรมวันส้วมโลก /Big Cleaning 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 30 พ.ย. 2564 4,500.00
8 กิจกรรมรณรงค์ล้างส้วมในวันสงกรานต์/วันล้างมือโลก 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 4,500.00
9 กิจกรรมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย 1 ครั้ง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 4,500.00
รวมเป็นเงิน 57,925.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
57,925.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 พ.ย. 2564 - 31 ก.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. กลุ่มผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 2. ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 3. ผู้รับผิดชอบงานกลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม 4. บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. กลุ่มผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 2. ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 3. ผู้รับผิดชอบงานกลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม 4. บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสาวจิตนิภา ขุมเพชร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 2. นางนพวรรณ ศรีชมภู พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางวาสนา วุฒิพิมลรัชต์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นางสาวกมลรัตน์ สังขรัตน์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นางสาวเสาวนีย์ สาบุตร นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 6. นางสาวพัชรี โฉมจุ้ย นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวกมลรัตน์ สังขรัตน์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางศรีวรรณ ทาวงศ์ม

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 13

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและป้องกันควบคุมปัจจัยที่คุกคามสุขภาวะด้วยเทคโนโลยีดิจิตัล ในเขตสุขภาพที่ 3

2. ยุทธศาสตร์ :
3 สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
19) ร้อยละของประชาชนที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

4. cluster :
ส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ (HL)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 64 ) 19.2 พัฒนาสถานบริการสาธารณสุข สถานศึกษา สถานประกอบการ เป็นองค์กรต้นแบบรอบรู้ด้านสุขภาพ HLO
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
องค์การอนามัยโลกภูมิภาคยุโรป ได้นำเสนอสาระสำคัญไว้ว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ คือ หัวใจของปัจจัยกำหนดสุขภาพ และความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นตัวทำนายสถานะสุขภาพที่ดีกว่า รายได้ การมีงานทำ ระบบการศึกษา เชื้อชาติ กลุ่มประชาชนที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำ โดยวัดจากการอ่านออกเขียนได้ จะสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพตนเอง และกิจกรรมการค้นหาความเสี่ยงต่อการเกิดโรค มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงกว่า เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานสูงกว่า ในกรณีที่เป็นโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จะดูแลตนเองและประเมินสถานะสุขภาพตนเองได้ดีน้อยกว่ากลุ่มรอบรู้ด้านสุขภาพ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และมีอัตราการเข้ารักษาซ้ำที่สูงกว่า การสร้างทักษะและความสามารถให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นกระบวนการสะสมที่จะต้องพัฒนาสมรรถนะไปตลอดทุกช่วงวัยของชีวิต แตกต่างไปตามบริบท วัฒนธรรม และขอบเขตพื้นที่ดำเนินการ โดยขึ้นกับปัจจัยส่วนบุคคลและระบบ ได้แก่ ปัจจัยในเรื่องความสามารถในการสื่อสาร ความรู้ในเรื่องสุขภาพ วัฒนธรรม และลักษณะเฉพาะของระบบสาธารณสุขและระบบที่เกี่ยวข้อง หรือพื้นที่ต่างๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการเข้าถึง สร้างความเข้าใจ ให้โอกาสในการไต่ถามข้อสงสัย รวมถึงการฝึกพัฒนาให้มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ที่จะใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัยไปปฏิบัติตัวให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ปัจจุบันสังคมไทยมีความซับซ้อน ประชาชนถูกกระหน่ำด้วยข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ทั้งที่ถูกและไม่ถูก อีกทั้งกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่มีภาวะคุกคามสุขภาวะจากโรคระบาดโควิด 19 ที่ยังส่งผลต่อระบบบริการสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการ จากที่เคยเข้าไปรับบริการจากสถานบริการสาธารณสุขโดยตรงทุกครั้งตามที่ต้องการ ได้ถูกจำกัดการเข้าถึงให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็น การดูแลสุขภาพตนเองให้มีสุขภาพดี จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องหันมาให้ความสำคัญในการดูแลตนเองร่วมกับหน่วยบริการสาธารณสุข เพื่อลดการเจ็บป่วยที่ป้องกันได้ ด้วยการพัฒนาตนเองให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเห็นว่าสื่อโซเซียลเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในการสื่อสารข้อมูล ถ้าประชาชนไม่มีทักษะในการกลั่นกรองข้อมูล จะนำไปสู่การเข้าถึงสื่อที่ไม่ถูกต้อง และส่งผลต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อไป ซึ่งไม่เฉพาะตัวเองเท่านั้น ยังมีการแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จากคนหนึ่งไปยังกลุ่มคนต่อไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชนแม้เพียงกลุ่มเล็กๆ จะส่งผลต่อคนกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ผ่านระบบการสื่อสารทางโซเซียลที่เข้าถึงง่าย เหมาะสมในยุคปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลการสำรวจจากกระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปี 2561 พบว่า 3 อันดับแรกของโซเซียลมีเดียที่ครองใจคนไทย ได้แก่ youtube (ร้อยละ 97.1) facebook (ร้อยละ 96.6) Line (ร้อยละ 95.8) เมื่อเปรียบเทียบตามกิจกรรมการใช้งาน พบว่าร้อยละ 86.5 ใช้ค้นหาข้อมูล แต่เมื่อศึกษาเชิงลึกดูข้อมูลที่ค้นหากลับพบว่าค้นหาข้อมูลสุขภาพเพียงร้อยละ 0.54 เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามในการขับเคลื่อนการสร้างความรอบรู้ให้กับประชาชนต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่าย โดยเริ่มจากบุคลากรสาธารณสุข ที่มีสมรรถนะที่ดีในการเป็นนักปรับพฤติกรรมสุขภาพ ในการประยุกต์และบูรณาการกระบวนการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานกับประชาชนทั้งกับกลุ่มเสี่ยงที่เข้าไม่ถึงโซเซียล และกลุ่มเป้าหมายทั่วไปทั้งที่เข้าถึงโซเซียล แต่การเปลี่ยนแปลงในระดับบุคลยังไม่เพียงพอ เนื่องจากปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพนั้นจากกระบวนการ Health Care มีผลเพียงร้อยละ 20 Health Behaviors ร้อยละ 30 Physical Environment ร้อยละ 10 แต่การ Socio-Economic Factors ถึงร้อยละ 40 จึงต้องมีการพัฒนาองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ ควบคู่ไปด้วย ในปีที่ผ่านมาศูนย์อนามัยที่ 3 ได้มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในเขตสุขภาพที่ 3 ให้มีความเข้าใจต่อหลักการของการสร้างความรอบรู้ให้กับประชาชน และองค์ประกอบขององค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ แต่ทั้งนี้การติดตามประเมินผลในบุคลากรของศูนย์อนามัยที่ 3 พบว่า ในบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพ ดังกล่าวมีคะแนนความรู้เฉลี่ยเพียงร้อยละ 47.2 และมีผลการประเมินตนเองตามเกณฑ์องค์กรรอบรู้เพียงร้อยละ 40 และสามารถเขียนแผนการเรียนรู้ที่เป็นต้นแบบเพียง 1 เรื่องเท่านั้น แต่เมื่อมีการเยี่ยมเสริมพลังในแต่ละหน่วยงานพบว่า มีการดำเนินงานยังไม่เป็นรูปแบบของการพัฒนาความสามารถและทักษะให้กับผู้รับบริการ ให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ สะท้อนให้เห็นว่าความรู้ที่ได้รับยังไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจและไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบูรณาการกับงานประจำอย่างแท้จริง สอดคล้องกับการพัฒนาบุคลากรในเครือข่ายอ.วังทรายพูน ที่พบว่ามีความรู้หลังอบรมทันทีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.7 เป็นร้อยละ 60 เท่านั้น และเมื่อติดตามคะแนนความรอบรู้ในบุคลากรที่ได้รับการอบรมพบว่ามีคะแนนความรอบรู้เฉลี่ยเพียงร้อยละ 71.4 และเมื่อติดตามพบว่าการดำเนินงานยังคงเป็นรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพแบบเดิมเช่นกัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขให้เป็นนักปรับพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบบริการให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และในขณะเดียวกันต้องมีการขับเคลื่อนองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับเขตสุขภาพที่ 3 อย่างมั่นใจร่วมกับภาคีเครือข่ายต่อไป อันจะส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาพ ที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีกับประชาชนทุกกลุ่มวัยอย่างยั่งยืน ในปี 2565 ศูนย์ฯจึงขอเสนอโครงการพัฒนาการสื่อสารสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและป้องกันควบคุมปัจจัยที่คุกคามสุขภาวะด้วยเทคโนโลยีดิจิตัล เพื่อพัฒนานักปรับพฤติกรรมสุขภาพ พัฒนากลไกและช่องทางสื่อสาร และบูรณาการการทำงานร่วมกับเครือข่าย

8. วัตถุประสงค์ :
1 .เพื่อขับเคลื่อนองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ 2. เพื่อพัฒนากลไกและช่องทางสื่อสารเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพ 3. เพื่อพัฒนานักปรับพฤติกรรมสุขภาพ

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ 70 ร้อยละ
2.สถานบริการสาธารณสุขในเขตสุขภาพเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ 1 แห่ง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : จำนวนสถานบริการสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 3 เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ 1 แห่ง
2.เชิงปริมาณ : มีนักปรับพฤติกรรมสุขภาพ 5 กลุ่ม
3.เชิงปริมาณ : โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ 1 แห่ง
4.เชิงปริมาณ : ประชาชนในเขตสุขภาพที่ 3 เข้าถึง เข้าใจ มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี 80 ร้อยละ
5.เชิงคุณภาพ : จัดเวทีถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ 1 ครั้ง
6.เชิงคุณภาพ : มีโปรแกรมการประเมิน HL และ HLO ที่มีคุณภาพ 1 เรื่อง
7.เชิงเวลา : ดำเนินการได้ตามแผน 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
กิจกรรมที่ 1 พัฒนาภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนสถานบริการต้นแบบ HLO 1.1 ประชุมร่วมกับภาคีเครือข่าย 1.2 ประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนการสร้างความรอบรู้ในพื้นที่นำร่องในเขตสุขภาพที่ 3 1.3 ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาตนเองตามเกณฑ์ HLO กิจกรรมที่ 2 พัฒนากลไกและช่องทางสื่อสารการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ online 2.1 การประชุมออกแบบโปรแกรมการประเมิน HL และ HLO 2.2 ประชุมชี้แจงการใช้โปรแกรมการประเมิน HL และ HLO (on site และ on line) กิจกรรมที่ 3 พัฒนานักปรับพฤติกรรมสุขภาพ 3.1 ประชุมเชิงปฏิบัติการนักปรับพฤติกรรมสุขภาพ (on site และ on line) 3.2 ประชุมเชิงปฏิบัติการการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับบุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 ยังไม่เคยได้รับการอบรม โดยทีมคณะกรรมการ HL และนักปรับพฤติกรรม กิจกรรมที่ 4 กำกับติดตามประเมินผล 4.1 ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน HL ทุกไตรมาส - การขับเคลื่อนการสร้างความรอบรู้โดยใช้ DIGITAL PLATFORM (คลัสเตอร์แม่และเด็ก) - พัฒนาโรงเรียนส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ให้เป็นโรงเรียนต้นแบบส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (คลัสเตอร์วัยเรียนวัยรุ่น) - ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพเพื่อแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (คลัสเตอร์วัยทำงาน) - ส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ในสถานประกอบการ (คลัสเตอร์วัยทำงาน) - การสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม (คลัสเตอร์วัยทำงาน) - สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุรายบุคคล รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุและพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ด้วยกลไกเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ (คลัสเตอร์สูงอายุ) - พัฒนาชุมชนต้นแบบที่มีการจัดการเพื่อลดและป้องกันผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ (พสว.) - ส่งเสริมความรอบรู้หญิงตั้งครรภ์ หลังคลอดสู่สภาวะสุขภาพกาย ใจดี (โรงพยาบาล : lady clinic) - ส่งเสริมความรอบรู้ด้านการเลี้ยงดูบุตรให้มีพัฒนาการสมวัยโดยใช้คู่มือ DSPM (โรงพยาบาล : WCC) - การส่งเสริมพัฒนาการและการประเมินการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัยโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (โรงพยาบาล : daycare) - ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วยโปรแกรมหุ่นดี สุขภาพดี (โรงพยาบาล : WAC) - ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพ ด้านกิจกรรมทางกายในกลุ่มผู้สูงอายุ (โรงพยาบาล : WAC) 4.2 focus group กับกลุ่มผู้รับบริการ 4.3 สนับสนุนโปรแกรม สื่อ สิ่งพิมพ์

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในอำเภอวังทรายพูน” 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 พ.ย. 2564 700.00
2 ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องเครือข่ายและกลไกการขับเคลื่อนการสร้างความรอบรู้ในพื้นที่นำร่องในเขตสุขภาพที่ 3 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 16,800.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การยกระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพตามมาตรฐาน” 1 ครั้ง 1 มิ.ย. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 16,200.00
4 การประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การออกแบบโปรแกรมการประเมิน HL และ HLO อย่างมีส่วนร่วม” 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 พ.ย. 2564 3,400.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ชี้แจงการใช้โปรแกรมการประเมิน HL และ HLO” (on site และ on line) 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 1,050.00
6 ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง“พัฒนานักปรับพฤติกรรมสุขภาพมืออาชีพด้วยกระบวนการ Health Literacy” (on site และ on line) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 97,200.00
7 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับกลุ่มผู้รับบริการ 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 3,050.00
8 สนับสนุนโปรแกรม สื่อ สิ่งพิมพ์ 1 เรื่อง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 34,600.00
9 ติดตามประเมินผลการดำเนินงานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงาน HL 2 ครั้ง 1 ก.พ. 2565 - 30 มิ.ย. 2565 10,200.00
10 ประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ new case” 3 ครั้ง 1 พ.ค. 2565 - 31 พ.ค. 2565 19,800.00
รวมเป็นเงิน 203,000.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
203,000.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
เขตสุขภาพที่ 3 /สถานที่เอกชน และสถานที่ราชการ

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. กลุ่มเป้าหมาย : โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 และผู้รับผิดชอบงานกลุ่มวัยและงาน พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ในเขตสุขภาพที่ 3 และผู้ที่สนใจ 2. ผู้ร่วมดำเนินการ : คณะกรรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ, ผู้รับผิดชอบงาน premium และ กลุ่มภารกิจ 5 กลุ่มวัยและงานพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1 ประชาชนในเขตสุขภาพที่ 3 2 ผู้รับบริการ ณ รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ศอ.3 3 ภาคีเครือข่ายในเขตสุขภาพที่ 3

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
นางศศิชล หงษ์ไทย ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นางสาวพจน์กาญจณ์ บัณฑิตวงศ์ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ นางณัฐพร ม่วงแดง ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ คณะกรรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางศศิชล หงษ์ไทย

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวกิ่งพิกุล ชำนาญคง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 14

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาวิชาการ นวัตกรรมและวิจัยการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 3 ปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 92 ) 26.1 พัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการภาครัฐ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกรมอนามัยองค์กรคุณภาพคู่คุณธรรม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
จากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมฯ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมฯ กรมอนามัย พ.ศ. 2563-2565 (ฉบับปรับปรุง) ยุทธศาสตร์ที่ 5 ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล เป้าประสงค์เพื่อพัฒนาหน่วยงานกรมอนามัยเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมีกลยุทธ์ส่งเสริมพัฒนาการองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพบนวิถีสุขภาวะแห่งการพึ่งพาตนเอง ซึ่งมาตรการที่มุ่งเน้นได้แก่พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมนักวิจัย (Researcher) นวัตกร (Innovator) นักจัดการความรู้ และพัฒนากระบวนการจัดการความรู้ วิจัยและนวัตกรรมให้มีคุณภาพ ทันสมัยสามารถใช้ในการแก้ปัญหาสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรกรมอนามัย ดำเนินงานตามโครงการที่สอดคล้องกับเป้าประสงค์ เรื่อง ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นเลิศ (Prevention & Promotion Excellence) มุ่งเน้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มวัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม ในฐานะเป็นองค์กรหลักของชาติ (National Health Authority : NHA) และศูนย์อนามัยเขตเป็นหน่วยงานหลักระดับพื้นที่ในด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม จึงมีนโยบายการปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาล เพื่อเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนางาน และขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากร โดยการสร้างทีมเรียนรู้ (Team Learning) การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Share Vision) การสร้างกรอบแนวคิดความเชื่อและภาพองค์กรเรียนรู้ (Mental Model) การพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ (System thinking) การพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่ต้องการ (Personal Mastery) เพื่อนำองค์กรสู่การเป็นองค์กรเรียนรู้ที่มีสมรรถนะสูงขึ้น ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ จึงจัดทำโครงการพัฒนาวิชาการ นวัตกรรมการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 3 ปีงบประมาณ 2565 เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม วิจัย และผลงานวิชาการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารมีข้อมูลตัดสินใจบนฐานความรู้ และเผยแพร่ให้องค์กรภาคีเครือข่ายนำไปใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานและสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลสุขภาพตนเองต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อสนับสนุนบุคคลากรให้สามารถผลิตผลงานวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม 2. เพื่อเพิ่มจำนวนองค์ความรู้ /ผลงานวิจัย/ผลงานวิชาการ/นวัตกรรมให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ 3. เพื่อสนับสนุนงานวิชาการ วิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพและนำไปเผยแพร่ใช้ประโยชน์

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.จำนวนงานวิจัย/ผลงานวิชาการ /นวัตกรรมที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ 1 เรื่อง
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : จำนวนผลงานวิจัย/นวัตกรรม 6 เรื่อง
2.เชิงปริมาณ : จำนวนโครงการวิจัยที่ได้รับงบประมาณจากแหล่งทุนภายนอก 1 เรื่อง
3.เชิงคุณภาพ : จำนวนคลังความรู้ 1 ระบบ
4.เชิงคุณภาพ : จำนวนผลงานวิจัย/นวัตกรรมที่ได้รับการเผยแพร่ภายนอก (ประชุมวิชาการ/ตีพิมพ์วารสาร) 6 เรื่อง
5.เชิงเวลา : โครงการวิจัยดำเนินการได้ตามแผน 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 พัฒนากลไกขับเคลื่อนวิชาการ และพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการพัฒนาวิชาการศูนย์อนามัยที่ 3 10.2 สนับสนุนวิจัยนวัตกรรมและการจัดการความรู้ ศูนย์อนามัยที่ 3 10.3 จัดทำแผนพัฒนาวิชาการศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ระยะกลางและระยะยาว 10.4 พัฒนาระบบคลังข้อมูลวิชาการ 10.5 จัดตั้ง Training Center และ Reference Center 10.6 พัฒนาศักยภาพบุคลากรเป็นที่ปรึกษาการพัฒนาผลงานวิชาการ - การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับรองจริยธรรม - ระเบียบวิธีวิจัย การรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล - การเขียนผลงานเพื่อตีพิมพ์วารสาร /การนำเสนอผลงานประชุมวิชาการ - การเป็นที่ปรึกษาผลงานวิชาการ 10.6 เวทีแลกเปลี่ยนผลงานวิชาการภายใน/นอก - ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานวิชาการ ภายในหน่วยงานอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี - ประชุมวิชาการกรมอนามัย ประจำปี 2565 - ประชุมวิชาการเขตสุขภาพ ด้าน Health Literacy ปี 2565 10.7 การกำกับติดตามและประเมินผล - ประเมินการนำผลงานวิชาการ วิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงานที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการเป็นที่ปรึกษาผลงานวิชาการ Coach 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 38,900.00
2 - ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาผลงานวิชาการ 3 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 28 ก.พ. 2565 6,800.00
3 สนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิชาการ ด้วยการร่วมประชุมวิชาการระดับเขต /กรม/กระทรวง 6 เรื่อง 1 ก.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 32,550.00
4 ประชุม คกก.กพว. 11 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ส.ค. 2565 5,775.00
รวมเป็นเงิน 84,025.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
84,025.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 31 ส.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ เขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. คณะกรรมการพัฒนาวิชาการ ศูนย์อนามัยที่ 3 2. เครือข่ายนักวิจัย นวัตกร นักจัดการความรู้ศูนย์อนามัยที่ 3 /เครือข่าย เขตสุขภาพที่ 3 3. เจ้าหน้าที่บุคลากร ศูนย์อนามัยที่ 3

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากร ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ เครือข่าย เขตสุขภาพที่ 3

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางสาวพจน์กาญจณ์ บัณฑิตวงศ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 2. นางณัฐพร ม่วงแดง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 3. นางศศิชล หงษ์ไทย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวพจน์กาญจณ์ บัณฑิตวงศ์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นางสาวกิ่งพิกุล ชำนาญคง

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 15

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาระบการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ขององค์กร ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 92 ) 26.1 พัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการภาครัฐ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกรมอนามัยองค์กรคุณภาพคู่คุณธรรม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการบริหารที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูงทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน “การสื่อสารองค์กร (Corporate Communication)” เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อความสำเร็จขององค์กร โดยองค์กรจำเป็นต้องใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการบริหารและการจัดการงาน โดยส่งเสริมให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในด้านต่าง ๆ รวมถึงศึกษารูปแบบและพฤติกรรมในการทำงาน การแบ่งงานกันทำ การร่วมกันทำงาน การแสดงความคิดเห็นในงาน การร่วมกันคิด วิเคราะห์ และร่วมแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ การสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานของบุคลากรในส่วนงานต่าง ๆ และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรในทุกระดับ ทั้งนี้องค์กรจำเป็นต้องสร้างความรู้และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของบุคลากรและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นระบบ โดยยึดหลักความถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามภารกิจของแต่ละส่วนงาน ร่วมกันอุทิศเวลา ความรู้ ความสามารถ ความวิริยะอุตสาหะ เพื่อขับเคลื่อนงานและพัฒนาองค์กรไปพร้อมกับการสร้างจิตสำนึกรักในวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ผ่านการสื่อสารกับบุคลากรภายในองค์กร การสื่อสารองค์กรจะประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ ผู้บริหารและบุคลากรในทุกระดับ ตลอดจนบุคคลภายนอกองค์กรที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเอง รวมถึงมีแนวทางในการปฏิบัติงานที่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อกำหนด ข้อบังคับ ประกาศ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานตามแนวปฏิบัติที่ดี มีจิตสำนึกรักในองค์การ รู้จักเรียนรู้ พัฒนางาน และพัฒนาตนเอง พร้อมที่จะเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและผลักดันองค์กรไปสู่เป้าหมาย และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่มีต่อผู้บริหาร และการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ จึงจะทำให้การบริหารงานและการดำเนินกิจการขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งส่วนรวม การสื่อสารองค์กรที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มบุคลากรภายในองค์กรเอง ให้มีความรักใคร่กลมเกลียว สามัคคี รวมทั้งเสริมสร้างขวัญกำลังใจ สร้างความผูกพันต่อองค์กร ส่งผลให้การสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า หรือผู้รับบริการ และกลุ่มบุคคลภายนอกมีผลดีไปด้วย ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ เป็นหน่วยงานวิชาการในสังกัดกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีพันธกิจหลักในด้านการส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชนทุกกลุ่มวัย รวมทั้งพัฒนารูปแบบบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพเพื่อเป็นต้นแบบให้แก่เขตสุขภาพที่ 3 ตลอดจนมีหน้าที่เผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ถูกต้อง เหมาะสม และแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นให้กับประชาชนอย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ การดำเนินงานที่ผ่านมา ศูนย์อนามัยที่ 3 ยังไม่เคยประเมินผลการรับรู้ภาพลักษณ์องค์กร ประกอบกับการสื่อสารภายในยังไม่มีประสิทธิภาพ ข้อมูลข่าวสารมีความคลาดเคลื่อน ศูนย์อนามัยที่ 3 ได้ตระหนักถึงความสําคัญดังกล่าว จึงจัดทำโครงการพัฒนาระบบการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ เพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์อนามัยที่ 3 บรรลุตามเป้าหมายการปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมีธรรมาภิบาลต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 พัฒนาระบบเฝ้าระวัง การสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Communication) และสื่อสารความรอบรู้ ด้านสุขภาพ 8.2 พัฒนาภาพลักษณ์ใหม่ของศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 8.3 สร้างการรับรู้ของบุคลากรต่อภาพลักษณ์ใหม่ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ระบบการสื่อสารองค์กร 1 ระบบ
2.ภาพลักษณ์องค์กรใหม่ 1 ฉบับ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : SOP ระบบการสื่อสารภายนอกและภายในองค์กร 1 เรื่อง
2.เชิงปริมาณ : SOP ระบบเฝ้าระวัง สื่อสารความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Communication) 1 เรื่อง
3.เชิงปริมาณ : แนวทางการดำเนินงานตามภาพลักษณ์ใหม่ของศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 1 ฉบับ
4.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของการรับรู้ภาพลักษณ์ใหม่ศูนย์อนามัยที่ 3 ของบุคลากร ศอ.3 100 ร้อยละ
5.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของการสื่อสารในภาวะวิกฤติ 80 ร้อยละ
6.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของบุคลากรนำภาพลักษณ์ใหม่ศูนย์อนามัยที่ 3 ไปใช้ 80 ร้อยละ
7.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของการรับรู้ภาพลักษณ์ใหม่ศูนย์อนามัยที่ 3 ของลูกค้าภายนอก (เครือข่ายวิชาการและผู้รับบริการ รพ.สส.) 80 ร้อยละ
8.เชิงเวลา : การดำเนินกิจกรรมเป็นไปตามแผนและระยะเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ขององค์กร (Rebranding Organization) 10.1.1 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง การสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ขององค์กร (รูปแบบริการ Omotenashi_จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น) 10.1.2 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ของ องค์กร (Rebranding Organization) 10.2 พัฒนาระบบการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ขององค์กร (Rebranding Organization) 10.2.1 สำรวจสถานการณ์การรับรู้ภาพลักษณ์องค์กร 10.2.2 พัฒนาระบบการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ขององค์กร (Rebranding Organization) - ออกแบบระบบการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ของศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ - ออกแบบระบบและสร้างช่องทางการสื่อสารเชิงนโยบายภายในองค์กร (Corporate Communication HPC3) - จัดประกวดออกแบบ Logo Branding Organization 10.2.3 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาภาพลักษณ์ศูนย์อนามัยที่ 3 10.2.4 ประเมินผลการสื่อสารภายในและภายนอกองค์กร 10.3 พัฒนาระบบเฝ้าระวัง สื่อสารความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Communication)

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคคลากรด้านการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ขององค์กร (Rebranding Organization) On site & On line 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 30 พ.ย. 2564 23,300.00
2 พัฒนาระบบการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ขององค์กร (Rebranding Organization) - ออกแบบระบบการสื่อสารและการปรับภาพลักษณ์ของศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ - ออกแบบระบบและสร้างช่องทางการสื่อสารเชิงนโยบายภายในองค์กร (Corporate Communication HPC3) - จัดประกวดออกแบบ Logo Branding Organization 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 3,000.00
3 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาภาพลักษณ์ศูนย์อนามัยที่ 3 (On site & On line) 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 54,250.00
4 ค่าวัสดุ อุปกรณ์สำนักงาน และค่าจ้างผลิตสื่อ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 9,150.00
รวมเป็นเงิน 89,700.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
89,700.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
14.1 ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 14.2 เขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
15.1 เจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 15.2 เครือข่ายเขตสุขภาพที่ 3 (หน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ, อปท., โรงเรียน, สพม., สพป.) 15.3 ผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (แม่และเด็ก) 15.4 ที่ปรึกษาภาคประชาชน 15.5 สื่อมวลชน

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
: ผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (แม่และเด็ก) และภาคีเครือข่ายศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
18.1 นางไพรินทร์ เถื่อนวรรณา ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 18.2 นางสาวภัทราพร ทองสังข์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 18.3 นางกัญญรัตน์ คงประกอบ ตำแหน่ง นักประชาสัมพันธ์ 18.4 นางสาวขวัญตระกูล บุตรพรหม ตำแหน่ง นักวิชาการโสตทัศนศึกษา

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางไพรินทร์ เถื่อนวรรณา

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายทรงวุฒิ ประสพสุข

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 16

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร และเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กร ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
26) ร้อยละความผูกพันของบุคลากรต่อองค์กร
27) ร้อยละของบุคลากรมีสมรรถนะในการขับเคลื่อนระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม

4. cluster :
ยุทธศาสตร์กำลังคน (HR)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 78 ) 21.2 พัฒนาสมรรถนะกำลังคนกรมอนามัยในระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
5.2 โครงการสำคัญ โครงการยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมืออาชีพตามหลักธรรมาภิบาล

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ตามยุทธศาสตร์การบริหารกำลังคน กรมอนามัย พ.ศ. 2560-2564 (DOH 4.0's HR Strategy) ได้กำหนดเป้าหมายสูงสุดในการสนับสนุนภารกิจและยุทธศาสตร์กรมอนามัย คือ "คนดี สร้างคุณค่า สร้างความสุข" ซึ่งในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 ปรับวัฒนธรรมการทำงาน พัฒนาความสุขในชีวิตการทำงาน (Core Value & Culture Change) มีเป้าประสงค์เพื่อเพิ่มความสุขและดุลยภาพชีวิตการทำงานให้บุคลากรมีคุณธรรม จริยธรรม และเกิดความผูกพันต่อองค์กร และตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ปี 2563 ถึง ปี 2565 ประเด็นยุทธศาสตร์กรมอนามัยที่ 5 ปฏิรูประบบงานสู่องค์กรที่มีสมรรถนะสูงและมี ธรรมาภิบาล เป้าประสงค์ บุคลากรมีความเป็นมืออาชีพและมีความผูกพันต่อองค์กร ศูนย์อนามัยที่ 3 เป็นองค์กรหลักของเขตสุขภาพที่ 3 ในการอภิบาลระบบส่งเสริมสุขภาพและระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพประชาชน จึงมีความสำคัญที่ต้องวางแผนและบริหารกำลังคนให้มีสมรรถนะ และ ขีดความสามารถในการขับเคลื่อนภารกิจให้สำเร็จตามบทบาทหน้าที่ จากผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดในปีงบประมาณ 2564 พบว่า ในด้านสมรรถนะในการขับเคลื่อนระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในอยู่ในระดับที่คาดหวัง ร้อยละ 96.47 ด้านความผูกพันต่อองค์กร รอบที่ 1 ร้อยละ 82.34 และ รอบที่ 2 ร้อยละ 83.16 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย คือ ร้อยละ 85 ปัจจัยเกี่ยวกับผลตอบแทน มีระดับคะแนนต่ำกว่า 80 และเมื่อพิจารณา ในรายข้อ พบว่า ประเด็นท่านได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมเป็นธรรมกับการปฏิบัติงาน ร้อยละ 78.06 ,ท่านได้ใช้ประโยชน์จากสวัสดิการของหน่วยงาน ร้อยละ 77.06 ,ท่านได้รับการยกย่องชมเชยเมื่อมีผลการปฏิบัติงานที่ดี ร้อยละ 77.06 ในด้านความสุขของบุคลากร วัดโดยเครื่องมือ Happinometer บุคลากรมีความสุข ร้อยละ 70.2 ความสุขด้าน Happy Money มีค่าเฉลี่ยระดับความสุข เท่ากับ 59.38 ในปีงบประมาณ 2565 กลุ่มทรัพยากรบุคคล มุ่งพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับทิศทางขององค์กรและสถานการณ์ COVID-19 ในประเด็น, หัวข้อ, หลักสูตร และวิธีการ เช่นการนำหลักสูตร E-learning มาใช้ในการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการจัดทำแผนการพัฒนาบุคลากร (Training Road Map) และฐานข้อมูลด้านบุคลากรที่ทันสมัย พร้อมใช้งาน ในด้านความผูกพันของบุคลากรต่อองค์กร เน้นการสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบรูปแบบกิจกรรมเสริมสร้างความรักความผูกพันต่อองค์กรโดยบุคลากรที่เกี่ยวข้องโดย ยึดหลักการดำเนินงานตามแผนองค์กรแห่งความสุข จึงเห็นควรจัดทำโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร และสื่อสารเพื่อสร้างความผูกพันต่อองค์กร ภายใต้สถานการณ์COVID-19 ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค เพื่อให้บรรลุเป้าหมายกำลังคนในการสนับสนุนภารกิจและยุทธศาสตร์กรมอนามัย คือ "คนดี สร้างคุณค่า สร้างความสุข"

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยงานให้บุคลากรมีความผูกพันต่อองค์กร 8.2 เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะในการขับเคลื่อนระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ภายใต้สถานการณ์ COVID-19

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.ร้อยละของบุคลากรมีสมรรถนะในการขับเคลื่อนระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 70 ร้อยละ
2.ร้อยละความผูกพันของบุคลากรต่อองค์กร 85 ร้อยละ
3.ร้อยละของบุคลากรมีความสุขในชีวิตการทำงาน 70 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ร้อยละของบุคลากรมีความสุขในชีวิตการทำงาน 1 แผน
2.เชิงปริมาณ : ร้อยละบุคลากรกลุ่มเป้าหมาย เข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรักความผูกพัน ตามแผนงานในโครงการ 80 ร้อยละ
3.เชิงปริมาณ : แผนพัฒนากำลังคนในการขับเคลื่อนระบบส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม และภารกิจในสถานการณ์ COVID -19 1 แผน
4.เชิงปริมาณ : แผนเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กร 1 แผน
5.เชิงคุณภาพ : ร้อยละบุคลากรที่ได้นำสิ่งที่ได้รับการพัฒนาไปขับเคลื่อนการดำเนินงาน 80 ร้อยละ
6.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของการดำเนินการตามแผนเสริมสร้างความรักความผูกพันต่อองค์กร 80 ร้อยละ
7.เชิงคุณภาพ : ร้อยละบุคลากรกลุ่มเป้าหมาย ได้รับการพัฒนาตามแผนงานในโครงการ 80 ร้อยละ
8.เชิงคุณภาพ : ร้อยละความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเสริมสร้างความรักความผูกพันต่อองค์กร 80 ร้อยละ
9.เชิงเวลา : มีการดำเนินกิจกรรมตามเวลาที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 ประชุมคณะทำงาน 10.2 สำรวจข้อมูลและวิเคราะห์ผล 10.3 จัดทำโครงการ 10.4 เสนอขออนุมัติโครงการ 10.5 ดำเนินการตามแผน 10.6 ติดตามความก้าวหน้า 10.7 สรุปและประเมินผลโครงการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ฝึกอบรมการใช้งานโปรแกรมฐานข้อมูลการพัฒนาบุคลากรลงสู่หน่วยงาน 1 ครั้ง 1 ส.ค. 2565 - 31 ส.ค. 2565 2,450.00
2 ส่งบุคลากรอบรมหลักสูตรข้าราชการที่ดี สำหรับข้าราชการใหม่ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 พ.ย. 2564 20,000.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการ เทคนิคการนำเสนอผลงานด้วยสไลด์อย่างมืออาชีพ 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 14,300.00
4 จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงานองค์กรสร้างสุข 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 10,000.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมการสร้างความสุขและดุลยภาพชีวิตของบุคลากร สืบสานความสุขวันเสด็จ (ออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 14,900.00
6 จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิดชูคนดีศรีอนามัยและจิตอาสา (ออนไลน์) 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 30 เม.ย. 2565 5,450.00
7 ประชุมถ่ายทอดประสบการณ์ภารกิจส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมจากผู้เกษียณอายุราชการ (ออนไลน์) 1 ครั้ง 1 ก.ย. 2565 - 30 ก.ย. 2565 14,900.00
8 ประชุมจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรตาม Training Road Map 2 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 1,400.00
9 ประชุมจัดทำร่าง Training Road Map การพัฒนาบุคลากรในระดับต่าง ๆ 4 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 พ.ย. 2564 3,300.00
รวมเป็นเงิน 86,700.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
86,700.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์/สถาบันการศึกษา/สถานที่ราชการอื่น/สถานที่เอกชน

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
18.1 นางสาวพรทิพย์ โชคทวีพาณิชย์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 18.2 นางสาวศัสยมน ตุลยศุกร์สิริ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 18.3 ว่าที่ ร.ต.หญิงกาญจนา บุญเฮี้ยน ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคล 18.4 นางสาวจิตรา มีแสง ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไป

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางสาวพรทิพย์ โชคทวีพาณิชย์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายทรงวุฒิ ประสพสุข

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 17

1. ชื่อโครงการ :
โครงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปาก และพัฒนาตำบลต้นแบบการจัดการฟลูออไรด์ เขตสุขภาพที่ 3

2. ยุทธศาสตร์ :
1 ส่งเสริมสุขภาพ 4 กลุ่มวัย

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
1) อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน
13) ร้อยละของผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
14) ร้อยละของตำบลที่มีระบบการส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุ

4. cluster :
สตรีและเด็กปฐมวัย
วัยผู้สูงอายุ

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 10 ) 2.2 ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ( 42 ) 13.1 พัฒนารูปแบบ/นวัตกรรม การดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง และการเข้าถึงข้อมูล โดยภาคประชาชนและเครือข่าย
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ปี 2565

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
สุขภาพช่องปากเป็นปัญหาหนึ่งที่มีความชุกในทุกกลุ่มวัย นอกจากกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการดูแลตนเองที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้รับบริการที่จำเป็นในเวลาเหมาะสม ทำให้บริการที่ได้รับเป็นการรักษา ฟื้นฟูระยะท้ายที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง ต้องใช้บุคลากรเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และ การบูรณาการสหสาขาวิชาชีพ ทั้งที่โรคเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากประชาชนสามารถดูแลอนามัยช่องปากตนเองได้เหมาะสม และเข้าถึงบริการตามความจำเป็น จากการดำเนินงานของศูนย์อนามัยที่ 3 ที่ผ่านมา ผลผลิต ที่เกิดขึ้น คือ (1) ร้อยละหญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจและขัดทำความสะอาดฟัน ในปี 2563 ร้อยละ 20.00 ในปี2564 20.11 ซึ่งเป้าหมายอยู่ที่ร้อยละ40 (2) ร้อยละของเด็กอายุ3 ปี ไม่มีฟันผุ ในปี2562 ร้อยละ 70.75 ในปี2563 ร้อยละ 73.83 และในปี2564 ร้อยละ74.75 เป้าหมายอยู่ที่ ร้อยละ 73 (3) ร้อยละของเด็กอายุ 12 ปี ไม่มีฟันผุ ในปี2562 ร้อยละ 68.89 ในปี2563 ร้อยละ71.34 และในปี2564 ร้อยละ 69.68 เป้าหมายอยู่ที่ ร้อยละ 71 (4) ร้อยละของผู้สูงอายุมีฟันใช้งาน20ซี่4คู่สบ ในปี2564 อยู่ที่ร้อยละ62.90 (ข้อมูลจากระบบ HDC กระทรวงสาธารณสุข) แม้ว่าภาพรวมจะบรรลุเป้าหมายผลผลิต แต่เมื่อวิเคราะห์การบรรลุเป้าหมายผลลัพธ์ พบว่ายังมีช่องว่าง ยังไม่สามารถเข้าถึงการสื่อสารที่จำเป็น และยังขาดการเข้าถึงบริการทันตสุขภาพที่เหมาะสมถูกต้องและชัดเจน ซึ่งการรับรู้ข้อมูลการดูแลและเข้ารับบริการสม่ำเสมอมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ในปี 2565 จำเป็นต้องเน้นหนัก ใน 2 ส่วน คือ (1) เพิ่มการเข้าถึง สื่อความรู้ เพื่อการดูแลตนเองและการเข้ารับบริการที่เหมาะสม โดยพัฒนาช่องทางการสื่อสาร การประเมินตนเอง ผ่านเทคโนโลยี platform ควบคู่กับช่องทางที่ผ่านเครือข่ายภาคประชาชน (2) เพิ่มการเข้าถึงบริการ เพื่อตรวจคัดกรองความเสี่ยงบริการส่งเสริมป้องกัน บริการฟื้นฟูสภาพการใช้งาน ในประเด็นปัญหาสำคัญ โดยการพัฒนาระบบบริการให้เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงภาคประชาชนกับหน่วยบริการปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ ทั้งส่งต่อและรับกลับดูแลในชุมชน ซึ่งการบรรลุเป้าหมายทั้ง 2 ส่วนนี้ จะเน้นการใช้เทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรม เป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ รวมทั้งการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงและครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ประชาชนมีสุขภาพช่องปากดี มีฟันใช้งานเหมาะสม มีระบบการดูแลครบวงจรรองรับ ที่จะส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพการใช้ชีวิต ค่าใช้จ่าย เศรษฐกิจและสังคมโดยรวม อีกทั้งข้อมูลจากสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ในช่วงปีพ.ศ.2562-2563 ได้มีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคโดยสุ่มสำรวจทั่วประเทศ การศึกษาวิจัยพบว่า ความเข้มข้นของฟลูออไรด์ 0.4-0.6 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นค่าที่เหมาะสมสำหรับปรับค่าฟลูออไรด์ในน้ำประปาชุมชนของประเทศไทย เพื่อลดอัตรา ฟันผุและไม่เกิดฟันตกกระ การได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณสูงเกินไปจากข้อมูล ระบาดวิทยาทั่วโลกพบว่า นอกจากมีผลต่อฟันแล้วยังมีผล ต่อกระดูก ซึ่งทำให้กระดูกโก่งงอ เจ็บปวดตามข้อ จนถึงขั้น พิการ และคนที่บริโภคน้ำที่มีฟลูออไรด์สูงประมาณ 10 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นเวลาหลายปี จะพบฟลูออไรด์เป็นพิษ ที่กระดูก การศึกษาวิจัยในประเทศไทยพบว่า เด็กที่บริโภคน้ำ ที่มีฟลูออไรด์มากกว่า 0.7 มิลลิกรัม เป็นประจำ จะมีปัญหา ฟันตกกระในระดับชุมชน กรมอนามัยจึงได้กำหนดปริมาณฟลูออไรด์ไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร ในมาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ และปริมาณฟลูออไรด์ตั้งแต่ 4.00 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นค่าที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าเริ่มเป็นอันตรายต่อกระดูก ควรปรับปรุงแก้ไขน้ำบริโภคอย่างเร่งด่วน ซึ่งในเขตสุขภาพที่ 3 ได้มีการสำรวจ 905 ตัวอย่าง พบว่ามีพื้นที่ที่มีปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคเกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร 77 ตัวอย่าง จากข้อมูลดังกล่าว กลุ่มงานทันตสาธารณสุข ศูนย์อนามัยที่ 3 จึงจัดทำโครงการสำรวจปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำบริโภค เขตสุขภาพที่ 3 ปี 2564 เพื่อจัดทำแผนที่ทางภูมิศาสตร์ สำหรับเป็นข้อมูลพื้นฐานให้จังหวัดในเขตสุขภาพและศูนย์อนามัยที่ 3 ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และได้พบว่ามีบางพื้นที่ที่มีปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคสูง กลุ่มงานทันตสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 จึงได้จัดทำโครงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปาก และพัฒนาตำบลต้นแบบการจัดการฟลูออไรด์เขตสุขภาพที่ 3 ปี 2565 เพื่อดำเนินการป้องกัน แก้ไข ส่งเสริมและพัฒนาระบบทันตสุขภาพโดยรวมต่อไป

8. วัตถุประสงค์ :
1 เพื่อสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรมในระบบบริการ โดยภาคประชาชนและบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลตนเอง และการเข้าถึงบริการอย่างเป็นระบบ 2 เพื่อพัฒนาตำบลต้นแบบการจัดการฟลูออไรด์ ในเขตศูนย์อนามัยที่ 3

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.หญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจและขัดทำความสะอาดช่องปาก 40 ร้อยละ
2.เด็กอายุ 3 ปี ปราศจากฟันผุ 75 ร้อยละ
3.เด็กอายุ 12 ปี ปราศจากฟันผุ 71 ร้อยละ
4.ผู้สูงอายุมีฟันแท้ใช้งานอย่างน้อย 20ซี่ หรือ 4 คู่สบฟันหลัง 73 ร้อยละ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : รูปแบบการดำเนินงานทันตสาธารณสุข ในรูปแบบnew normal 1 รูปแบบ
2.เชิงปริมาณ : มีการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อการดูแลช่องปาก ในระบบการดูแลสุขภาพ 1 เรื่อง
3.เชิงปริมาณ : ตำบลต้นแบบการจัดการฟลูออไรด์ 1 ตำบล
4.เชิงคุณภาพ : เพิ่มการ เข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อการดูแลช่องปากในระบบการดูแลสุขภาพ 10 ร้อยละ
5.เชิงคุณภาพ : ปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคอยู่ในระดับที่เหมาะสม 1 รูปแบบ
6.เชิงเวลา : ใช้งบประมาณและดำเนินกิจกรรมได้ตามระยะเวลาและแผนที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
กิจกรรมที่ 1 กลุ่มวัยแม่และเด็ก กลุ่มวัยสูงอายุ สร้างนวัตกรรม เพื่อการดูแลช่องปาก 1.1 ทบทวนและศึกษานวตกรรม การดูแลช่องปากในระบบการดูแลสุขภาพ 1.2 วางแผนการและสร้างนวตกรรม 1.3 เผยแพร่นวตกรรม การดูแลช่องปากในระบบการดูแลสุขภาพทุกกลุ่มวัย 1.4 วิเคราะห์สรุปรูปแบบการดำเนินงาน กิจกรรมที่ 2 ตำบลต้นแบบการจัดการฟลูออไรด์ 1.1 ทบทวนและศึกษาสถานการณ์ในตำบลต้นแบบการจัดการฟลูออไรด์ ในเขตศูนย์อนามัยที่ 3 1.2 วางแผนการดำเนินงาน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1.3 ประชุมเชิงปฏิบัติการและประชุมติดตามผลการดำเนินการ 1.4 สรุปรูปแบบการดำเนินงาน 1.5 เผยแพร่ผลงานให้เครือข่ายทราบและวางแผนดำเนินการต่อไป

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 รูปแบบ/นวัตกรรมการใช้งานระบบข้อมูลการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุผ่านระบบ Health Platform blue book ร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับพื้นที่ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 30,000.00
2 จัดทำชุดความรู้และ พัฒนาสื่อ สร้าง HL ด้านทันตะ ในผู้สูงอายุ 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 28 ก.พ. 2565 30,000.00
3 ประชุมชี้แจงตำบลต้นแบบการจัดการฟลูออไรด์และการดำเนินการในรูปแบบnew normal 1 ครั้ง 1 พ.ย. 2564 - 31 ม.ค. 2565 8,200.00
4 หญิงตั้งครรภ์คัดกรองความเสี่ยงสุขภาพช่องปากผ่านGoogle form 2 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 31 ก.ค. 2565 38,000.00
5 นิเทศ ติดตาม ประเมินผล การพัฒนาระบบ กลไก เพื่อ ผลักดันการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุแบบ ผสมผสานทั้งระดับนโยบายและพื้นที่ 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ก.ค. 2565 5,000.00
6 ประชุมติดตามตำบลต้นแบบการจัดการฟลู ออไรด์ ในรูปแบบnew normal 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ส.ค. 2565 15,180.00
7 ตรวจประเมินคุณภาพน้ำในตำบล 2 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ส.ค. 2565 3,020.00
รวมเป็นเงิน 129,400.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
129,400.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 31 ส.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
5 จังหวัดใน เขตสุขภาพที่ 3

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
ภาคีเครือข่ายในเขตสุขภาพที่3

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
ภาคีเครือข่ายในเขตสุขภาพที่3

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1.นายก้องเกียรติ เติมเกษมศานต์ ทันตแพทย์เชี่ยวชาญด้านทันตสาธารณสุข 2.นางรุจิดา ธีระรังสิกุล ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ 3 .นางจันจิรา วันแต่ง ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ 4.นางสาวนราวัลภ์ อัศวรัตน์ ทันตแพทย์ชำนาญการ 5.นางสาวณัฐฐาภรณ์ นาคพิน ทันตแพทย์ชำนาญการ 6.นายกษิดิศ ทิพวรรณ ทันตแพทย์ชำนาญการ 7.นางสาวชิดชไม กวางแก้ว นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ 8.นางสาวจิราภรณ์ จานพูม เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขปฏิบัติการ

19. ผู้เสนอโครงการ :
นางรุจิดา ธีระรังสิกุล

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายก้องเกียรติ เติมเกษมศานต์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 18

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลตามมาตรฐาน Hospital accreditation โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ประจำปีงบประมาณ 2565

2. ยุทธศาสตร์ :

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
25) การผ่านเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)

4. cluster :
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 92 ) 26.1 พัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการภาครัฐ
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกรมอนามัยองค์กรคุณภาพคู่คุณธรรม

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
ตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้สถานพยาบาลของรัฐต้องมีการพัฒนาระบบบริการที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ จากการปฏิรูประบบราชการและระบบบริการสุขภาพตั้งแต่ปี 2542 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้เกิดบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและทั่วถึงตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิและตติยภูมิ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ได้รับบริการที่ครอบคลุมสุขภาพแบบองค์รวมในทุกมิติ ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ทำให้สถานพยาบาลมีความตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานบริการมากขึ้น และในปัจจุบันมาตรฐาน Hospital accreditation: HA ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาระบบงานต่าง ๆของโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดการเรียนรู้มีการประเมินและพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลมีความมั่นใจและสามารถให้บริการที่ตอบสนองความคาดหวังของสังคมที่มีต่อคุณภาพและความปลอดภัยของบริการสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ทุกโรงพยาบาลต้องมีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล คือกลไกกระตุ้นและส่งเสริมให้โรงพยาบาลมีการพัฒนาคุณภาพทั้งองค์กรอย่างมีระบบ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผลการรับรองนั้นจะเป็นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ได้กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาคุณภาพสถานบริการ โดยเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานบริการ มีการส่งเสริมให้ระบบบริการสุขภาพเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและได้รับการรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลได้มีการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันโรงพยาบาลผ่านการรับรองกระบวนการมาตรฐานโรงพยาบาล (Hospital accreditation) ขั้นที่ 2 ธำรงครั้งที่ 5 (20 พฤศจิกายน 2561- 19 พฤศจิกายน 2562) เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและผู้มาใช้บริการ โรงพยาบาลได้จัดให้มีโครงการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลตามมาตรฐาน HA โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ประจำปีงบประมาณ 2565 เพื่อสร้างระบบมาตรฐานบริการให้เป็นงานประจำ และพัฒนาระบบคุณภาพงานต่าง ๆของโรงพยาบาลให้สู่ความเป็นเลิศต่อไปในอนาคต

8. วัตถุประสงค์ :
เพื่อพัฒนาหน่วยงานบริการด้านสุขภาพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ให้มีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐาน Hospital accreditation : HA และมาตรฐานอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.• ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพ ในมาตรฐานที่ดำเนินการ ได้แก่ - มาตรฐาน Hospital accreditation : HA (ธำรงขั้น 2) - มาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์ 2560 - มาตรฐานห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัย กระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2562 2 ระบบงาน
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : - หน่วยงานมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมาตรฐานที่กำหนด (มีแผน-ผลการดำเนินงานตามแผน) 13 หน่วยงาน
2.เชิงปริมาณ : - ร้อยละกิจกรรมตามโครงการมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมประชุมมากกว่าร้อยละ 90 90 ร้อยละ
3.เชิงคุณภาพ : - หน่วยงานทบทวนมาตรฐานอย่างต่อเนื่องโดยใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งในการทบทวน ( PDCA ,R2R,KM,Research) 100 ร้อยละ
4.เชิงคุณภาพ : ร้อยละของเอกสารคุณภาพปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน 100 ร้อยละ
5.เชิงเวลา : จัดกิจกรรมได้ตามแผนที่กำหนด 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 ประชุมทีมนำ เพื่อวิเคราะห์ ทบทวน และโอกาสพัฒนางานคุณภาพ 10.2 จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลประจำปี 2565 10.3 จัดการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในการดำเนินงานต่าง ๆตามมาตรฐาน HA 10.4 กิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านคุณภาพ - ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและการป้องกันการติดเชื้อ - จัดมหกรรมคุณภาพของโรงพยาบาล (นำเสนอผลงานคุณภาพ(Oral presentation)ประเภทวิจัย/CQI และนวัตกรรม จากทีมนำพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล 10.5. กิจกรรมเยี่ยม/ประเมิน - เยี่ยมสำรวจภายใน และเยี่ยมสำรวจจากองค์กรภายนอกโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (ธำรงขั้น 2) - ประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์จากองค์กรภายนอก - ประเมินมาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์และงานรังสี 10.6 ติดตาม ประเมินผล และสรุปผลโครงการ

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 1 ครั้ง 1 มี.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 12,500.00
2 ประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์จากองค์กรภายนอก 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 31 ก.ค. 2565 5,000.00
3 รับการประเมินมาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์และงานรังสี 1 ครั้ง 1 เม.ย. 2565 - 31 ก.ค. 2565 4,250.00
4 กิจกรรมเยี่ยมลงหน้างานเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ 1 ครั้ง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 4,250.00
5 ประชุมเชิงปฏิบัติการ “การช่วยฟื้นคืนชีพในหน่วยงาน”แก่บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 10 หน่วยงาน 1 ม.ค. 2565 - 31 มี.ค. 2565 13,250.00
รวมเป็นเงิน 39,250.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
39,250.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ธ.ค. 2564 - 31 ก.ค. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
1. กลุ่มผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 2. ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 3. บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :
1. กลุ่มผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 2. ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ 3. บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

18. ผู้รับผิดชอบโครงการ :
1. นางลำพึง อภิรมานนท์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 2. นางสุกัญญา กุลเกตุ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 3. นางนพวรรณ ศรีชมภู พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 4. นางสุภาภรณ์ ไม้หอม พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 5. นางสาวปุณชนิกา บุญเลิศ จพง.วิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนางาน

19. ผู้เสนอโครงการ :
น.ส. ปุณชนิกา บุญเลิศ นางลำพึง อภิรมานนท์

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


20. ผู้เห็นชอบโครงการ :
นายแพทย์ชัยวัฒน์ อภิวันทนา)

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


21. ผู้อนุมัติโครงการ* :
นางศรินนา แสงอรุณ

(...........................................................)

ตำแหน่ง……………….…………………................


หน่วยงาน ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
ลำดับที่ : 19

1. ชื่อโครงการ :
โครงการพัฒนากระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่บ้าน (Home isolation) และสร้างความรอบรู้ในการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ครอบครัวและชุมชน

2. ยุทธศาสตร์ :
3 สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

3. ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ :
19) ร้อยละของประชาชนที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

4. cluster :
ส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ (HL)

5. ภายใต้กิจกรรมสำคัญ/โครงการ :
5.1 กิจกรรมสำคัญ ( 64 ) 19.2 พัฒนาสถานบริการสาธารณสุข สถานศึกษา สถานประกอบการ เป็นองค์กรต้นแบบรอบรู้ด้านสุขภาพ HLO
5.2 โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ

6. แผนการจัดสรรงบประมาณ :
6.1 แผน   ไม่สามารถระบุแผนงบประมาณ
6.2 ผลผลิต/โครงการ   ไม่สามารถระบุผลผลิต/โครงการ

7. หลักการและเหตุผล :
จากสถานการณ์ที่ประเทศไทยเกิดการระบาดของโรค COVID-19 ระลอก 3 ในเดือน เมษายน 2564 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการระบาดในระลอก 3 นี้มีการระบาดอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการ พบว่าเชื้อไวรัส COVID -19 เป็นสายพันธุ์อัลฟ่าในช่วงแรก ต่อมามีข้อมูลการระบาดจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2564 โดยพบว่าเริ่มมีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาในกรุงเทพฯ มีสัดส่วน 52% ครองพื้นที่ส่วนใหญ่แทนสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) และในภูมิภาคสายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ 18% ของสายพันธุ์ทั้งหมด หลังจากนั้นนจึงมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 รายต่อวัน โดยข้อมูลในวันที่ 25 กรกฎาคม 2564 พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15,335 ราย ติดเชื้อสะสม 497,302 ราย ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 129 ราย และเสียชีวิตสะสม 4,059 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างรวดเร็วคือพฤติกรรมเสี่ยงของตัวบุคคล สถานประกอบการที่ละเลยการปฏิบัติตามมาตราการ การแพร่กระจายไปยังจังหวัดต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มวัยสำคัญในการทำให้เกิดกรระบาดในวงกว้าง เนื่องจากมีการเดินทางเคลื่อนย้ายไปทั่วประเทศ จนปัจจุบันมีรายงานผู้ติดเชื้อในทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 3 และมีการระบาดเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วในช่วงเดือน กรกฎาคม - สิงหาคม 2564 โดยพบว่า จำนวนผู้ป่วยที่รักษาหายกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เข้ามาใหม่ไม่สมดุลกัน ทำให้การบริหารเตียงเพื่อรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยไม่เพียงพอ โดยในแต่ละจังหวัดมีการบริหารจัดการเตียง โดยการเพิ่มโรงพยาบาลสนามในทุกอำเภอ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับการเพิ่มจำนวนของผู้ติดเชื้อเพราะมีโครงการรับผู้ป่วยกลับบ้าน พบปัญหาความล่าช้าในการรับตัวผู้ติดเชื้อโควิด-19 เข้าระบบการรักษา และสิ่งสำคัญคือบุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอ สปสช.จึงนำแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่บ้าน หรือ Home Isolation เข้ามาใช้ในระบบสาธารณสุข โดยเริ่มในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2564 กรมอนามัยในฐานะหน่วยงานบริการของกระทรวงสาธารณสุข จำเป็นต้องเตรียมจัดบริการผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่ล้นจากโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลสนาม ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ จึงร่วมกับ สปสช. และภาคีเครือข่าย ในเขตสุขภาพที่ 3 นำแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่บ้าน หรือ Home Isolation เข้ามาใช้ โดยผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่บ้าน คือ กลุ่มผู้ป่วยใหม่ที่มีอาการสีเขียว หรือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลมาก่อน 7-10 วัน แล้วมีอาการดีขึ้นสามารถกลับไปดูแลรักษาตัวเองต่อที่บ้านให้ครบ 14 วันได้ โดยผู้ป่วยจะได้รับยา อุปกรณ์ในการดูแลตัวเอง มีระบบการดูแลติดตามอาการทุกวัน ส่งอาหารให้ผู้ป่วย 3 มื้อ และมีการดูแลระบบสิ่งแวดล้อมรวมถึงการจัดการขยะติดเชื้อในพื้นที่ ซึ่งการดูแลรักษาในรูปแบบดังกล่าว จำเป็นต้องมีการบูรณาการร่วมกันกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ รวมถึงมีระบบบริการเพื่อรองรับเมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงโดยมีการวางแนวทางในการประสานส่งต่อโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายทำให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามีความปลอดภัย ดังนั้น Home Isolation จึงเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการการรักษาและดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และมีอาการไม่มาก ได้รับการดูแล และประเมินอาการอย่างต่อเนื่อง ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหรือลดอัตราการตาย จากการที่ผู้ติดเชื้อไม่สามารถเข้าถึงบริการการรักษาได้

8. วัตถุประสงค์ :
8.1 เพื่อให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เข้าระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย 8.2 เพื่อพัฒนารูปแบบบริการสาธิต ด้านการสร้างความรอบรู้ในการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อโควิด- 19 และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ครอบครัวและ ชุมชน

9. เป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ :
9.1 เป้าหมายโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.- รูปแบบบริการสาธิตในกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่บ้าน - รูปแบบบริการสาธิต ด้านการสร้างความรอบรู้ในการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อโควิด- 19 และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ครอบครัวและ ชุมชน - ระบบการดูแลและเฝ้าระวังการติดเชื้อในบ้านและชุมชน - 1 รูปแบบ
9.2 ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ จำนวน หน่วยนับ
1.เชิงปริมาณ : ผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ได้รับการดูแลรักษาภายใน 24 ชั่วโมง 100 ร้อยละ
2.เชิงปริมาณ : ผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีความรอบรู้ในการดูแลตนเอง และสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น 80 ร้อยละ
3.เชิงปริมาณ : ผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการเปลี่ยนแปลงได้รับการดูแลรักษาและส่งต่ออย่างปลอดภัย 100 ร้อยละ
4.เชิงปริมาณ : ขยะมูลฝอยติดเชื้อได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง 95 ร้อยละ
5.เชิงคุณภาพ : 1. อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงของผู้ป่วย ที่เข้าระบบการดูแลตนเองที่บ้าน (Home Isolation) 2. อุบัติการณ์การติดเชื้อในครอบครัว และชุมชนใกล้เคียง จากการให้บริการ HI 3. อุบัติการณ์การเกิดข้อร้องเรียนที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย Home Isolation 0 ร้อยละ
6.เชิงเวลา : มีการดำเนินงานได้ตามแผนกิจกรรม และแผนงบประมาณ 80 ร้อยละ

10. วิธีการดำเนินงาน :
10.1 ประชุมคณะกรรมการ EOC และผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มวัย เพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และโอกาสพัฒนาในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 10.2 แต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาสาธิตบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 โดยออกแบบรูปแบบการพัฒนาบริการ Home Isolation โดยใช้รูปแบบ 4 C ( Call team , Care team, Carry Lab X-ray team, Community and Communication team) 10.3 พัฒนาระบบการสื่อสารและผลิตสื่อเพื่อเพิ่มความรอบรู้ในการดูแลตนเอง การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 10.4 พัฒนาเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 10.5 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อปรับปรุงบริการสาธิตฯ กับผู้เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่ายต่าง ๆ 10.6 สรุปผลการดำเนินงานพัฒนาสาธิตบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสรูปแบบ Home Isolation

11. กิจกรรม/เป้าหมายและประมาณการงบประมาณ :
ลำดับ กิจกรรม เป้าหมาย/กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณการ งบประมาณ (บาท)
1 ประชุมราชการการดำเนินงานพัฒนารูปแบบบริการสาธิต Home Isolation 1 เรื่อง 1 ต.ค. 2564 - 31 ต.ค. 2564 6,000.00
2 พัฒนาระบบการสื่อสารและผลิตสื่อเพื่อเพิ่มความรอบรู้ในการดูแลตนเองของผู้รับบริการ Home Isolation 1 ครั้ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565 26,000.00
3 ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รูปแบบบริการสาธิต Home Isolation 1 เรื่อง 1 ธ.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 9,500.00
4 ประชุมสรุปผลการดำเนินงานพัฒนารูปแบบบริการสาธิตการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส รูปแบบ Home Isolation 1 ครั้ง 1 ม.ค. 2565 - 31 ม.ค. 2565 11,000.00
5 เยี่ยมติดตามการดำเนินงานรูปแบบบริการสาธิตส่งเสริมสุขภาพและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 - การประเมินสิ่งแวดล้อมแรกรับเข้า Home Isolation - การประเมินการจัดการขยะติดเชื้อ - กำกับติดตามการปฏิบัติตามมาตรการ Home Isolation - การประเมินความรอบรู้ในการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องกักตัวที่บ้าน 3 หน่วยนับ 1 ต.ค. 2564 - 31 ธ.ค. 2564 310,000.00
รวมเป็นเงิน 362,500.00
หมายเหตุ
1.ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยนจ่ายได้ โดยรายการที่ถัวเฉลี่ยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน
2.แนบแผนการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินท้ายโครงการ
3.แนบแผนบริหารความเสี่ยง (โครงการที่มีงบประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป) หรือโครงการสำคัญที่หน่วยงานพิจารณาว่าส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าประสงค์/ตัวชี้วัด/เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์

12. งบประมาณ :
362,500.00 บาท

13. ระยะเวลาดำเนินการ :
1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565

14. พื้นที่เป้าหมาย/สถานที่ดำเนินโครงการ :
ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ /หน่วยงานราชการในจังหวัดนครสวรรค์

15. กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ร่วมดำเนินการ :
15.1 บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 3 15.2 ผู้รับผิดชอบงานสาธารณสุขในพื้นที่ ได้แก่ รพ.สต. /เทศบาล / แกนนำชุมชน / อาสาสมัครสาธารณสุข/รพศ. 15.3 ภาคีเครือข่ายหน่วยบริการสธ.ในเขตสุขภาพที่ 3 ทั้งภาครัฐ และเอกชน 15.4 ภาคีเครือข่ายอื่น สปสช., อบจ., พมจ., ทีมสื่อสาร ปชส., บริษัทผู้ให้บริการ software (ไม่ได้คิดค่าบริการ)

16. กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์/ผู้รับบริการ (ถ้ามี) :